คดีฆ่าฝังดิน 5 ศพ ส่อบานปลาย ผบ.ตร. สั่งสอบข้อเท็จจริงตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ลูกพี่ “ไอ้ป๋อง” ให้ยาบ้าไปขาย ลั่นมีมูลฟัน ไม่เลี้ยงทั้งวินัยและอาญาหลังสาวทอมเหยื่อกามเดนนรกออกรายการโหนกระแส เปิดปากแฉถูกกักขังข่มขืนบำเรอกามเมื่อ 8 ปีก่อน จำใจยอมอยู่ด้วยกัน 4 เดือน ถูกย่ำยีสารพัด เห็นกับตา ไอ้ป๋องพาไปรับยาบ้าจากตำรวจให้เอาไปขาย ตำรวจเค้นสอบ “ไอ้ฟลุ๊ค” ยังไม่เชื่อมโยงถึงศพอื่น เจ้าตัวเครียดจัดโฮลั่นหวั่นโดนประหาร ฝากขอโทษครอบครัว เหยื่อพ่อแม่ลูก ผบ.เรือนจำพัทยาวางมาตรการเฝ้าระวัง พิเศษ คุมเข้มแก๊งฆาตกรทมิฬหวั่นทำร้ายตัวเองหรือโดนรุมกระทืบ เผยทุกคนยังปกติดีไม่มีเครียด รมว.ยุติธรรมเรียกประชุมทุกหน่วยป้องกันเหตุซ้ำรอย ญาติเหยื่อโร่ร้องเรียนจี้บังคับใช้โทษประหารสังคมยังเฝ้าติดตามคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ 5 ศพ สองพี่น้องชาวรัสเซียกับครอบครัวพ่อแม่ลูกฝังดินบริเวณเนินเขามาบฟักทอง ใกล้วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ริมถนนมอเตอร์เวย์สายใหม่ (กรุงเทพฯ-มาบตาพุด) กม.ที่ 139 และสวนมะพร้าวฝั่งตรงข้าม พื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตำรวจตามจับกุมแก๊งฆาตกรทมิฬ 4 คน ประกอบด้วย นายฑณา หรือป๋อง เกิดทอง อายุ 43 ปี อดีตเดนคุก นายธงชัย หรือธง ศรีนิล อายุ 39 ปี นายอัษฎางค์ หรือบอล ชูวงษ์ อายุ 25 ปี และนายชัชนันท์ หรือฟลุ๊ค แป้นเอี่ยม อายุ 24 ปี อยู่ระหว่างเร่งหาเบาะแสว่าอาจมีเหยื่อสังหารมากกว่า 5 ศพ ขณะที่พยานและผู้เสียหายรายอื่นออกมาดาหน้าแฉพฤติกรรม “ไอ้ป๋อง” โหดเหี้ยมอำมหิต อ้างตัวเป็นสายตำรวจและยังรับงานเดินยาเสพติดให้ตำรวจในพื้นที่ด้วยสาวทอมเหยื่อ “ไอ้ป๋อง” เปิดตัวแฉถึงแม้ว่านายป๋อง หัวโจกแก๊งทมิฬพร้อมพวกจะถูกจับกุมตัวไปแล้ว แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมโหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์ของเดนนรกรายนี้ยังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการที่นายป๋องเป็นนิ้วให้ตำรวจ ชอบแต่งกายคล้ายตำรวจออกก่อเหตุ มีผู้คนที่เคยตกเป็นเหยื่อออกมาเปิดปากแฉอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 3 ส.ค. มี น.ส.บี (นามสมมติ) สาวทอม อายุ 22 ปี ชาว จ.ตราด ออกมาเปิดเผยว่า เคยตกเป็นเหยื่อของนายป๋อง ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี ถูกล่อลวง กักขังหน่วงเหนี่ยว และล่วงละเมิดทางเพศ เป็นเวลารวม 4 เดือนจับล็อกกุญแจมือกักขังบำเรอกามสาวทอมเหยื่อกามเผยต่อไปว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน ขณะไปพบเพื่อนที่ห้องแถวในพื้นที่เนินทราย จ.ชลบุรี เป็นครั้งแรกที่เห็นนายป๋องมาทวงหนี้เงินกู้ ต่อมานายป๋องส่งคำขอเป็นเพื่อนผ่านเฟซบุ๊กและเริ่มพูดคุยกัน ก่อนชักชวนไปกินข้าวหลายครั้ง แต่ปฏิเสธมาตลอด กระทั่งครั้งที่ 4 นายป๋องชวนไปดูรถแข่งพร้อมกลุ่มเพื่อน ตนตัดสินใจไป หลังเดินทางกลับ นายป๋องอ้างว่าทรัพย์สินภายในอู่ซ่อมรถสูญหายและขอให้ตนกลับไปยืนยันความบริสุทธิ์ใจ กลับถูกพาไปใส่กุญแจมือ คลุมหัว พาไปยังห้องพักแห่งหนึ่ง ถูกกักขังและล่วงละเมิดทางเพศ บังคับให้อยู่แต่ในห้องเป็นเวลาหลายเดือน ระหว่างถูกกักขังนายป๋องข่มขู่ว่าหากนำเรื่องไปแจ้งตำรวจจะได้รับอันตราย พร้อมเปิดคลิปวิดีโอที่ทำร้ายร่างกายคนอื่นเพื่อสร้างความหวาดกลัว อีกทั้งยังข่มขู่จะทำร้ายคนในครอบครัวหากคิดหลบหนีหนีออกมาได้ไม่วายโดนตามล่าน.ส.บีกล่าวต่อไปว่า หลังผ่านไป 3 เดือน นายป๋องเริ่มปลดกุญแจมือเพื่อทดลองใจ แต่ยังพูดข่มขู่ว่าหากหลบหนีจะถูกยิง ผู้เสียหายไม่กล้าเสี่ยง กระทั่งวันหนึ่งนายป๋องออกจากห้องพักกลับมาช้ากว่าที่บอกไว้ ตนตัดสินใจเปิดประตูห้องวิ่งหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน หลังหลบหนีได้นายป๋องยังส่งข้อความข่มขู่ว่าจะเผยแพร่คลิปและจะทำร้ายคนในครอบครัวหากไม่กลับไป ด้วยความหวาดกลัวต้องยอมกลับไปอยู่กับนายป๋องอีกช่วงหนึ่ง ก่อนอาศัยจังหวะหลบหนีออกมาได้อีกครั้งและไม่กลับไปอีก หลังเกิดเหตุเคยเข้าแจ้งความกับตำรวจในพื้นที่แห่งหนึ่ง แต่ได้รับคำแนะนำให้ไปแจ้งในพื้นที่เกิดเหตุ เนื่องจากไม่ใช่เขตรับผิดชอบ ตนหวาดกลัวอิทธิพลของนายป๋อง อีกทั้งเป็นทอมไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง ทำให้สุดท้ายไม่ได้ดำเนินคดียันชัดไปรับยาจากลูกพี่ตำรวจตอนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ในรายการโหนกระแส น.ส.บีเผยด้วยว่า ตอนที่ต้องอยู่กินกับนายป๋องในสภาวะจำยอม วันหนึ่งนายป๋องพาไปหาบุคคลที่อ้างเป็นลูกพี่ตำรวจเพื่อรับยาบ้า ที่ย่านหมู่บ้านเนินทราย ต.ห้วยใหญ่ ตอนนั้นตนอยู่ในรถ อาจจำหน้าได้ไม่ชัดเจนเพราะเป็นเรื่องที่นานมาแล้ว ถ้าให้เห็นอีกครั้งก็ยังไม่รับปากว่าจะจำได้หรือไม่ พฤติกรรมวันนั้นนายป๋องกับตำรวจนายนี้เดินไปคุยกันสักพักตำรวจก็ยื่นยาบ้าให้นายป๋อง จากนั้นหันมามองตนแล้วพูดว่า “คนนี้คือใคร เดี๋ยวนี้มึงไว้ใจ พาคนอื่นมาด้วยแล้วหรือ นายป๋องรีบตอบกลับไปว่า “คนนี้เมียผมเองพี่” จากนั้นตำรวจก็มองตนตั้งแต่หัวจดเท้าพร้อมกับทิ้งท้ายว่า “เดี๋ยวนี้มึงเอาทอมมาทำเมียแล้วเหรอ” แล้วก็หัวเราะ ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไป นายป๋องยังบอกกับลูกพี่คนนี้ว่าเดี๋ยวจะโอนเงินไปให้ป๋องบอกเองอยู่โรงพักห้วยใหญ่น.ส.บีเผยต่อไปว่า ตอนแรกที่ไปนัดเจอกันยังไม่ทราบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นตำรวจ แต่พอขึ้นรถมา นายป๋องก็บอกว่านี่แหละลูกพี่พี่เอง เป็นตำรวจอยู่ที่โรงพักห้วยใหญ่ จากนั้นระหว่างนั่งรถกลับบ้าน นายป๋องหันมาถามว่าอยากมีทองใส่ไหม เดี๋ยวขายยาบ้าได้ก็เอาเงินไปซื้อทอง ตนสวนกลับไปว่า “เป็นตำรวจเอายาบ้ามาให้ขาย พอได้เงินมาแล้วเอาไปซื้อทอง เราจะภูมิใจเหรอ” ตอนที่พูดนายป๋องไม่มีท่าทีโกรธ แต่พอกลับไปถึงบ้านกลับนำปืนมาจ่อหัวตนพร้อมพูดข่มขู่ว่า “เรื่องไหนที่ไม่ใช่เรื่องของมึงไม่ต้องเสือก กูเลี้ยงให้มึงอยู่ดีๆ มึงอยู่ไป” ในจังหวะนั้นตนหมดความอดทนเอาหัวดันปลายกระบอกปืนบอกให้นายป๋องลั่นไก นายป๋องพูดว่าอย่าท้า มึงไม่มีญาติ ถ้าตายก็ฝังไว้หลังบ้านใครก็หาไม่เจอ ก่อนจะง้างมือใช้ปืนตบหน้าอย่างแรงจนร่วงลงไปกองกับพื้นพร้อมพูดว่า “กูจะไม่ฆ่ามึง จะให้ทรมานไปแบบนี้” ที่ตนเป็นอิสระมาได้เพราะนายป๋องติดคุกข้อหาพยายามฆ่า เมื่อช่วงปลายปี 2561ผบ.ตร.สั่งสอบข้อเท็จจริงด่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในช่วงบ่าย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีมีผู้เสียหายให้สัมภาษณ์ในรายการโหนกระแส ถึงพฤติกรรมของนายป๋องเคยพาไปรับยาเสพติดจากลูกพี่เป็นตำรวจอยู่ สภ.ห้วยใหญ่ ว่า กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ตนเร่งรัดติดตามข้อเท็จจริงว่ามีมูลหรือไม่ หากพบว่ามีมูลความจริงให้เร่งใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ทั้งวินัย และอาญา และให้ ผบก.ภ.จ.ชลบุรี รายงานผลให้ทราบโดยเร็ว เบื้องต้นได้สั่งการผู้บังคับบัญชานำโทรศัพท์มือถือของตำรวจนายที่ถูกกล่าวหามาตรวจสอบโดยด่วนเพื่อหาพยานหลักฐาน หากปรากฏชัดให้ดำเนินคดีตามกรอบกฎหมาย และหากพบตำรวจรายอื่นมีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดเช่นกัน ขอยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ป้องตำรวจแบบนี้เด็ดขาดหนุ่มโจ๋เจอไอ้ป๋องถือปืนดักรถเหยื่อไอ้ป๋องอีกราย ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายเอ (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ว่า หลังทราบข่าวฆ่าฝังดิน 5 ศพ ที่ ต.ห้วยใหญ่ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่เคยพบไอ้ป๋อง ก่อนเกิดคดีสังหารสองพี่น้องชาวรัสเซียเพียง 2 วัน ช่วงประมาณเที่ยงคืนถึงตี 1 วันที่ 24 ก.ค. หลังจากไปนั่งเล่นบ้านเพื่อนแล้วขี่รถ จยย.กลับบ้านผ่านซอยเปลี่ยวที่ใช้เป็นประจำ ได้พบนายป๋องแต่งกายคล้ายตำรวจยืนถือปืนอยู่กลางถนน สั่งให้ตนหยุดรถและถามว่าจะไปไหน ตนตอบว่าจะกลับบ้าน นายป๋องก็ปล่อยให้ตนขี่รถไปต่อ ขณะจะขี่รถผ่านไปสังเกตเห็นบริเวณป่าข้างทางมีผู้หญิง 2 คนนั่งยองๆก้มหน้าอยู่ ตอนนั้นไม่ได้เอะใจอะไร รีบขี่รถออกจากจุดดังกล่าวทันที หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าผู้หญิง 2 คนได้รับอันตรายอะไรหรือไม่ อยากให้ตำรวจเร่งสอบสวนเพิ่มเติมเนื่องจากหวั่นเกรงว่าไอ้ป๋องจะไม่จบแค่ 5 ศพตามที่เป็นข่าวเค้นสอบ “ไอ้ฟลุ๊ค” เครียดจัดร่ำไห้ที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.อ.ภาสกร ไพจิตต์ ผกก.สส.ภ.จ.ชลบุรี ไปสอบปากคำนายชัชนันท์ หรือฟลุ๊ค แป้นเอี่ยม หนึ่งในผู้ต้องหาอุ้มฆ่าฝังดิน 3 ศพพ่อแม่ลูกที่ตำรวจขออนุญาตศาลจังหวัดพัทยาเบิกตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม หลังมีข้อสงสัยหลายอย่างเกี่ยวกับคดี รวมถึงกระแสข่าวว่านายป๋อง หัวโจกคนสำคัญในคดีนี้เคยก่อเหตุลักษณะนี้กับเหยื่อรายอื่นหรือไม่ โดย พ.ต.อ.ภาสกรนำทีมเค้นสอบปากคำนายฟลุ๊คตลอดช่วงเช้า เจ้าตัวยังให้การยืนยันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม 3 พ่อแม่ลูกคดีเดียวเท่านั้น อ้างว่าถูกหลอกให้มาร่วมก่อเหตุ ส่วนคดีอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ระหว่างการสอบปากคำนายฟลุ๊คมีอาการเคร่งเครียดและร้องไห้ตลอดเวลาคลี่ปม “ไอ้ป๋อง” ฆ่าเพิ่มที่บ้านฉางมีรายงานว่า สาเหตุที่ตำรวจนำตัวนายฟลุ๊คมาเค้นสอบสวนเพิ่มเติมเพียงคนเดียวเนื่องจากมีอุปนิสัยหัวอ่อนที่สุดในกลุ่มผู้ต้องหา การสอบปากคำน่าจะมีผลดีต่อรูปคดี ประกอบกับนายฟลุ๊คเป็นผู้ต้องหาคนเดียวที่สามารถขับรถเกียร์ธรรมดาเป็นและเป็นคนขับรถกระบะของครอบครัว 3 คนพ่อแม่ลูกพาเข้าไปในป่าสวนมะพร้าวก่อนจะยิงปลิดชีพทีละคนแล้วนำศพฝังดิน รวมถึงกระแสข่าวที่ว่านายป๋องอาจจะมีการก่อเหตุสะเทือนขวัญลักษณะเดียวกันอีก 1 คดีในพื้นที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค. แต่เมื่อนำตัวนายฟลุ๊คมาสอบปากคำก็ยังไม่พบว่ามีจุดเชื่อมโยงทนายความร่วมรับฟังสอบสวนนายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ประธานสภาทนายความ จังหวัดพัทยา เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมรับฟังการสอบสวน ผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 ว่า พนักงานสอบสวนเบิกตัวนายฟลุ๊คมาสอบปากคำเพิ่มเติมในหลายประเด็น ยืนยันว่ารับรู้และเกี่ยวข้องเฉพาะคดีฆาตกรรมสมาชิกครอบครัวชาวไทย 3 รายเท่านั้น ส่วนคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย รวมถึงกระแสข่าวที่อาจมีผู้เสียชีวิตรายอื่นเพิ่มเติม ผู้ต้องหาให้การว่าไม่ทราบและไม่มีส่วนรู้เห็น ระหว่างการสอบสวนนายฟลุ๊คมีอาการเครียดและร้องไห้หลายครั้งพร้อมให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนแจ้ง และให้รายละเอียดบางส่วนที่อาจเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเจ้าตัวโฮลั่นหวั่นโดนประหารนายสุขสันต์กล่าวด้วยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาร้ายแรง มีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต หน้าที่ของทนายความที่เข้าร่วมสอบสวนตามมาตรา 134/1 คือ รับฟังการสอบสวน ดูแลให้ผู้ต้องหาได้รับสิทธิตามกฎหมาย และให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิในการให้การ ไม่ได้เข้าไปกำหนดเนื้อหาหรือเปลี่ยนแปลงคำให้การของผู้ต้องหา ระหว่างการสอบสวนนายฟลุ๊คร้องไห้และกล่าวว่า ไม่ต้องการได้รับโทษประหารชีวิต สำหรับสาเหตุที่นายฟลุ๊คขอเข้าให้การเพิ่มเติม ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านมาระยะหนึ่ง ผู้ต้องหาอ้างว่าก่อนหน้านี้มีความหวาดกลัว แต่เมื่อคดีปรากฏเป็นข่าวและตำรวจติดตามตัวผู้เกี่ยวข้องจึงตัดสินใจเข้ามอบตัวและให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน ส่วนกระแสข่าวว่าตำรวจนำตัวนายฟลุ๊คมาสอบเพื่อขยายผลกรณีอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 5 ราย เป็น 7 ราย นายฟลุ๊คให้การเพียงว่าทราบรายละเอียดเฉพาะคดีครอบครัวชาวไทย 3 รายเท่านั้นและปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องผู้เสียชีวิตรายอื่นฝากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตต่อมาเวลา 12.30 น. ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน และ สภ.ห้วยใหญ่ เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ ควบคุมตัวนายชัชนันท์ หรือฟลุ๊ค แป้นเอี่ยม ผู้ต้องหาส่งตัวกลับไปยังเรือนจำพิเศษพัทยา ตามหมายขัง ระหว่างถูกนำตัวไปขึ้นรถเจ้าตัวเผยว่าถูกนายป๋องหลอกให้ไปช่วยควบคุมตัวบุคคล ยอมรับประเด็นที่ถูกกล่าวอ้างเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุ ฆาตกรรม เมื่อถูกถามว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุแต่งกายคล้ายตำรวจหรือไม่ นายฟลุ๊คยอมรับว่าทราบตั้งแต่แรกว่าไม่ใช่ตำรวจจริง สาเหตุที่ไม่แจ้งตำรวจหลังเกิดเหตุอ้างว่าเกรงกลัวจะถูกทำร้ายหรือฆ่าปิดปากเพราะผู้ก่อเหตุรู้จักตัวและครอบครัว ยอมรับว่าเป็นคนขับรถกระบะของผู้ตาย หลังจากขับรถกลับไปเก็บที่บ้านก็ไม่เคยเข้าไปแตะต้องอีกเลย นายฟลุ๊คยังกล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและรู้สึกเสียใจ อยากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตผกก.ห้วยใหญ่ขอบคุณทีมกู้ภัยที่ สภ.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ช่วงเช้าวันเดียวกัน พ.ต.อ.วราวุฒิ นิตยวัน ผกก.สภ.ห้วยใหญ่ กล่าวขอบคุณคณะกรรมการกู้ภัยและหัวหน้ากู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา หลังจากได้ร่วมกันปฏิบัติงานติดตามค้นหาผู้สูญหายตลอดช่วงระยะเวลา 4 วันที่ผ่านมา รวมถึงการกู้ร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 5 รายจนภารกิจลุล่วงไปด้วยดี นอกจากนี้มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯเมืองพัทยาจะเป็นผู้รับผิดชอบนำร่างเหยื่อทั้ง 5 รายจากสถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ กลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่ จ.ชลบุรี หลังชันสูตรศพเสร็จสิ้นเรือนจำคุมเข้มแก๊งฆาตกรโหด ที่เรือนจำพิเศษพัทยา เมื่อเวลา 14.00 น. นายพัศพงศ์ ใจคล่องแคล่ว ผบ.เรือนจำพิเศษพัทยา เปิดเผยการควบคุมตัวผู้ต้องหาคดีฆ่าฝังดิน 5 ศพว่า ขณะนี้รับตัวผู้ต้องหาแล้ว 3 คน ได้แก่ นายฑณา หรือป๋อง เกิดทอง นายธงชัย หรือธง ศรีนิล และนายอัฐภางค์ หรือบอล ช่วงขำ ทั้งหมดถูกแยกกักโรคเป็นเวลา 5 วัน พร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชม. เพื่อป้องกันการทำร้ายตัวเองและถูกผู้ต้องขังรายอื่นทำร้าย ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนมีสภาพร่างกายปกติ รับประทานอาหารได้ ไม่มีอาการเครียดหรือหวาดกลัวเป็นพิเศษ แม้จะมีท่าทีนิ่งเฉย เจ้าหน้าที่ยังเฝ้าสังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดผ่านกล้องวงจรปิดและผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เนื่องจากคดีได้รับความสนใจจากสังคมมีมาตรการเฝ้าระวังเป็นพิเศษสำหรับนายป๋อง พบว่ามีประวัติเคยถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษพัทยามาแล้ว 3 ครั้ง และเมื่อปี 2564 เคยก่อเหตุร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่นทำร้ายกันภายในเรือนจำ จนถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางระยอง ก่อนพ้นโทษเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา คดีล่าสุดก่อนพ้นโทษคือพยายามฆ่า เรือนจำยืนยันว่าได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทั้งการแยกผู้ต้องหาคู่คดีไม่ให้อยู่ห้องเดียวกัน การตรวจสอบว่ามีเครือข่ายหรือกลุ่มผู้ต้องขังเดิมอยู่ภายในเรือนจำหรือไม่ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ส่วนการจำแนกชั้นผู้ต้องขัง หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีฆาตกรรม ผู้ต้องขัง จะถูกจัดอยู่ในชั้น “ต้องปรับปรุงมาก” เป็นชั้นต่ำสุด และต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะมีสิทธิ์เลื่อนชั้น ส่งผลให้โอกาสได้รับการลดวันต้องโทษหรือพักการลงโทษน้อยกว่าผู้ต้องขังคดีทั่วไป ส่วนกระแสข่าวว่านายป๋องมีประวัติรักษาอาการทางจิตหรือใช้ยาจิตเวชนั้น จากการคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตเบื้องต้นยังไม่พบข้อมูลหรืออาการผิดปกติ แต่ยังคงให้ทีมพยาบาลและนักจิตวิทยาคลินิกติดตามประเมินอาการอย่างใกล้ชิดรมว.ยุติธรรมวางแนวทางป้องกันที่กระทรวงยุติธรรม เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือการดำเนินการกรณีผู้ต้องหาคดีสังหารสองพี่น้องชาวรัสเซียและพ่อแม่ลูกชาวไทย 3 ราย ภายหลังการประชุม พล.ต.ท.รุทธพลเผยว่า ได้หารือถึงแนวทางการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม ทั้งในส่วนของผู้ต้องหาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย การเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย และการเฝ้าติดตามพฤติกรรมผู้พ้นโทษในคดีต่างๆ ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์พบว่า ผู้ต้องหา 2 รายคือ นายป๋องและนายธงเป็นอดีตผู้ต้องขังที่ได้รับการควบคุมตัวตามคำพิพากษาของศาลอย่างเคร่งครัดและพ้นโทษตามกำหนดหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว มิได้รับสิทธิประโยชน์ใดเป็นกรณีพิเศษ อีกทั้งมิได้ปล่อยปละละเลยหรือยุติบทบาทในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ อย่างไร ก็ตาม กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะประสานข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และร่วมกันอุดช่องว่างเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มที่คัดกรองกลุ่มเฝ้าระวัง 5 พันคนทั้งนี้ รมว.ยุติธรรมสั่งการให้กรมคุมประพฤติ ทบทวนและคัดกรองผู้ที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังตามมาตรการ JSOC (พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำฯ) ประมาณ 5 พันคนทั่วประเทศ เพื่อจำแนกผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม ให้เป็นบุคคลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษ กำหนดมาตรการระดับพื้นที่ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิดในรูปแบบคณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนกลไกเฝ้าระวังผู้กระทำความผิดภายหลังพ้นโทษในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุร้ายพาญาติเหยื่อ 3 ศพโร่ร้องเรียนภายหลังการประชุม นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” พาญาติผู้เสียชีวิต 3 ศพ พ่อแม่และลูกสาว รวมทั้งลูกชายอดีตเมียนายป๋อง เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว. ยุติธรรม ขอให้พิจารณาแนวทางการบังคับใช้โทษ กับผู้กระทำผิดร้ายแรงอย่างเข้มงวด และรับฟังผลกระทบจากผู้เสียหายที่เคยเผชิญเหตุจากนายป๋องในอดีต กัน จอมพลัง กล่าวว่า ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและทบทวนกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดลักษณะดังกล่าวกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก เสนอให้บังคับใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษสูงสุดอย่างจริงจัง เนื่องจากหลายกรณีผู้ต้องโทษได้รับการปล่อยตัวออกมาทั้งที่ยังไม่ทราบว่าสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่ นายป๋องเคยเข้าออกเรือนจำมาแล้ว 5-6 ครั้ง และจะรับสารภาพทันทีเมื่อถูกจับกุมเพื่อให้ได้รับการลดโทษ เห็นว่าเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมลูกเลี้ยงแฉไอ้ป๋องเคยปาดคอแม่ด้านลูกชายของอดีตเมียนายป๋องเผยว่า เมื่อประมาณ 17 ปีก่อน ขณะนั้นตนอายุ 15 ปี วันแรกที่พบกัน นายป๋องใช้ปืนจ่อหัวและผลักติดกำแพงก่อนที่แม่จะเข้าห้าม พร้อมระบุว่าภายในบ้านมีชุดตำรวจแขวนอยู่ พบปืน ระเบิด 2 ลูก และมีดสปาต้าอยู่ใต้โซฟา ทำให้หวาดกลัวมาก นายป๋องเคยบังคับให้แม่ไปส่งยาเสพติด เมื่อไม่ยอมและขู่ว่าจะแจ้งตำรวจ นายป๋องพร้อมพวกร่วมกันทำร้ายร่างกาย ก่อนพาไปบริเวณเขาชีจรรย์ ใช้มีดปาดคอใช้ไม้ทำร้าย แต่ผู้ร่วมก่อเหตุบางรายรู้จักแม่ ทำให้แม่หลบหนีออกมาได้ ตอนแม่รักษาตัวที่โรงพยาบาล นายป๋องยังข่มขู่จะฆ่ายกครัว ทำให้ไม่กล้าแจ้งความ และต้องย้ายหนีไปอยู่ใน อ.บ้านบึง แต่ยังถูกโทร.ขู่เป็นระยะ ต้องการให้นายป๋องได้รับโทษประหารชีวิต เชื่อว่ายังมีพรรคพวกหลงเหลืออยู่ เนื่องจากในอดีตนายป๋องมีอิทธิพลจากการเกี่ยวข้องกับยาเสพติดรู้ขั้นตอนทำงานตำรวจอย่างดีกัน จอมพลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า นายป๋องมีความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของตำรวจเป็นอย่างดี ทั้งการใช้บัตรเจ้าหน้าที่ ชุดเครื่องแบบ การผ่านด่านตรวจ รวมถึงการปลอมตัวเป็นตำรวจและพูดจาที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อถือ ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายระบุว่า เมื่อทราบประวัติและพฤติกรรมของนายป๋องก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมมาได้จนเกิดเหตุร้ายเช่นนี้ ไม่ควรให้โอกาสกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก หากกฎหมายกำหนดโทษประหารชีวิตก็ควรได้รับโทษตามกฎหมาย ไม่เห็นแนวโน้มที่บุคคลดังกล่าวจะสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้นิติเวชสรุปผลชันสูตรส่งตำรวจที่สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผบก.นต. เผยว่า ได้ชันสูตรศพผู้เสียชีวิตทั้ง 5 รายเสร็จสิ้นแล้ว โดยตรวจทั้งร่องรอยการถูกละเมิดทางเพศและบาดแผลที่ทำให้เสียชีวิต ทั้ง 2 เคส ระยะเวลาที่พบศพ 7 วันกับ 1 เดือน ทำให้ศพเสื่อมสภาพไปมากพอสมควร แต่ยังตรวจพิสูจน์ทราบได้ สำหรับบาดแผลกับสาเหตุการเสียชีวิตจะส่งให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยใหญ่ เพื่อแจ้งให้ญาติทราบเอง หากเปิดเผยก่อนอาจมีผลต่อรูปคดี ขณะนี้มีญาติของทั้ง 2 เคสติดต่อเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่ได้นัดวันเข้ามาตรวจดีเอ็นเอเพื่อเทียบกับศพ เมื่อมาตรวจดีเอ็นเอแล้วก็รอผลแค่ 1-2 วัน หากตรงกับศพสามารถรับกลับไปทำพิธีทางศาสนาได้เลย9 เครือข่ายผลักดันใช้โทษประหารที่รัฐสภา พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมนายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ รับหนังสือจาก 9 กลุ่มภาคีเครือข่ายภาคประชาชนจิตอาสา เรียกร้องรัฐบาลบังคับใช้กฎหมายโทษประหารชีวิตคดีฆาตกรรมร้ายแรง โดยเฉพาะพฤติกรรมทำผิดซ้ำซาก กระบวนการยุติธรรมควรปฏิรูปทั้งระบบ ทำเรื่องความปลอดภัยจากอาชญากรรมเป็นวาระแห่งชาติจริงจัง มีมาตรการเข้มข้นดำเนินคดีฐานความผิดคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสังคม ทั้งปล้นฆ่า ข่มขืน ทำร้ายร่างกายจนผู้อื่นถึงแก่ชีวิต ให้ประหารชีวิต ไม่มีข้อยกเว้น ยกเลิกการลดโทษบุคคลเหล่านี้ทุกกรณี นายคริสกล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมไทยวันนี้ล้มเหลวสิ้นเชิง พรรคเศรษฐกิจจะเสนอแก้ประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แม้วันนี้กฎหมายประหารชีวิตมีอยู่แต่ไม่กล้าใช้ ศาลตัดสินประหารชีวิต แต่ไม่มีการประหารจริง เพราะถูกแรงกดดันจากนานาประเทศ วิงวอน สส.พรรคอื่นร่วมลงชื่อแก้กฎหมายนี้ในสภา ต้องการเพียง 25 เสียง ถ้าไม่มี สส.คนไหนเสนอ ประชาชนสามารถร่วมกันเข้าชื่อ 1 หมื่นรายชื่อ แก้กฎหมายนี้ได้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่