จุดอ่อนรัฐบาล “อนุทิน” นับแต่บริหารประเทศมาจนถึงวันนี้ รัฐบาลชุดนี้มีทั้ง “จุดอ่อน”-“จุดแข็ง” แต่จุดอ่อนดูจะมากกว่าเลยเกิดปัญหาการยอมรับความไม่เชื่อมั่นอย่างหนึ่งก็คือการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนและเอาแน่เอานอนไม่ได้แม้จะมีทีมงานโฆษกครบเครื่อง แต่ปัญหามันอยู่ที่ทิศทางว่าจะเอายังไงกันแน่ ไม่มีระบบ พูดง่ายๆว่าทำไปคิดไปทำนองนั้นอย่างเรื่อง “บัตรคนจน” ที่รัฐบาลไม่อยากให้เรียกขอให้เรียก “บัตรสวัสดิการ” แทน เพื่อหวังว่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้นคือมีคนจนไม่มากนักจุดประสงค์หลักก็คือการต้องการคัดเอาคนจนจริงๆ มิใช่ พวกแกล้งจนแล้วมาเอาเงินสวัสดิการที่ให้เพื่อช่วยเหลือไปใช้เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็คงเนื่องมาจากงบประมาณของรัฐมีไม่มากนัก อะไรที่ตัดได้ก็ต้องตัดเพื่อจะได้เม็ดเงินเต็มๆก็เป็นจริงเช่นนั้น พอรัฐดำเนินการเรื่องนี้ก็เลยรู้ว่ามีคนจน ไม่จริงไม่น้อยที่ได้บัตรนี้แต่เนื่องจากฐานข้อมูลพื้นฐานของประชากรไม่สมบูรณ์พอ ทำให้เกิดปัญหา เพราะบางคนที่เคยได้บัตรนี้เบื้องต้นที่ประกาศรายชื่อปรากฏว่าถูกตัดสิทธิก็เลยโวยวายกันไปทั้งประเทศ!อย่างเช่นข้อมูลบอกว่ามีรถจักรยานยนต์ 2 คัน ปรากฏเป็นรถเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือพวกที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นหรือถูกแอบอ้างชื่อหรือพวกที่ไปเรียนหนังสือก็โดนด้วยทำให้เห็นภาพว่าจนไม่จริงจึงเกิดปัญหา!อีกทั้งรัฐบาลคงไม่คิดถึงเรื่องนี้ว่าจะเกิดปัญหาจึงไม่ได้เตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาเพื่อรองรับได้แต่ให้มาแจ้งข้อเท็จจริงเท่านั้นโดยไม่ได้คิดว่าคนจนคนเฒ่าคนแก่จะไปไหนมาไหนก็ลำบาก การเดินทางไปแจ้งที่หน่วยงานจึงเกิดปัญหาเนื่องจากไม่มีค่าเดินทาง สุขภาพไม่อำนวยอีกทั้งยังกำหนดวันเวลาที่สั้นเกินไป ทำให้กระชั้นชิด กว่าจะเดินทางไปได้ กว่าจะหาหลักฐานไปแจ้ง จึงทำได้ยากที่สุดก็ต้องกำหนดระยะเวลานานขึ้นและลดเงื่อนไขต่างๆลงมาที่สุดงานนี้คะแนนนิยมก็เลยจมกระเบื้องเพราะความไม่ชัดเจนในนโยบายและการแก้ไขปัญหาล่วงหน้า เนื่องจากประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริงเพราะนโยบายต่างๆนั้นจะต้องมีความชัดเจน มีเป้าหมาย ที่แน่นอน และเตรียมแผนรองรับหากเกิดปัญหาอย่างเรื่อง “แลนด์บริดจ์” ก็ทำท่าจะอยู่ในเรื่องเดียวกันคือไม่แน่นอน พูดกันไปคนละทีสองที เอาข้อเท็จจริงไม่ได้สุดท้ายไม่รู้จะเชื่อใครดีหรือว่าต้องการให้มันมั่วๆเข้าไว้เพื่อให้ผู้คนสับสนกันไป!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม