อินโดนีเซียเป็นสาธารณรัฐกว้างใหญ่ไพศาลถึง 1.9 ล้าน ตร.กม. ถ้ารวมพื้นที่ทางทะเลด้วย ก็กว้างขวางใหญ่โตถึง 7.9 ล้าน ตร.กม. แบ่งการปกครองออกเป็น 38 จังหวัด พื้นที่ของอินโดนีเซียคร่อมเส้นศูนย์สูตร จึงมีความหลากหลายทางธรรมชาติสูง เป็นที่หมายปองของนักลงทุนต่างชาติภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดความแปรปรวนของสภาวะอากาศ หลายประเทศเริ่มไม่ปลอดภัยและไม่น่าอยู่ การสื่อสารทำให้มนุษย์อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ คนจึงอยากใช้ชีวิตอยู่กับทะเลที่มีน้ำอุ่น ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา คนสนใจมาท่องเที่ยวและมาลงทุนในอินโดนีเซียกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกาะบาหลี ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่ง ของอินโดนีเซียประเทศต่างๆในเอเชียต่างแข่งขันกันเปิดประตูรับการลงทุนจากต่างชาติ เพราะเชื่อว่าเงินทุน ความรู้ เทคโนโลยี และตลาดโลก จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบใหญ่ ในขณะที่ประเทศอื่นเปิดประตูรับการลงทุนกว้างมาก แต่อินโดนีเซีย โดยเฉพาะบาหลีกลับมองเห็นว่า นั่นเป็นการปล่อยให้นักลงทุนผู้แข็งแรงกว่าเข้ามาแย่งอาชีพคนท้องถิ่นบาหลีที่อ่อนแอทางเศรษฐกิจมากกว่ารัฐบาลท้องถิ่นของเกาะบาหลี ซึ่งเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวอินโดนีเซีย จึงวางยุทธศาสตร์เปิดจังหวัดรับการลงทุนด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ปกป้องธุรกิจของคนท้องถิ่นบาหลีด้วยเดือนพฤษภาคม 2026 รัฐบาลท้องถิ่นบาหลีถอนกิจการ 18 ประเภทออกจากระบบการขออนุญาตประกอบธุรกิจออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จ หรือ OSS ทำให้กิจการเหล่านี้ไม่สามารถขอใบอนุญาตผ่านระบบอัตโนมัติได้อีกต่อไปกิจการที่ได้รับผลกระทบล้วนเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ตั้งแต่โรงแรมขนาดเล็ก โฮสเทล การให้เช่าอสังหา ริมทรัพย์ การเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านจำหน่ายสมุนไพร ฟิตเนส สนามกีฬา ตลอดจนธุรกิจบริการอีกหลายประเภทเหตุผลของรัฐบาลบาหลีนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นเพราะรัฐบาลท้องถิ่นพบว่า นักลงทุนต่างชาติบางส่วนใช้ช่องว่างของระบบ OSS จดทะเบียนธุรกิจในหมวดกิจการความเสี่ยงต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงเงื่อนไขด้านเงินลงทุนขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับบริษัทต่างชาติกฎหมายอินโดนีเซียกำหนดให้บริษัทต่างชาติต้องมีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านรูเปียห์ หรือ 18.73 ล้านบาท ไม่รวมราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแต่เมื่อใช้ช่องว่างของระบบ ผู้ประกอบการต่างชาติหลายรายกลับสามารถได้รับใบอนุญาตโดยอัตโนมัติ ใช้สำนักงานเสมือนเป็นที่ตั้งบริษัท และเข้าแข่งขันกับผู้ประกอบการท้องถิ่นในธุรกิจขนาดเล็กได้โดยตรงเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อย ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่นักลงทุนรายใหญ่ หากเป็นร้านอาหารเล็กๆ ร้านกาแฟของครอบครัว โฮมสเตย์ของชาวบ้าน ร้านขายเสื้อผ้าริมถนน และกิจการซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดฝอยของเศรษฐกิจชุมชนเมื่อเส้นเลือดฝอยอ่อนแรง หัวใจของเศรษฐกิจก็ย่อมเต้นไม่เต็มจังหวะผู้ว่าการจังหวัดบาหลี นายอี วายัน คอสเตอร์ จึงประกาศอย่างชัดเจนว่า บาหลีไม่ปิดประตูใส่นักลงทุนต่างชาติ ในทางตรงกันข้าม บาหลียังคงต้อนรับการลงทุนที่มีคุณภาพ เคารพกฎหมาย เคารพวัฒนธรรมของเกาะ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งที่รัฐบาลบาหลีปฏิเสธ มิใช่เงินทุนต่างชาติ หากแต่เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม คำว่าการแข่งขันเสรีนั้น งดงามในตำราเศรษฐศาสตร์ แต่ในชีวิตจริง หากผู้แข่งขันคนหนึ่งถือดาบ ส่วนอีกคนถือเพียงไม้ไผ่ การแข่งขันเช่นนั้นก็หาใช่ความเสรีไม่ผมยอมรับครับว่า รัฐบาลท้องถิ่นบาหลีฉลาดที่ไม่ได้วัดความสำเร็จด้วยจำนวนเงินลงทุนที่ไหลเข้าเพียงอย่างเดียว หากยังต้องวัดด้วยว่า เงินทุนนั้นทำให้ประชาชนของตนเข้มแข็งขึ้นหรืออ่อนแอลงการลงทุนจากต่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความจำเป็นนั้นย่อมไม่ใหญ่ไปกว่าความอยู่รอดของประชาชนเจ้าของแผ่นดินเพราะในที่สุดแล้ว ความมั่งคั่งของประเทศ มิได้เริ่มต้นจากตึกระฟ้าของนักลงทุน หากเริ่มต้นจากร้านค้าห้องแถวของคนธรรมดา ร้านก๋วยเตี๋ยวของสามีภรรยา ร้านกาแฟเล็กๆของคนหนุ่มสาว และกิจการเล็กน้อยนับล้านกิจการ ซึ่งร่วมกันสร้างเศรษฐกิจของชาติขึ้นมาทีละก้อนอิฐบาหลีจึงกำลังบอกโลกว่า ประเทศที่เปิดรับการลงทุน ไม่จำเป็นต้องยอมให้ทุนใหญ่กลืนกินทุนเล็กรัฐบาลที่ดี คือรัฐบาลที่รู้ว่า เมื่อใดควรเปิด และเมื่อใดควรยืนเฝ้าประตู เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนของตนเองไว้ให้ได้ขอบคุณรัฐบาลท้องถิ่นบาหลีที่เป็นต้นแบบของการรับนักลงทุน.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม