วันนี้ 29 กรกฎาคม 2569 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หลัง พุทธศักราช 2569 เป็นวันพระใหญ่และวันสำคัญยิ่งวันหนึ่งสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทยย้อนหลังกลับไปสู่ปีที่ 45 ก่อนพุทธศักราช หรือเมื่อ 2,614 ปีที่แล้ว (45+พ.ศ.2569) สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายหลังเสด็จตรัสรู้ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ เมืองคยา หรือพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย และประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่โดยรอบต้นพระศรีมหาโพธิเป็นเวลาถึง 7 สัปดาห์แล้ว ก็ทรงนึกถึง ปัญจวัคคีย์ หรือนักบวชทั้ง 5 ที่ พระองค์เคยร่วมศึกษาธรรมด้วยระหว่างเสด็จออกค้นหาความจริงช่วงแรกๆทราบว่านักบวชทั้ง 5 นั้นยังคงปักหลักศึกษาธรรมะตามวิถีของตนเองอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี แคว้นกาสี จึงเสด็จไปทรงเทศนาโปรดเป็นกลุ่มแรกทรงแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แก่ทั้ง 5 และเมื่อแสดงจบ โกณฑัญญะ เป็นท่านแรกที่บังเกิดดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน และขออุปสมบทต่อพระพุทธเจ้าทำให้ ณ นาทีนั้น “พระรัตนตรัย” หรือแก้วอันประเสริฐ 3 ประการแห่งพุทธศาสนา อันได้แก่ “พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์” ได้บังเกิดขึ้นแก่โลกนี้เป็นครั้งแรก และยั่งยืนสืบต่อมาวันนี้เมื่อ 2,614 ปีที่แล้วจึงมีความสำคัญอย่างน้อย 2 ประการด้วยกัน ได้แก่ 1.เป็นวัน “ประกาศ” ศาสนาพุทธอย่างเป็นทางการครั้งแรกด้วยพระปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร2.เป็นวัน “กำเนิด” พระรัตนตรัย มีแก้ว 3 ประการครบถ้วน พระพุทธ, พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยเหตุนี้เมื่อ พ.ศ.2501 คณะสังฆมนตรี ใน พ.ศ.ดังกล่าวจึงได้มีมติเพิ่ม วันอาสาฬหบูชา ให้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของพุทธศาสนา พร้อมทั้งจัดพิธีรำลึกถึงขึ้นทั่วประเทศ และต่อมาในวันที่ 6 มิถุนายน 2505 คณะรัฐมนตรี โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี จึงได้ลงมติประกาศให้ “วันอาสาฬหบูชา” เป็นวันหยุดราชการประจำปีเพิ่มขึ้นอีก 1 วันสำหรับป่า อิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย ในปัจจุบันนั้นผมมีโอกาสเดินทางร่วมกับคณะผู้อาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ นำโดย คุณหญิง ประณีตศิลป์ วัชรพล เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2548 หรือเมื่อ 21 ปีที่แล้ว และได้ไปนั่งฟังพระภิกษุไทยที่จำพรรษา ณ ประเทศอินเดีย ที่เมตตาเดินทางมาสวดมนต์บท “ธัมมจักกัปปวัตตนสุตตัง” ต้อนรับคณะเดินทางจาริกแสวงบุญไปกับ “เที่ยวบินแรก” ของ การบินไทยที่เปิดให้บริการบินเยือนสังเวชนียสถาน สถานที่ ตรัสรู้ และสถานที่ แสดงปฐมเทศนา ในปีดังกล่าวยังจำได้อย่างดีว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อ 21 ปีก่อน (ซึ่งก็มีอายุเกินกว่า 2,500 ปีมานานแล้ว) เหลือต้นไม้อยู่เพียงไม่กี่ต้น และสิ่งปลูกสร้างที่ พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสร้างไว้ในภายหลัง เช่น พระสถูป หรือกุฏิศาลาต่างๆก็เริ่มร่วงโรยอย่างเห็นได้ชัดเป็นไปตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเสื่อมไปเป็นของธรรมดาแต่กระนั้นบรรยากาศใกล้ค่ำหน้าองค์ “ธัมเมกขสถูป” พระเจดีย์ทรงบาตรคว่ำ ที่สร้างไว้โดยพระเจ้าอโศก เพื่อเป็นที่รำลึกถึงวันแสดงปฐมเทศนา ก็ยังอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมาเสียงสวดมนต์ของพระภิกษุทุกรูปยังคงกึกก้องอยู่จนถึงวันนี้แม้ในหลักธรรมของพุทธศาสนาจะสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลาดังที่ได้กล่าวไว้แล้วแต่ผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่า น่าจะมีอยู่ “สิ่งหนึ่ง” ที่จะไม่มีวันเสื่อมถอยลงเด็ดขาด มีแต่จะรุ่งโรจน์สืบไป เป็น “ประทีป” ส่องทางแก่มนุษยชาติตลอดไปชั่วกาลนานนั่นคือ “พระธรรม” คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงประกาศไว้แก่โลกเมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราช หรือเมื่อ 2,614 ปี ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็นที่มาของ “วันอาสาฬหบูชา” ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะร่วมกันทำบุญตักบาตร และเวียนเทียนทั่วประเทศไทยในวันนี้."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม