“เอกนิติ” ยกข้อดีอัปเดตข้อมูลในรอบ 5 ปี ปกป้องคนจนถูกหลอกสวมสิทธิ เร่งยกระดับทักษะกลุ่มคนวัยทำงานกว่า 5 ล้านคน เพิ่มทักษะฝีมือรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดึงจีดีพีไทยกลับมาโต 3%++ ฟุ้ง 7 เดือนทำเศรษฐกิจขยายตัว จับตาเงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด “ปกรณ์” จ่อชงคุมอัตราข้าราชการพลเรือน-ทหาร-ตำรวจ ตั้งเป้าจาก 3 ล้าน ลดเหลือ 2 ล้านคน เน้นยุบตำแหน่งที่ว่างจากเกษียณ “อภิสิทธิ์” ค้าน ภท.ฟ้องปิดปาก “ยิ่งชีพ” แฉฮั้ว สว. เชียร์รัฐพับแผน “แลนด์บริดจ์” “ชัยชนะ” ดันเชื่อมระบบราง-เรือ “วีระยุทธ” ปัดฝุ่น “Southern Port Link” ขึ้นเทียบ กมธ. งบปูดกรมชลฯจัดบิ๊กลอตซื้อรถใหม่ 300 ล. “ลิซ่า” จับไต๋ กสถ.ยกเลิกบัญชีบรรจุท้องถิ่นรอบแรก ชี้เป้า “วันชัย จันทร์พร” ตัวละครสำคัญนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ยกข้อดีของการอัปเดตข้อมูลสิทธิบัตรคนจนในรอบ 5 ปี ป้องกันคนถูกหลอกสวมสิทธิ์ เตรียมเร่งยกระดับทักษะกลุ่มคนวัยทำงานกว่า 5 ล้านคน ให้มีรายได้สูงกว่า 1 แสนบาท/คน/ปี เพิ่มทักษะแรงงานรับอุตสาหกรรมอนาคต ดึงให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโต 3%++“เอกนิติ” ยกข้อดีการอัปเดตข้อมูลเมื่อวันที่ 25 ก.ค. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของ รัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ถึงปัญหาการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า เราไม่มีการปรับปรุงข้อมูลผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี การอัปเดตข้อมูลครั้งนี้เพราะต้องการช่วยคนที่จนจริงๆ ให้เข้าสู่ระบบสวัสดิการ การคัดกรองครั้งนี้สามารถนำคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน แต่คนที่เคยมีสิทธิหายไป ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์การคัดกรอง ปัญหาอยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐบางส่วนที่อาจไม่ได้อัปเดต หรือไม่สมบูรณ์ ข้อดีของการคัดกรองครั้งนี้ ยังช่วยให้คนที่ถูกหลอกเอาชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการบริษัท ได้รู้ตัวและทำการแก้ไข หากไม่มีการสำรวจใหม่เราก็ไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆอาจมากกว่านี้เร่งยกระดับทักษะกลุ่มวัยทำงานนายเอกนิติกล่าวต่อว่า การสำรวจผู้ที่ได้รับสิทธิใหม่ครั้งนี้ ยังช่วยให้เราเห็นข้อมูลว่า จากคนที่ได้รับสิทธิกว่า 9 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยทำงานคือ 20-60 ปี มากกว่า 5 ล้านคน จุดนี้ต้องได้รับการแก้ไข เราจะให้คนมีเงินไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี ต่อไปเรื่อยๆคงไม่ได้ รัฐบาลต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ออกมาตรการจัดหางาน หรือเพิ่มทักษะแรงงานให้คนเหล่านี้ สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป หลังการสำรวจและลงทะเบียนใหม่สิทธิจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ไม่ได้มีปัญหาต่อการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ เพราะหากพิจารณาจากงบประมาณปีหนึ่งเราใช้กว่า 7 หมื่นล้านบาทอยู่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาเป็นเงินจำนวนไม่น้อย และคนที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการไม่ใช่ว่าเราไม่ช่วย เราช่วยเหลือให้กับกลุ่มอื่น ทั้งเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และอื่นๆฟุ้ง 7 เดือนทำให้เศรษฐกิจขยายตัวนายเอกนิติกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยวันนี้หากมองเป็นเครื่องบิน จะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเครื่องบินเราบินเอียงมาตลอด เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือการส่งออก เมื่อโลกแย่เราก็แย่ไปด้วย ขณะที่ในประเทศของเรายังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การสร้างสมดุลเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ในใจจะผลักดันการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนของรัฐบาล การทำหน้าที่ 7 เดือนที่ผ่านมา คือพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ ผลที่ได้วันนี้จะเห็นการขยายตัวเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นแทบทุกตัว เห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% การโตด้วยการลงทุนดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไปติดไฟแดงเงินเฟ้อ–ขาดดุลบัญชี“ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆหยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี ตัววัดคือ อัตราเงินเฟ้อ ไตรมาสที่ 2 นี้เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย เราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดีเครื่องยนต์อาจน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตาคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หมายถึงประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป 2 เดือนที่ผ่านมาเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.4 หมื่นล้านเหรียญ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท” รมว.คลังกล่าวตั้งเป้าฉุดจีดีพีไทยกลับมาโต 3%++นายเอกนิติกล่าวอีกว่า โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาการค้าระหว่างกัน การเจรจาเอฟทีเอเป็นเครื่องมือที่ไทยจำเป็นต้องใช้ และสิ่งที่ถือเป็นโอกาสท่ามกลางสงคราม คือการย้ายฐานการผลิต นักลงทุนทุกคนต้องการหาประเทศใหม่ที่ปลอดภัยเพื่อขยายการลงทุน ส่วนหนึ่งมาลงทุนในไทย เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ที่ดีกว่าคือที่เข้ามาเป็นอุตสาหกรรมอนาคต วันนี้เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้เพื่อเป็นห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ได้ปลดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควตา ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น สอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับการลงทุนในด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังเข้ามาลงทุนมากขึ้น อีกสิ่งที่ต้องทำคือ ทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7% ที่น่าเสียดายคือคนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น เป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++ปั้นแรงงานสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่นายเอกนิติกล่าวว่า วางแนวทางปฏิรูป 3 อย่าง คือ การปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สองปฏิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฏิรูปทักษะแรงงานไทย ได้ทำโครงการ Skill Bridge เพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุนเราเน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และใช้วัตถุดิบในประเทศ ปรับหลักสูตรการเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีอัตราค่าจ้างสูง เร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปต่างจังหวัด ให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เอกชนเป็นกองหน้า รัฐบาลจะเป็นกองกลาง เป็นตัวจ่ายบอลให้เอกชนทำประตูเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ปรับโครงสร้างการผลิต การสร้างโครงสร้างตาข่ายรองรับสังคม ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย ไทยแลนด์ฟาสต์พาส ขณะที่กองหลังคือ เสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลังที่ดี ทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับและนักลงทุนทั่วโลก วันนี้เราต้องทำ เพราะอาจเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย“ปกรณ์” จ่อชงคุมอัตราข้าราชการนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของข้าราชการ (Early Retirement) ว่า ตอนนี้อยู่ขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.-5 ส.ค. จะสรุปผลข้อเสนอแนะเป็นหลักการนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบกลางเดือน ส.ค. ขณะที่ต้นเดือน ส.ค. จะเสนอ ครม.การควบคุมอัตรากำลังข้าราชการทั้งหมด อาทิ กลุ่มข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ภาพรวมทั้งระบบมีประมาณ 3 ล้านคนไม่เพิ่มขึ้นไปกว่านี้ เพราะถ้าสูงขึ้นอีกอาจกระทบกับภาระงบประมาณ ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนตำแหน่งสำคัญๆยังคงอยู่ แต่ยอมรับว่าหลายตำแหน่งก็ไม่จำเป็น เป้าหมายโครงการนี้คือปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากลดจาก 3 ล้านคน เหลือ 2 ล้านคน ภายใต้ฐานงบก้อนเดิม จะช่วยให้ค่าเฉลี่ยเงินเดือน และสวัสดิการข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบสูงขึ้นตามไปด้วย ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานราชการ และยังเป็นการปรับตัวตามแนวโน้มของบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก ที่หันมาลดขนาดองค์กรเน้นยุบตำแหน่งที่ว่างจากเกษียณนายปกรณ์กล่าวว่า กลไกการบริหารจัดการอัตรากำลังใหม่นี้ จะเน้นการยุบเลิกตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการ ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อการทำงานในปัจจุบัน แต่จำเป็นต้องทำเพื่อปรับลดขนาดองค์กรให้มีความคล่องตัวสูงขึ้น หากทุกอย่างเดินหน้าตามแผนเชื่อว่าการปรับเพิ่มฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ สามารถปรับขึ้นได้เช่นกัน เมื่อถามว่าเกณฑ์มาตรการเกษียณอายุราชการที่นำมารับฟังความเห็นมีหลายข้อเสนอ เช่น ช่วงอายุ การรับเงินก้อน จะปรับให้ลงตัวอย่างไร นายปกรณ์ตอบว่า เกณฑ์มาตรการเกษียณต้องนำมาปรับโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), ก.พ.ร., กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ จะพิจารณาหลายมิติ แต่หลักการรัฐต้องช่วยเขาจ่าย คือ 1.เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ข้าราชการร่วมโครงการ 2.บำเหน็จบำนาญที่ต้องจ่าย ต้องดูงบว่ามีเท่าไหร่และจะจ่ายแบบไหน เมื่อได้ข้อมูลทุกด้าน ต้องนำมาปรับเพื่อได้ประโยชน์สูงสุดกับภาครัฐ และผู้ที่เข้าร่วมโครงการ“อภิสิทธิ์” ย้ำ ปชป.เกาะติด 2 ปมร้อนเวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการตรวจสอบรัฐบาลว่า มี 2 เรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามตรวจสอบ และอยากให้รัฐบาลชี้แจงคือ โครงการ TH-AI Passport ที่นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ชี้ว่ามีปัญหา 2 ด้าน คือ เรื่องความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ ความเหมาะสม ของโครงการและการใช้เงินภาครัฐ อีกด้านคือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอาจมีปัญหา ที่ผ่านมารัฐบาลเหมือนไปคุยกับ กมธ.แต่ก็ยังเดินหน้าโครงการนี้ ดังนั้นพรรคจะไปยื่นเรื่องถึง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้ทราบเพื่อแก้ไขทั้งการทบทวนหรือยกเลิกโครงการ เบื้องต้นประสานไปยังรัฐมนตรีแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ที่มีคำพิพากษาศาลแล้ว เรื่องนี้พรรคจะไปยื่นหนังสือต่อ รมว.มหาดไทยเช่นกัน ภายใน1-2วันนี้ค้าน ภท.ฟ้องปิดปาก “ยิ่งชีพ” แฉฮั้ว สว.นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีแกนนำพรรคภูมิใจไทยดาหน้าฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ILaw) หลังเปิดเผยรายชื่อ 9 บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.ว่า ไม่มีใครอยากถูกฟ้องดำเนินคดี สิ่งที่เปิดเผยออกมาดูได้จากการแจ้งข้อกล่าวหาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้กับบุคคลที่มีชื่ออยู่ในขณะนี้ ทุกคนทราบดีว่าในกระบวนการสอบสวนของ กกต.และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พาดพิงเกี่ยวข้องกับใครบ้าง ดังนั้นบุคคลสาธารณะควรออกมาชี้แจงมากกว่าไปเร่งดำเนินคดี ตอนนี้สังคมวิตกกังวลกระบวนการการสอบสวนของ กกต.มีกระแสข่าวรายงานว่าไม่มีผู้ใดผิดเลย ค้านกับสิ่งที่สังคมรับรู้มาตลอด ที่ผ่านมามีการนำเสนอหลักฐานต่างๆ ทั้งเส้นเงิน การเข้าพักตามโรงแรมต่างๆ หรือการมีภาพปรากฏการใช้โพยในวันเลือก สว. ท้ายที่สุดหากมีการพิสูจน์ว่าใส่ร้ายป้ายสีก็ยังใช้สิทธิ์ได้ แต่เชื่อว่าคนที่ออกมาเปิดเผยคงไม่นึกสนุกแล้วพูดออกมา แต่เขามีฐานข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเป็นการฟ้องร้องที่มีเจตนาข่มขู่ หรือทำให้เกิดการหวาดกลัวในการตรวจสอบ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแซะพลังงานลดราคาน้ำมันน้อยไปนายอภิสิทธิ์กล่าวถึงปัญหาราคาพลังงานว่า ที่เรากังวลคือผ่านไปหลายเดือน ทำไปทำมามันถอยห่างจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลายเป็นว่าเราจะเห็นรัฐมนตรีไปพูดคุยกับโรงกลั่น ขอให้ลดค่าการกลั่นเหลือ 2.40 บาทต่อลิตร ถือว่าน้อยมาก จากเดิมที่พูดกันว่าจะมีสูตรชัดเจนตายตัว หรือมีการเก็บภาษีลาภลอยในอนาคต กลายเป็นหายไปหมด เป็นเรื่องของการเจรจาที่ไม่มีใครทราบเลยว่าใช้ฐานอะไรในการคำนวณ หากรัฐบาลทำเรื่องนี้จริงจังบวกกับเรื่องภาษีสรรพสามิต ก็ไม่ต้องเอาเงินมากมายมหาศาลมาแก้ปัญหา เพราะคนที่แบกรับภาระคือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กลายเป็นภาระประชาชนมาแบกรับแทน เมื่อถามว่า รมว.พลังงานเคยอยู่พรรคเดียวกันจะไปพูดคุยเสนอแนะหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบติดตลกว่า เคยอยู่ประชาธิปัตย์เยอะมาก หลายคนเวลามีการพบปะกันก็มีการสอบถามกัน แต่เราต้องการทำเป็นระบบ เพราะข้อเสนอเราชัดเจน และรัฐบาลเป็นคนพูดเองเรื่องปัญหาทุนใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงเชียร์รัฐบาลพับแผน “แลนด์บริดจ์”นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีรัฐบาลยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ และเปลี่ยนมาเป็น Missing Link แทนว่า ขอบคุณรัฐบาลที่ยึดข้อเท็จจริงและหลักการที่ถูกต้องมาวิเคราะห์ และตัดสินใจหยุดโครงการนี้ ตรงกับสิ่งที่เราพยายามนำเสนอ เมื่อยุติโครงการนี้แล้วการพัฒนาภาคใต้ต้องดำเนินการต่อ สิ่งที่เราเสนอคือ “โครงการเชื่อมใต้เชื่อมโลก Southern Connect” คิดว่าเป็นประโยชน์สูงสุด อยากให้รัฐบาลคิดทั้งระบบราง, ถนน, ท่าเรือ คำนึงถึงการเปิดพื้นที่ให้กับคนใต้สามารถส่งออกสินค้าที่มีอยู่ เชื่อมกับโลกและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งหมด อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าจะนับหนึ่งโครงการนั้นโครงการนี้ แต่ให้ดูภาพรวมเพื่อตัดสินใจให้เป็นระบบ และเกิดประโยชน์กับคนภาคใต้ให้มากที่สุด พรรคสนับสนุนตรงนี้“ชัยชนะ” ดันเชื่อมระบบราง–เรือนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอบคุณคณะกรรมการศึกษาฯ ที่พิจารณาข้อมูลรอบด้าน และยอมรับข้อเท็จจริงว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและ ครม.รับฟังข้อเสนอผลการศึกษาดังกล่าว ฟังเสียงผู้เชี่ยวชาญและประชาชนอย่างจริงจัง ขอเสนอว่างบประมาณที่เตรียมไว้สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ควรนำไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง เร่งเชื่อมต่อระบบรางเข้าสู่ท่าเรือสำคัญในภาคใต้ คือท่าเรือปาดังเบซาร์, ท่าเรือกันตัง และท่าเรือระนอง รวมถึงท่าเรือทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และผลักดัน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าของภาคใต้ หรือศูนย์รวบรวมและกระจายตู้สินค้าทางราง (Inland Container Depot : ICD) เช่นเดียวกับ ICD ลาดกระบัง เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างระบบราง ถนน และท่าเรืออย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจะลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่รอบคอบ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ“วีระยุทธ” ชู “Southern Port Link”นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ประชาชนหลายภาคส่วน รวมถึงพรรค ปชน. ช่วยกันส่งเสียงทักท้วงโครงการแลนด์บริดจ์ใน 3 ด้าน คือ ความคุ้มค่าของการลงทุน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เราอยากให้การตัดสินใจถอยโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้บนหลักความคุ้มค่า และการมีส่วนร่วม ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะมีการสอดไส้โครงการและงบประมาณอีกหรือไม่ พรรค ปชน.เคยเสนอนโยบายในช่วงเลือกตั้งเดือน ก.พ. เป็นยุทธศาสตร์ Southern Port Link ยกระดับท่าเรือใต้ และโลจิสติกส์สินค้าทั้งภูมิภาค ด้วยการอัปเกรดท่าเรือระนอง-สงขลา เชื่อมทางรถไฟชุมพร-ระนอง เปิดช่องทางส่งออกสินค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมแหลมฉบัง-จีน เพื่อลดต้นทุนขนส่ง และยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ให้ยั่งยืน เศรษฐกิจภาคใต้ยังเปี่ยมศักยภาพเช่นเดิม ขอเพียงรัฐบาลและราชการเดินหน้าพัฒนาบนหลักการอย่างตรงไปตรงมา และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมปูดกรมชลฯจัดบิ๊กลอตรถใหม่ 300 ล.ขณะที่นายณรงเดช อุฬารกุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โพสต์ภาพรถยนต์และเอกสารลงเฟซบุ๊กพร้อมระบุว่า ขณะที่ข้าราชการหลายหน่วยในกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีรถใช้ แต่กรมชลประทานออกรถใหม่ให้กรมอื่นอิจฉา ค้นดูพบว่ากรมชลฯใช้เงินจากกองทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน (ชป.) มีที่มารายได้จากค่า ธรรมเนียม/ค่าบริการจากระบบชลประทานไปจัดซื้อ ในแผนดำเนินการงบปี 69 ทั้งที่ปีที่ผ่านมาน้ำท่วมเดือดร้อนกันหลายที่ ไม่มีเงินไปช่วยเหลือเกษตรกร กองทุนเหล่านี้มีเป้าหมายนำไปใช้เพื่อให้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ไม่ใช่กระเป๋าส่วนตัวของหน่วยงาน ทั้งนี้ นายณรงเดชได้เเนบเอกสารรายการคุรุภัณฑ์ราคาต่อหน่วย มีการจัดซื้อรวมประมาณ 15 รายการ มูลค่าเกือบ 300 ล้านบาท อาทิ รถบรรทุก (ดีเซล) ขนาด 1 ตัน ปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า 2,400 ซีซี หรือกำลังเครื่องยนต์สูงสุดไม่ต่ำกว่า 110 กิโลวัตต์ ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบดับเบิลแค็บ จำนวน 67 คัน มูลค่ากว่า 78 ล้านบาท รถตรวจการปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า 2,000 ซีซี หรือกำลังเครื่องยนต์สูงสุดไม่ต่ำกว่า 110 กิโลวัตต์ เครื่องยนต์ดีเซล แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ จำนวน 33 คัน มูลค่ากว่า 54 ล้านบาท เป็นต้น“ลิซ่า” จับไต๋ กสถ.ยกเลิกบัญชีแรกด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร โฆษกพรรคประชาชน โพสต์เอกสารพร้อมข้อความลงเฟซบุ๊กระบุว่า เอกสารฉบับนี้เป็นประกาศยกเลิกบัญชีมารายงานตัวเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 ครั้งที่ 1 เนื้อหาสำคัญระบุว่า เนื่องจากมีการจัดพิมพ์บัญชีเรียกรายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่น พ.ศ.2568 ครั้งที่ 1 “คลาดเคลื่อน” ไม่ตรงกับตำแหน่งที่ประกาศ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันที่ประชุมคณะกรรมการกลางฯ (กสถ.) เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 จึงมีมติ “ยกเลิก” บัญชีเรียกรายงานตัว ครั้งที่ 1 ฉบับเดิม (ลงวันที่ 19 ก.พ.2569) และ “ให้ใช้ฉบับใหม่” ที่แก้ไขถูกต้องแล้วแนบท้ายประกาศนี้แทน ต่อมามีการประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ภายในวันที่ 20 ก.พ.2569 ถ้าพิจารณาแค่เอกสารแผ่นนี้ หมายความว่าบัญชีเรียกรายงานตัวผู้ที่สอบแข่งขันข้าราชการท้องถิ่น ต้องมี 2 ชุดแน่ๆ 1.ชุดที่ยกเลิกไปลงวันที่ 19 ก.พ.2569 และ 2.ชุดประกาศผลสอบวันที่ 20 ก.พ.2569 ซึ่งเป็นชุดปัจจุบันที่ประกาศออกมาและปัญหาอยู่ทุกวันนี้“วันชัย จันทร์พร” ตัวละครสำคัญน.ส.ภคมนกล่าวว่า 2 ชุดนี้อาจเป็นชุดบัญชีเรียกรายงานตัวที่ตรงกับคะแนนสอบจริง โดยยังไม่มีการแก้ไขคะแนนและรายชื่อ หรือเป็นชุดที่พยายามแก้ชื่อแต่ยังไม่ครบก็ได้ อย่างน้อยในระหว่างที่โยนกันไปมาว่าจุดรั่วอยู่ที่ มศว หรือกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น ง่ายที่สุดไปหารายชื่อชุดนี้ที่ประกาศยกเลิกไป มาเทียบให้เห็นกันชัดๆไปเลย ที่ระบุว่า “คลาดเคลื่อน” มันเคลื่อนแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน สังคมต้องการความโปร่งใสและชัดเจน หากท่านสามารถเปิดเผยชี้แจงได้ ประชาชนและผู้ที่มีรายชื่อทุกคนจะได้รับความยุติธรรม “ดังนั้นคณะสืบหาความจริงทั้งหลายที่ตั้งกันมา นายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. ผู้ที่ลงนามยกเลิกการประกาศรายชื่อรอบแรก อาจเป็นคีย์แมนสำคัญที่จะบอกได้ว่าคลาดเคลื่อนอะไร มีกี่รายที่ชื่อไม่ตรงกับที่ประกาศรอบ 2”ผู้แทนการค้าไทยรุกตลาดอังกฤษวันเดียวกัน นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า ได้หารือกับสภาหอการค้าอังกฤษแห่งประเทศไทย (BCCT) นำโดยนายฝน นนทรีชัย รองประธาน BCCT เพื่อขยายโอกาสการค้าและการลงทุน รวมทั้งยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร ได้นำเสนอนโยบายของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการขยายพันธมิตรการค้าที่มั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลกในปัจจุบัน ไทยพร้อมอย่างยิ่งที่จะเริ่มเจรจา FTA ไทย-สหราชอาณาจักร เนื่องจากเป็นคู่ค้าสำคัญช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ชีวภาพ และพลังงานทดแทน การแพทย์ครบวงจร และอากาศยาน หวังว่า BCCT จะเป็นเสียงสำคัญของภาคเอกชนร่วมผลักดันให้การเจรจา FTA ไทย-สหราชอาณาจักร เริ่มต้นได้โดยเร็ว ขณะที่ BCCT เสนอให้ไทยตั้งคณะทำงานร่วมกับ BCCT เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการทั้ง 2 ประเทศ และสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตได้อย่างมั่นคงยั่งยืน รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี“เด็จพี่” ชง 4 มาตรการสู้ภาษีสหรัฐฯนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีกับสินค้าไทย 12.5% ขณะที่นายกฯกำชับทุกกระทรวงบูรณาการข้อมูลเพื่อสนับสนุนทีมเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่มาตรการการค้าของสหรัฐฯอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ขอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วน ทำงานเชิงรุก เพื่อจำกัดผลกระทบไม่ให้ลุกลามไปถึงการจ้างงาน ขอเสนอ 4 มาตรการ คือ 1.รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมเศรษฐกิจแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นศูนย์ติดตามผลกระทบด้านการค้า ประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน 2.ควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME เร่งด่วน อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ 3.ให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาสินค้า ยกระดับมาตรฐาน และทำตลาดออนไลน์ในต่างประเทศ และ 4.เร่งดูแลแรงงานในภาคการผลิตและการส่งออก หากมีโรงงานหรือผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ ต้องมีมาตรการรักษาการจ้างงาน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน สิ่งสำคัญที่สุดคือสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการว่าไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่