ปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชียตะวันตกยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หลังรัฐบาลสหรัฐฯตัดสินใจฉีกบันทึกความเข้าใจหย่าศึกกับอิหร่านเมื่อต้นเดือน ก.ค.แต่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะในความเป็นจริงนั้น กองทัพสหรัฐฯยังคงประจำการอยู่ในภูมิภาคอย่างแน่นหนา โดยเฉพาะกองเรือบรรทุกเครื่องบินที่พร้อมจะปฏิบัติภารกิจปิดล้อมอิหร่านทางทะเลอยู่ทุกเมื่อสื่อความมั่นคงสหรัฐฯรายงานว่า กองเรือสหรัฐฯที่วนเวียนบริเวณปากอ่าวโอมานยังคงอยู่กันเต็มทะเล แบ่งเป็นกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กอง คือ ยูเอสเอสอับราฮัม ลินคอล์น และยูเอสเอส จอร์จ ดับเบิลยู บุชคุ้มกันโดย กองเรือพิฆาตเป็นจำนวนถึง 13 ลำ ในจำนวนนี้ 6 ลำ เป็นเรือพิฆาตสำหรับยิงจรวดร่อนโทมาฮอว์กโจมตีใส่เป้าหมายทางภาคพื้นดินในประเทศอิหร่าน ที่เหลืออีก 7 ลำ ปล่อยให้ปฏิบัติการได้อย่างอิสระ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำหน้าที่ขึงแนวระวังภัย สกัดกั้นอาวุธยาวจากอิหร่าน หรือเรือดำน้ำใต้ทะเลนอกจากนี้ กองเรือสหรัฐฯยังมีชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ “นาวิกโยธิน” สำหรับเข้ายึดเรือสินค้าที่ละเมิดมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ โดยทหารชุดนี้จะประจำอยู่บนกองเรือยกพลขึ้นบก ยูเอสเอส บ็อกเซอร์ ที่ส่งตรงมาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ทดแทนเรือยกพลขึ้นบกยูเอสเอส ตริโปลี ที่มาอยู่ในภูมิภาคตั้งแต่ช่วงเริ่มสงครามเดือน มี.ค. ซึ่งตอนนี้ยูเอสเอส ตริโปลี ได้ออกจากสมรภูมิไปอยู่แถวประเทศอินโดนีเซียแล้วสรุปแล้วสหรัฐฯมีกองเรือประชิดประเทศอิหร่านอยู่มากกว่า 20 ลำ ไม่รวมถึงกองเรือดำน้ำที่ไม่เปิดเผยจำนวน แต่ทางสื่อความมั่นคงในสหรัฐฯเชื่อว่า มีอย่างน้อย 2 ลำขึ้นไป และมีหน้าที่หลักคือปล่อยจรวดร่อนโทมาฮอว์กจากใต้ผิวน้ำ เข้าโจมตีเป้าหมายสำคัญภายในภูมิภาค หรือในดินแดนของอิหร่านหากดูจากอำนาจทางทะเลของสหรัฐฯแล้ว ย่อมไม่แปลกใจว่าทำไมประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” จึงพร้อมที่จะโชว์ความเปรี้ยวตลอดเวลา เพราะสุดท้ายแล้วกองเรือรบคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจ และเอาเข้าจริงแล้วถือว่ามีค่ายิ่งกว่าชีวิตทหาร หรือยุทโธปกรณ์ทางบกใดๆคงไม่ผิดนักที่จะบอกว่า หากเรือสหรัฐฯไม่จมสักลำ อเมริกาก็ยังคงกล้าที่จะเปิดศึกไปเรื่อยๆ!?ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม