15 กรกฎาคม 2569 ตำรวจรัฐยะโฮร์ของมาเลเซียบุกตรวจค้นสถานที่ 32 แห่งในบริเวณฟอเรสต์ซิตีและใกล้เคียง ประกอบด้วยห้องชุด 27 ห้อง และบ้านหรูอีก 5 หลัง สิ่งที่ตำรวจพบมิใช่บริษัทเทคโนโลยี มิใช่สำนักงานลงทุน และมิใช่กลุ่มคนทำงานทางไกลอย่างที่อาคารทันสมัยเหล่านั้นทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจ แต่ดันเป็นศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ถึง 2 เครือข่ายตำรวจจับผู้ต้องสงสัยได้ 335 คน อายุ 20-58 ปี เป็นชาวจีน 309 คน ชาวอินโดนีเซีย 19 คน ชาวเมียนมา 4 คน และชาวมาเลเซีย 3 คน เครือข่ายแรกมีสมาชิก 279 คน ทำหน้าที่สร้างความสัมพันธ์กับเหยื่อ ก่อนชักชวนให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลปลอม ที่เรียกกันว่า “โรแมนซ์สแกม” และ “เชือดหมู” ส่วนเครือข่ายที่สองมีสมาชิก 56 คน แอบอ้างเป็นบริษัทจัดหางานและชักชวนเหยื่อให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีที่ไม่มีอยู่จริง เหยื่อส่วนใหญ่อยู่ในจีนและอินโดนีเซียของกลางที่ยึดได้บอกขนาดของกิจการได้ดีกว่าคำสารภาพใดๆ มีคอมพิวเตอร์ 313 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 1,557 เครื่อง แล็ปท็อป 17 เครื่อง โมเด็มและอุปกรณ์สื่อสารอีกจำนวนหนึ่ง ตำรวจจัดทำสำนวนสอบสวน 23 สำนวน และได้รับคำสั่งให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัย 194 คน แต่บุคคลที่เชื่อว่าเป็นผู้บงการตัวจริงยังหลบหนี ทางการมาเลเซียจึงประสานองค์การตำรวจสากลเพื่อติดตามตัวฟอเรสต์ซิตีเป็นโครงการพัฒนาเมืองบนพื้นที่ถมทะเลใกล้สิงคโปร์ มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มพัฒนาอย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ.2559 โดยบริษัทคันทรีการ์เดนของจีนร่วมกับบริษัทมาเลเซีย เดิมถูกวาดฝันให้เป็นนครนานาชาติที่มีที่พักอาศัย สำนักงาน โรงแรม และศูนย์ธุรกิจครบวงจรรัฐบาลมาเลเซียประกาศให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเขตการเงินพิเศษ พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์ เช่น อัตราภาษีนิติบุคคลร้อยละ 0 สำหรับสำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัว และอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 15 สำหรับแรงงานที่มีทักษะ เป้าหมายคือดึงดูดธนาคาร บริษัทการเงิน นักลงทุน และผู้มีทรัพย์สินสูงจากทั่วโลกให้เข้ามาทำธุรกิจแต่สิ่งที่รัฐบาลต้องการให้เป็นประตูของเงินทุนโลก กลับถูกเครือข่ายอาชญากรรมใช้เป็นประตูของเงินสกปรก อาคารจำนวนมาก ความเป็นส่วนตัวสูง การเช่าห้องผ่านตัวแทน การเดินทางเข้าออกของชาวต่างชาติ และระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ล้วนเป็นสิ่งที่ธุรกิจสุจริตต้องการ และเป็นสิ่งเดียวกับที่โจรไซเบอร์ต้องการเช่นกันการปราบปรามในมาเลเซียยังสะท้อนปรากฏการณ์ “บีบตรงนี้ ไหลไปตรงโน้น” เมื่อเมียนมา กัมพูชา ลาว ไทย และจีนเพิ่มแรงกดดันต่อศูนย์สแกมตามชายแดน เครือข่ายอาชญากรรมก็แยกกำลังออกเป็นหน่วยเล็กๆ ย้ายเข้าเมืองที่มีระบบสื่อสารและการคมนาคมดีกว่า บางแห่งไม่จำเป็นต้องมีกำแพงสูงหรือทหารติดอาวุธเฝ้าประตู เพียงเช่าห้องชุดหลายห้อง ติดตั้งโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ แล้วควบคุมพนักงานผ่านหนังสือเดินทาง หรือคำขู่ก็สามารถเริ่มกิจการได้องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานเตือนเมื่อ 28 กรกฎาคมว่า ศูนย์สแกมในเอเชียใช้แรงงานมากถึง 300,000 คน มีผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์มาจากกว่า 80 ประเทศมาเลเซียเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์อย่างรุนแรง กระทรวงมหาดไทยของมาเลเซียระบุว่า เพิ่มจาก 1,570 ล้านริงกิตใน พ.ศ.2567 เป็น 2,970 ล้านริงกิต ใน พ.ศ.2568 ห้าเดือนแรกของ พ.ศ.2569 ก็เสียหายแล้วประมาณ 830 ล้านริงกิต ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าแก๊งสแกมมิใช่ปัญหาของต่างชาติ หรือเป็นเพียงเรื่องของคนที่โลภแล้วจึงถูกหลอก แต่เป็นอุตสาหกรรมอาชญากรรมที่มีฝ่ายจัดหาคน ฝ่ายเทคนิค ฝ่ายสร้างบัญชีปลอม ฝ่ายฟอกเงิน และฝ่ายคุ้มครองเครือข่ายครบถ้วนฟอเรสต์ซิตีถูกสร้างขึ้นจากความฝันที่จะเป็นเมืองแห่งอนาคต แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เตือนว่า เมืองสมัยใหม่มิได้ปลอดภัยเพียงเพราะมีกระจกสูง ถนนกว้าง และอินเตอร์เน็ตเร็ว หากรัฐมองเห็นเพียงเงินลงทุนโดยมองไม่เห็นคนที่เดินเข้าออก เมืองแห่งอนาคตก็อาจกลายเป็นโรงงานผลิตความทุกข์ให้คนทั่วโลกป่าที่โจรไซเบอร์ชอบที่สุด มิใช่ป่าซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ หากแต่เป็นป่าคอนกรีต ที่ไม่มีใครรู้ว่า หลังประตูห้องข้างๆมีคนกำลังทำงานสุจริตหรือกำลังหลอกเอาเงินจากใครอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม