ในขณะที่ศึกภูมิภาคเอเชียตะวันตกยังคงชักเข้าชักออกตามอารมณ์ของผู้นำสหรัฐฯนั้น สงครามเต็มรูปแบบในยุโรปตะวันออกก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพรัสเซียได้ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น ในการรุกคืบกินดินแดนในจังหวัดโดเนตสก์ ทางตะวันออกของยูเครน สามารถช่วงชิงเมืองป้อมปราการสำคัญมาได้อีกแห่งเมือง “คอนสแตนตินอฟกา” ที่รัสเซียเพิ่งประกาศยึดมาได้นั้น ถือเป็นหนึ่งในเมืองหน้าด่านชั้นที่ 4 ตามที่กองทัพยูเครนได้วางแนวป้องกันไว้ 5 ชั้น เปรียบเทียบกับประตูเมืองที่ต้องทะลวงให้แตก เพื่อมุ่งหน้าสู่ 2 เมืองใหญ่สุดท้ายทางตอนเหนือของโดเนตสก์ นั่นคือเมือง “สลาฟยันสก์” และ “ครามาทอสก์”ปฏิบัติการตีเมืองคอนสแตนตินอฟกา เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค.2568 และยาวนานจนมาถึงเดือน ก.ค.นี้ โดยเป็นผลพวงจากการที่กองทัพยูเครนได้แปรสภาพอาคารสูงกว่า 1,000 แห่งให้กลายเป็นป้อมปราการขนาดเล็ก โดยมีทางใต้ดินเชื่อมต่อกันบางแห่ง ประกอบกับตัวเมืองเองมีแม่น้ำ ครีวอย โทเรตสก์ ผ่ากลาง แบ่งเมืองออกเป็นซีกซ้ายและซีกขวา ยากยิ่งที่รัสเซียจะเคลื่อนทัพรุกคืบเพราะทันทีที่หน่วยรบยูเครนในเมืองตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารรัสเซียคืบคลานเข้ามาในอาณาบริเวณ ก็จะสามารถเรียกอาวุธยาวมาถล่มได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโดรนพิฆาต จรวด หรือปืนใหญ่จึงเป็นที่มาของการรุกคืบอย่างช้าๆ ด้วยการใช้ “หน่วยจู่โจม” หมวดเล็ก กระจายกำลังตีขนาบทางตะวันตกและตะวันออกของตัวเมือง กินหมู่บ้านไปทีละแห่งสองแห่ง พร้อมล่อให้ยูเครนจัดกำลังมา “ตีโต้” เพื่อที่จะได้บดขยี้กลับคืนด้วยอาวุธยาวเช่นกันจุดเปลี่ยนมาถึงในช่วงเดือน เม.ย. หลังหน่วยรบรัสเซียที่ทำการตีขนาบข้าง สามารถตรึงพื้นที่ชัยภูมิชานเมืองไว้ได้ ซึ่งจากตำแหน่งดังกล่าวนี้เอง ได้เปิดทางให้รัสเซียจับตาความเคลื่อนไหวถนนสายหลักเข้าออกเมือง และเรียกอาวุธหนักมาถล่มได้ตลอดเวลา ทำให้ยูเครนเติมเสบียงและเติมกำลังพลได้ยากยิ่งสถานการณ์ของกองทัพยูเครนได้ย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้น แต่สิ่งที่มาเป็น “ปัจจัยเร่ง” ยังมาจากยุทธวิธีของยูเครนด้วยเช่นกัน ซึ่งขอเก็บไว้เล่าสู่กันฟังในตอนต่อไปครับ.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม