การทำสงครามของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้มีแค่แนวรบ “ต่างประเทศ” แต่ยังรวมถึงการต่อสู้กับแนวคิดฝ่ายซ้ายเสรีนิยมหัวรุนแรงด้วยเช่นกันแม้จะไม่ได้เป็นข่าวอะไรใหญ่โต แต่ในเดือน ก.ค.นี้ รัฐบาลสหรัฐฯได้แสดงความชัดเจนว่า ประเด็นนี้ยังไม่หายไปไหน โดยมีการมอบหมายภารกิจให้นายมาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ จัดประชุมร่วมกับ 65 ประเทศจากยุโรป ละตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย ภายใต้หัวข้อ “การผงาดใหม่ของการก่อการร้ายทางการเมือง”กำหนดหัวข้อสิ่งที่ควรทำ นั่นคือการจำแนกว่ากลุ่มเคลื่อนไหวเสรีนิยมใดที่เข้าข่ายหัวรุนแรง การดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีบทลงโทษตามมาจากผลของการกระทำ และการแบ่งปันข่าวกรองกับประเทศในเครือข่าย ประสานงานจำกัดการเดินทาง ระงับวีซ่าใครก็ตามที่ให้การสนับสนุนฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงมองว่าประเด็นนี้คือสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในตอนนี้แนวคิดเสรีนิยมสุดโต่งกำลังครอบครองความคิดในวงการต่างๆไม่ว่าจะการเมือง กลุ่มคลังสมอง นักวิชาการ พากันกระตุ้นให้คนรู้สึกผิด ไม่กล้าหรือต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดเชิงเสรีนิยมแตะไม่ได้ในประเด็นล่อแหลมอย่าง การเปิดพรมแดนรับผู้อพยพ การผ่อนคลายกฎหมายเพื่อรองรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การโยนความผิดให้คนขาว ไปจนถึงแนวคิดสุดโต่งในเรื่องสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมที่เข้าข่ายการก่อวินาศกรรมสหรัฐฯยังยกตัวอย่างข้อมูลปี 2568 ว่าเหตุความรุนแรงทางการเมืองกว่า 63% มาจากแนวคิดซ้ายสุดโต่ง ส่วนในเยอรมนีก็มีการก่อวินาศกรรม 321 ครั้งตลอดปีดังกล่าว มุ่งเล่นงานทหาร ตำรวจ รางรถไฟ และเป้าหมายทางพลังงาน ซึ่งผู้ก่อเหตุต่างอ้างเหตุผลเสรีนิยมต่างๆนาๆ ไม่ว่าการต่อสู้ทางชนชั้น สิทธิสตรี ต้านระบบทุนนิยม หรือต่อต้านความเป็น “อนุรักษนิยม” อย่างไม่แยกแยะ.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม