ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบภัยธรรมชาติบ่อยครั้งและมีความรุนแรงสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคและทั่วโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟและเส้นทางพายุไต้ฝุ่น ทำให้ต้องเผชิญภัยผสมผสาน ครบถ้วน ทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไฟปะทุ และพายุฝนรุนแรงเป็นประจำความเสี่ยงนี้เป็นเหตุผลสำคัญทำให้รัฐสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายจัดตั้ง “เมืองหลวงสำรอง” เมื่อ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้กลไกรัฐยังคงดำเนินการได้หากเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่ในกรุงโตเกียว โดยรัฐบาลประเมินว่ามีความเป็นไปได้ราว 70% ที่พื้นที่มหานครโตเกียวจะเผชิญแผ่นดินไหวระดับ 7 ภายใน 30 ปีข้างหน้า อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล รัฐสภา หน่วยงานราชการ และศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ กฎหมายฉบับใหม่จึงเปิดทางให้พื้นที่อื่น รับช่วงภารกิจด้านการเมือง การบริหาร และเศรษฐกิจในยามวิกฤติอีกเป้าหมายสำคัญคือ การลดการกระจุกตัวในเมืองหลวง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรราว 30% ของประเทศ เป็นที่ตั้งของบริษัทจดทะเบียนมากกว่าครึ่ง สร้างมูลค่าเศรษฐกิจราว 20% ของประเทศ รัฐบาลจึงเตรียมส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่มาตรการภาษีและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อดึงดูดทุนเอกชนไปภูมิภาคต่างๆภายหลังร่างกฎหมายได้รับการรับรอง เมืองสำคัญหลายแห่งได้แสดงความพร้อมเสนอตัวเป็นฐานปฏิบัติการสำรองของประเทศ เริ่มจาก “โอซากา” ในภูมิภาคคันไซ ได้รับการสนับสนุนจากพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) เตรียมผลักดันแผนพัฒนามหานครผ่านการลงประชามติในปีหน้า ขณะที่ “ฟุกุโอกะ” บนเกาะคิวชู นำเสนอจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งทางตะวันตกของประเทศ อยู่ห่างจากแนวความเสี่ยงหลักบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกส่วน “ไอจิ–นาโกยา” อาศัยความแข็งแกร่งด้านการผลิตและการส่งออกในระดับแนวหน้าของประเทศเป็นจุดขาย ด้าน “ฮอกไกโด–ซัปโปโร” ชูข้อได้เปรียบจากระยะทางห่างไกลจากกรุงโตเกียวและโอกาสเกิดภัยพิบัติพร้อมกันต่ำ ขณะที่ “ฮิโรชิมา” และ “มิยากิ” ต่างประกาศความพร้อมด้วย โครงสร้างพื้นฐานและฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งแม้แนวคิดเมืองดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความพร้อมรับมือวิกฤติ แต่ยังมีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและส่งเสริมสตาร์ตอัพควบคู่กันไป มากกว่ามุ่งแก้ปัญหาการกระจุกตัวเพียงอย่างเดียว.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม