รัฐบาลชิ่งหนีปมร้อนฉาวก่อนเปิดศึกซักฟอก “อนุทิน” โบ้ยคดีฮั้ว สว.ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลนี้ รีบตัดจบโกงสอบท้องถิ่น ยันรัฐบาลทำไป หมดแล้ว “วรศิษฎ์” เร่งปิดจ๊อบในสิ้นเดือน ส.ค. ผบช.ก.เผยลุยแจ้งข้อหาแล้ว 5 ราย ปธ.วิป รบ.โอด ภท.ตกเป็นจำเลยสังคม “ไอติม” เดินหน้าขยี้ต่อ แฉโพยฮั้ว “สรชาติ-พรเพิ่ม” หลักฐานมัดกาตัวเลขตรงกันเป๊ะๆ สว.สำรองจี้ต่อม กกต.รักษาเกียรติยศ ท้า “แสวง-ปธ.กกต.” พูดให้ชัดฮั้วกันได้ ไม่ผิด “ไหม” ขู่ฝ่ายค้านตั้งแท่นซักฟอก 2 เด้งหลังเปิดสภา ไม่ปิดทางแดง-เขียว-ส้มคุยกันได้ หลาบจำโหวตให้คนไม่สำนึกบุญคุณ “เนวิน” ไม่ยี่หระ บอกสะดวกแต่งตัวแบบนี้ เจ้าภาพไม่เห็นมีใครว่า “หนู” ตบมุก ลมมันเย็น “ทา Prickly Heat” ยกคณะเยือนอินโดฯ กระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ “ปราโบโว”รัฐบาลชิ่งหนีปมร้อนฉาว ก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย รีบโบ้ยรัฐบาลชุดนี้ไม่เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. เพราะเพิ่งเข้ามาเริ่มงานเมื่อวันที่ 1 เม.ย.69 ขณะที่การเลือก สว.เกิดมาตั้งแต่ปี 2567 แถมยังรีบตัดจบคดีทุจริตจัดสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ยันรัฐบาลทำไปหมดแล้ว“อนุทิน” รีบโบ้ย รบ.ไม่เกี่ยวฮั้ว สว.เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคฝ่ายค้านเตรียมจัดกิจกรรมเจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.ภาคพิเศษ ในวันที่ 4 ส.ค.ว่า ให้คนมีหน้าที่ชี้แจงไปรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ สว.ไม่ต้องชี้แจง เมื่อถามว่าได้ไปแจ้งความเอาผิดนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) แล้วหรือยัง นายอนุทินตอบว่า ดำเนินการอยู่ มีนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นทนายความ เมื่อถามว่าฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงเดือน ส.ค.นี้ นายอนุทินตอบว่า เป็นเรื่องปกติ มีตรงไหนน่าแปลกใจ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ของเขาต้องชื่นชม รัฐบาลอย่าไปทำชั่วทำเลวก็ไม่มีอะไรต้องกังวล รัฐบาลนี้ไม่มีทำชั่วทำเลว เมื่อถามว่าพอใจผลงานของรัฐมนตรีในช่วง 3 เดือนนี้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ถามประชาชนอ้างเหตุเกิดขึ้นก่อนเข้ามาทำงานผู้สื่อข่าวถามว่าหากฝ่ายค้านหยิบเรื่องฮั้ว สว.มาอภิปราย บรรยากาศการประชุมจะเสียหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า อภิปรายฮั้ว สว.อย่างไร ยังไม่เห็นความเกี่ยวข้องกับรัฐบาล สว.เลือกมาตอนปี 2567 รัฐบาลนี้เข้ามาทำงานวันที่ 1 เม.ย.2569 เมื่อถามว่ามีการโยงรัฐมนตรีบางคนเกี่ยวข้อง นายอนุทินย้อนถามเสียงเข้มว่า “ใคร เอ่ยชื่อซิ แล้วเป็นอย่างไร อย่าฟ้องนะ ฟ้องต้องใช้งบตัวเองนะใช่ไหม มีที่ไหนจำเลยมาขอโจทก์ห้ามฟ้อง อย่าฟ้องหลายจังหวัดนะ อย่าโน่น อย่านี่ แล้วไง” เมื่อถามว่ามีข้อจำกัดไม่ให้พูดถึงเรื่องไม่เกี่ยวข้องเลยใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ไม่มี ใครจะพูดอะไรก็ได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลไม่เกี่ยว รัฐบาลจะชี้แจงในเรื่องการทำงาน ไม่ใช่เรื่องการเมือง รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้บริหารการเมือง เมื่อถามว่าจะมีองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ไม่มี อย่างนี้ต้องพิทักษ์หรือไม่ พร้อมหันไปชี้ที่ รมช.มหาดไทย 3 คน“กรวีร์” โอด ภท.ตกเป็นจำเลยสังคมนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการดำเนินคดีนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw ว่า มอบให้ทนายความดำเนินคดีที่ จ.อ่างทอง เพราะมีการกล่าวหาพรรค และตนเป็นกรรมการบริหารพรรค จำเป็นต้องดำเนินคดี ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเรื่องเก่าไม่มีอะไรใหม่ ไปชี้แจงต่อกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หมดแล้ว เรื่องอยู่ในขั้นตอนของ กกต. เชื่อว่า กกต.จะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ขอให้มองข้อเท็จจริงว่ามีพยานหลักฐานชี้ชัดหรือไม่ ไม่ใช่มองเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก เกมการเมือง พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคตกเป็นจำเลยสังคม แต่ยืนยันความบริสุทธิ์ไม่ได้ทำผิด แต่ถูกสังคมบางส่วนตัดสินไปแล้ว อยากขอความเป็นธรรม เราพร้อมให้ความร่วมมือ กกต. ไม่กังวล“ไอติม” ขยี้โพยฮั้ว “สรชาติ—พรเพิ่ม”ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีถูกทนายความนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี แจ้งความดำเนินคดีอาญาฐานหมิ่น ประมาทที่ จ.บึงกาฬว่า สาเหตุมาจากนายสนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ อดีตผู้สมัคร สว. ให้ข้อมูลบนเวทีวิปฝ่ายค้านว่า เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการจัดตั้งคนมาลงสมัคร สว. นำโดยนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. ยืนยันว่าการถูกฟ้องไม่ทำให้หยุดการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ขอเดินหน้าต่อด้วยการเปิดข้อมูลใหม่บัตรเลือก สว.ระดับประเทศ ที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างนายสรชาติกับนายพรเพิ่ม ทองศรี สว. พี่ชายของนายทรงศักดิ์ ในการเลือก สว. นายสรชาติกับนายพรเพิ่มสมัครเป็น สว.กลุ่ม 13 การเลือกระดับประเทศรอบสุดท้าย นายสรชาติ หมายเลข 111 ได้รับเลือกเป็น สว. มีคะแนนสูงเป็นอันดับ 1 กลุ่ม 13 ขณะที่นายพรเพิ่ม หมายเลข 65 มาเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม 13 สว. มีการจับมือวางแผนร่วมมือในขบวนการฮั้ว สว. พบว่าแทบทุกโพยที่ถูกรวบรวมมา หมายเลขของนายสรชาติและนายพรเพิ่มอยู่คู่กันเสมอหลักฐานมัดกาตัวเลขตรงกันเป๊ะๆนายพริษฐ์กล่าวว่า ทั้งนายสรชาติและนายพรเพิ่มได้คะแนนส่วนใหญ่จากผู้สมัครที่ลงคะแนนให้มากกว่าผู้สมัครที่ลงคะแนนให้แค่คนใดคนหนึ่ง นายสรชาติได้ 66 คะแนน นายพรเพิ่มได้ 60 คะแนน จากการตรวจสอบบัตรเลือก สว. เบื้องต้นพบว่ามีผู้สมัคร 44 คน ลงคะแนนให้ทั้งนายสรชาติและนายพรเพิ่ม คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ นายสรชาติได้สูงถึง 67% และนายพรเพิ่มได้ 73% นอกจากนี้ตัวเลขบนบัตรเลือกตั้งจำนวนมากตรงตามโพยใบสั่งชัดเจน เรียงลำดับเป๊ะๆ ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานควรเชื่อได้ว่ามีขบวนการฮั้ว สว.หรือไม่ หากใช่ต้องย้ำว่า กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงจนสิ้นข้อสงสัย แต่มีหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา 62 ต้องส่งเรื่องไปที่ศาลให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่สว.สำรองจี้ กกต.รักษาเกียรติยศที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง พร้อมนายดิเรก พรสีมา, นายอรัญ บุญเรือง และนายชาตวิทย์ มงคลแสน อดีตผู้สมัคร สว. เข้าเรียกร้องให้ กกต.ทั้ง 7 คน ต้องไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของผู้มีอำนาจ เร่งสรุปสำนวนการสอบสวน ตามสำนวนของคณะสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 มาพิจารณาและส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งภายในเดือน ส.ค.นี้ นายอัครวัฒน์กล่าวว่า หาก กกต. พยายามยกคำร้อง หรือเป่าคดีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย ภาคประชาชนและอดีตผู้สมัคร สว. เตรียมร่างคำฟ้องเพื่อดำเนินคดี กกต.ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะพฤติการณ์เข้าข่ายกระบวนการล้มล้างการปกครอง และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจอธิปไตย ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ คดีนี้ล่าช้ามากว่า 2 ปี อย่าลืมว่าเงินเดือน สวัสดิการ และบำนาญ ที่ได้รับ มาจากภาษีประชาชนกว่า 60 ล้านคน ควรรักษา เกียรติยศทำหน้าที่เพื่อประชาชนท้า “แสวง” พูดให้ชัดฮั้วกันได้ไม่ผิดเมื่อถามว่า กกต.อ้างคำวินิจฉัยศาลปกครองและศาลฎีกา ว่าการนำโพยเข้าไปไม่ผิดกฎหมาย นายอัครวัฒน์ตอบว่า ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองเฉพาะข้อ 7, 8 และ 11 อนุญาตให้นำเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (สว.3) ติดตัวเข้าคูหาได้เท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความอนุญาตให้ทำโพยใบสั่ง หรือจัดฉากฮั้วเลือกตั้ง “การแอบเขียนรายชื่อไว้หลังเอกสาร สว.3 มีการจ้างวานขนคน จัดหาเทรนเนอร์มาติวเข้ม วาดตารางแนะนำตัว และจ่ายเงินตอบแทนแลกกับการลงคะแนน อย่างนี้เขาเรียกว่าโพยใบสั่ง เชื่อว่าไม่มีศาลไหนตัดสินว่าทำได้ หากทำได้การเลือกตั้งในไทยก็ไม่ต้องรณรงค์กันแล้ว กกต.กำลังบิดเบือนข้อเท็จจริง แม้กระทั่งคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่อ้างว่าโพยไม่ผิดก็อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ คดียังไม่ถึงที่สุด ขอท้านายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. หรือประธาน กกต. ออกมาแถลงยืนยันกับประชาชนให้ชัดเจนว่า การจ้างเขียนโพย บล็อกโหวต หรือฮั้วเลือก สว. สามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายจริงหรือไม่”ฝ่ายค้านเอาแน่อภิปรายไม่ไว้วางใจที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวดีลการเมืองระหว่างสีแดงกับสีเขียว จนทำให้รัฐบาลสั่นคลอนว่า ถึงไม่มีการดีลระหว่างเขียวกับแดง รัฐบาลก็สั่นคลอนจากปัญหาร้อยแปดพันประการ ตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลมา ข่าวฉาว ข่าวไม่ดีต่างๆ ตั้งแต่การทุจริตคอร์รัปชัน โกงฮั้ว สว. พ่อทิพย์ ไม่แปลกใจที่มีดีลลับ แต่ถึงมีดีลหรือไม่มีดีล เราต้องนำเรื่องไม่ชอบมาพากลมาเปิดเผยต่อสภา ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือมาตรา 152 และยังไม่กำหนดช่วงเวลาชัดเจน แต่ต้องเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจต้องเริ่มจากการอภิปรายตามมาตรา 152 คือแบบไม่ลงมติก่อน แล้วค่อยไปที่มาตรา 151 ต้องมีการพูดคุยกัน แต่คิดว่าสมัยหน้ามีขึ้นแน่นอนไม่ปิดทางแดง–เขียว–ส้มคุยกันได้เมื่อถามว่านายกฯระบุว่าไม่กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ศิริกัญญาถึงกับร้อง “อ๋อหรอคะ” ต้องตัดไม้ข่มนามกันอยู่แล้ว ถ้าบอกกลัวก็คงดูไม่ดี แต่อย่าประมาทแล้วกัน ข้อมูลที่ฝ่ายค้านถืออยู่ในมือจะสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้หรือไม่ แม้ท้ายที่สุดการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่เกิดผล แต่อย่างน้อยก็เป็นการเช็กเสียงว่าในพรรคร่วมรัฐบาลยินดีที่จะแบกกันอยู่หรือไม่ เมื่อถามว่าตามสมการแดงกับเขียวรวมกันยังไม่ได้เสียงเพียงพอ ต้องเอาพรรคส้มมารวมด้วย น.ส.ศิริกัญญาตอบว่า จริงอย่างที่ถาม ถ้าเฉพาะแดงกับเขียวอาจไม่มีผล อาจเป็นไปได้สองทาง ว่าเขียวกับแดงอาจเจรจาให้ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือจะเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ คงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจไม่ครบถ้วน เมื่อถามว่าพรรค ปชน. ไม่ติดอะไรใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญาตอบว่า เรื่องพวกนี้สามารถพูดคุยกันได้หลาบจำโหวตให้คนไม่สำนึกบุญคุณผู้สื่อข่าวถามว่าไม่ปิดทางแดงกับเขียว แต่ถ้าเป็นน้ำเงินปิดทางแน่นอนแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญาตอบว่า ใช่ เขาคงไม่มาคุยกับเรา และจุดยืนเราชัดเจน เห็นข้อบกพร่องของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเยอะมาก การเปลี่ยนเข้าไปร่วมเราไม่สามารถทำได้ เมื่อถามว่ายังมีคนพูดว่ารัฐบาลชุดนี้มาถึงจุดนี้ได้เพราะพรรค ปชน. น.ส.ศิริกัญญาถามกลับว่า “ยังวกกลับไปได้อีกหรือ นายกฯเลิกขอบคุณพรรค ปชน.มาสักพักแล้ว ไม่สำนึกบุญคุณของเราอีกต่อไปแล้ว ดิฉันก็ห้ามไม่ได้ที่จะมีคนคิดแบบนั้น ต้องขออภัยด้วยที่ในอดีตเราเคยตัดสินใจที่ไม่ได้ล่วงรู้ว่าจะถูกบิดข้อตกลง ท้ายที่สุดเป็นบทเรียนทำให้เราหลาบจำเหมือนกันว่า การจะไปทำข้อตกลงอะไรกับใคร จะถือว่ามีสัจจะกันมากต้องขออภัยพี่น้องประชาชนมากจริงๆ ที่วันนั้นทำให้ผิดหวัง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรค ภท.มาถึงทุกวันนี้ สุดแต่ว่าจะมีใครวิเคราะห์ไปทางไหน ก็ขออภัยแล้วเราก็จำแล้วค่ะ”“ปกรณ์–ผบ.ตร.–ป.ป.ท.” พบนายกฯต่อมาเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นประจำปี 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ที่ตึกไทยคู่ฟ้า คาดว่ามารายงานความคืบหน้าเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น นายภูมิวิศาลเปิดเผยว่า มารับมอบนโยบายหลังนายกฯแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น“หนู” ตัดจบโกงสอบท้องถิ่นมีแค่นี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านอาจยกประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่นขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ทุกอย่างเห็นๆกันอยู่ไม่ใช่หรือ ผู้สื่อข่าวก็เห็น ตอนนี้เข้าคุกไปกี่คนแล้ว ดำเนินการไปกี่คนแล้ว ประกาศยกเลิกการสอบแล้ว คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และคณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) แจ้งไปยังจังหวัด และท้องถิ่น คนที่เกี่ยวข้องต้องถูกเลิกจ้าง ถูกดำเนินคดีต่อไป มันเป็นขั้นตอน ถามว่าตรงนี้ช้าหรือไม่ ไม่ช้าและมีประสิทธิภาพสูงด้วย คนที่ถูกสงสัยว่ามีส่วนร่วมก็ถูกห้ามประกันตัว มีหน่วยงานสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใครจะไปกำกับสั่งการได้ ไม่มีมวยล้มแน่นอน และรัฐบาลมอบให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ มาเป็นหัวหน้าทีมหาข้อเท็จจริง ตรงนี้ประชาชนไว้วางใจได้ เพราะเป็นสิ่งน่ารังเกียจมาก เรื่องนี้มองว่าจบแล้ว การดำเนินคดีเดินแล้วการกล่าวหาเดินแล้ว การตั้งสอบวินัยร้ายแรงอยู่ในขั้นตอนหมดแล้ว การยกเลิกประกาศผลการสอบทำแล้ว การดำเนินคดีขยายผลผู้เกี่ยวข้องตามมาเป็นลำดับ เรื่องนี้ต้องถือว่าเรียบร้อย เหลืออย่างเดียวคือศาลยังไม่ตัดสินลงโทษผู้กระทำผิด ในส่วนรัฐบาลทำหมดแล้ว“วรศิษฎ์” เร่งปิดจ๊อบในสิ้นเดือน ส.ค.นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า เรากำลังทำเรื่องจับทุจริตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีผู้เกี่ยวข้องเป็นหมื่นคน ใช้เวลา 1 เดือนกับ 10 กว่าวัน เห็นแล้วว่าจำนวน 5,925 คนมีใครบ้าง จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ในวันที่ 5 ส.ค. และประชุมคณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ในวันที่ 6 ส.ค. จากนั้นส่งเรื่องไปยัง ก.จังหวัด จากนั้นเป็นหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นที่ต้องไปจัดการต่อ เชื่อว่าภายในเดือน ส.ค.นี้ จะได้เห็นการถอดถอนผู้ทุจริตสอบ เมื่อถอดบุคคลเหล่านี้ออกมาเท่ากับมีตำแหน่งว่าง กสถ.ต้องประชุมว่าจะบริหารบัญชีเลื่อนบัญชีผู้สอบขึ้นมาอย่างไร ใครที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งหมดต้องโดนโทษอาญา เพราะที่มาคุณผิดแบบไม่สมควรเกิดขึ้นผบช.ก.เผยลุยแจ้งข้อหาแล้ว 5 รายที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. กล่าวถึงความคืบหน้าหลังพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหารวม 13 ราย เข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า มีผู้ต้องหาเข้าพบพนักงานสอบสวนรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 5 ราย ที่เหลืออีก 8 ราย ทำเรื่องขอเลื่อนเข้าพบ รวมถึงนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คาดว่าจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในสัปดาห์นี้ ขณะที่ผู้ต้องหาอีก 7 รายที่ขอเลื่อน อยู่ระหว่างประสานทนายความ สำหรับผู้ต้องหา 5 รายที่เข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว แบ่งเป็นบุคลากรจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) 1 ราย และเป็นข้าราชการที่ถูกตรวจพบภายในบ้านพักในวันเกิดเหตุอีก 4 ราย ในจำนวนนี้รวมนายเรืองเดช ศิริกิจ ผอ.สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว ที่เคยให้การในฐานะพยานไปก่อนหน้านี้ นายเรืองเดชยังคงยืนยันคำให้การเดิม เมื่อพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและคำให้การเสร็จสิ้น ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณาคาดว่าจะสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช.ได้ไม่เกินวันที่ 12 ส.ค.“เนวิน” บอกสะดวกแต่งตัวแบบนี้วันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “ลุงเนวิน” ที่นำเสนอ ความเคลื่อนไหวของนายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรค ภูมิใจไทย ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โพสต์ข้อความพอสรุปได้ว่า เคารพ ศรัทธา และบูชาด้วยหัวใจ มากกว่า 10 ปีแล้ว ที่สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาทำพิธีบวงสรวงสักการะองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช องค์พ่อจตุคามรามเทพ คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชา และอัญเชิญขึ้นอยู่บนคอจนถึงทุกวันนี้ ทุกปีจะพานักฟุตบอล ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทีมทุกคน มาทำพิธีสักการะขอพร พร้อมถ้วยแชมป์ทุกรายการ จัดเป็นประจำทุกปี ก่อนเปิดฤดูกาล มีการติดต่อประสานงานกับสำนักงานศาลหลักเมืองเอง จ่ายค่าใช้จ่ายประกอบพิธีเอง เพราะ เป็นกิจกรรมของสโมสร ไม่ใช่งานจังหวัด หรืองานที่จัด โดยส่วนราชการใด ส่วนเรื่องการแต่งกายเป็นสิทธิส่วนตัวที่สะดวกสบายแบบนี้ ใส่เสื้อสโมสรและกางเกง ขาสั้นมากว่า 10 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่ศาลหลักเมืองอนุญาต ไม่เคยทักท้วงสักครั้ง บ่งบอกได้ว่ามีความเคารพศรัทธา และบูชาด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยเครื่องแต่งกาย “ถ้าไม่ใช่งานที่ผมเป็นเจ้าภาพเองแล้ว ทุกงานที่ผมไปร่วมด้วยเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น เป็นเจ้าภาพที่อนุญาต ผมให้เกียรติทุกคนที่ให้เกียรติผม”“ผู้นำ” ลมมันเย็น “ทา Prickly Heat”นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีเห็นชุดไปเดินตลาดแบบสบายๆ สอดคล้องกับดราม่านายเนวิน ชิดชอบ ที่ใส่ขาสั้นไหว้พระธาตุนครศรีธรรมราช นายอนุทินยิ้มก่อนกล่าวว่า “ก็ลมมันเย็น ทา Prickly Heat”ป้อง “ครูใหญ่” ใส่ขาสั้นกิจกรรมกีฬานายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงเสียง วิจารณ์นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด “ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย” ไม่รู้กาลเทศะใส่กางเกงขาสั้นร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง นครศรีธรรมราช อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค ภท.ว่า สโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ดไปจัดกิจกรรม สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นกิจกรรม สโมสรฟุตบอล ไม่ใช่งานพิธีการ อยากให้สังคมมอง ระหว่างเรื่องการเมือง กับเรื่องกีฬา นายเนวินไปในฐานะประธานสโมสรฟุตบอล ไม่ได้อยู่ในส่วนพรรคภูมิใจไทย อยากให้แยกประเด็นกันไทยไม่รับข้อมูล “ทอม แอนดรูวส์”นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ยังให้สัมภาษณ์ถึงแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจของนายทอม แอนดรูวส์ ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ที่มีการพาดพิงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ไทยในกัมพูชาว่า นายทอม แอนดรูวส์ แถลงโดยที่ยังไม่ฟังข้อมูลจากฝั่งไทย เรายังไม่ยอมรับความเห็นนั้น ให้รอฟังกระทรวงการต่างประเทศแถลงอีกที เมื่อถามว่าฝ่ายกัมพูชาผลักดันให้นําบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสํารวจและปักปันเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชา พ.ศ.2543 (MOU 43) รวมถึงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาใช้อ้างอิง นายอนุทินย้อนถามว่า เจรจาแปลว่าอะไร แล้วเราไม่มีข้อต่อรองเลยหรือ เรามีจุดยืนชัดเจนว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ไม่มีใครมาบังคับประเทศไทยได้ เป็นเรื่องที่เขาต้องไปพิจารณาทบทวนทำใจดีสู้มีเวลาพิสูจน์ฝีมืออีก 3 ปีนายอนุทินกล่าวถึงการลงพื้นที่สำรวจตลาดศรีย่าน มีเสียงสะท้อนให้ขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ต่อไปว่า รัฐบาลพร้อมพิจารณา แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนั้น รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม แต่ทำให้ประชาชนอยู่บนขาตนเองได้ หากต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้เครื่องติดก็จะกระตุ้นเป็นช่วงๆ เมื่อถามว่าผลสำรวจนิด้าโพลชี้ว่า แม้ประชาชนมองว่าดีแต่บางส่วนยังลังเลที่จะสนับสนุนรัฐบาลอยู่ นายอนุทินตอบว่า ไม่เป็นไร รัฐบาลยังมีเวลาอีก 3 ปีให้ประชาชนพิจารณาว่ามีความจริงใจและตั้งใจทำงานหรือไม่ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะเลือกกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกหรือไม่ยกคณะถึงอินโดฯหารือ “ปราโบโว”จากนั้นเวลา 12.30 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย นำคณะออกเดินทางไปยังกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ต่อมาเวลา 15.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ตรงกับเวลาประเทศไทย) นายอนุทินและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา เยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 ส.ค. ตามคำเชิญของนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย มี พล.อ.จามารี คานียาโก รมว.ประสานงานด้านกิจการการเมืองและความมั่นคงของอินโดนีเซีย ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ นายฮารี ปราโบโว เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย พร้อมนายประพันธ์ ดิษยทัต เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา ให้การต้อนรับ จากนั้นมีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และหารือเต็มคณะกับนายปราโบโว เพื่อกระชับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียตั้งเป้าการค้า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์กระทั่งเวลา 17.30 น. ที่ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายอนุทินหารือเต็มคณะกับนายปราโบโว ซูบียันโต น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี แถลงว่า ทั้งสองฝ่ายยืนยันการขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของอาเซียนในฐานะแกนกลางภูมิภาค เห็นพ้องเร่งผลักดันมูลค่าการค้าให้บรรลุ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 จากปัจจุบันประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์ รวมถึงผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาล ผสานจุดแข็งของอินโดนีเซียตลาดผู้บริโภคมุสลิมขนาดใหญ่ กับศักยภาพด้านการผลิต คุณภาพสินค้า และมาตรฐานฮาลาลของไทย ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศตกลงยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งนี้ หลังการหารือผู้นำทั้งสองประเทศยังร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย และบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษาอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่