วันเสาร์สบายๆวันนี้ ผมขออนุญาต คุณสุพริศร์ สุวรรณิก นักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์การเงินครัวเรือน University of Wisconsin—Madison สหรัฐอเมริกา นำบางส่วนของบทความเรื่อง “ทนายปีศาจ : คนดี กติกา และราคาของความยุติธรรม” ที่ลงในคอลัมน์ “บางขุนพรหมชวนคิด” ของ ธนาคารแห่งประเทศ ไทย เมื่อ 23 มิ.ย. มาเผยแพร่ต่อนะครับ อ่านแล้วประทับใจมาก เป็นบทความที่สะท้อนถึงสังคมไทยวันนี้ได้เป็นอย่างดี เมื่อความอยุติธรรมซ้อนอยู่ในระบบยุติธรรมทุกระดับ แม้แต่ตำแหน่งงานเล็กๆในท้องถิ่นยังต้องจ่ายหลายแสน ทำให้การทุจริตเบ่งบานไปทั่วราชอาณาจักรบทความขึ้นต้นด้วยซีรีส์ดังของไทยเรื่อง “ทนายปีศาจ” ที่ขึ้นอันดับ 1 Netflix“นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักซีรีส์ไทยอันโด่งดัง “ทนายปีศาจ” ที่ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Netflix ในหลายประเทศทั่วโลก ซีรีส์เรื่องนี้เต็มไปด้วยคดีที่พลิกผันเดาไม่ถูก การโต้เถียงอย่างชาญฉลาดในชั้นศาล และตัวละครที่มีมิติทางศีลธรรมอันซับซ้อน แต่หากมองลึกลงไปกว่านั้น ซีรีส์เรื่องนี้กำลังตั้งคำถามที่สำคัญยิ่งต่อสังคม ที่ไม่ใช่เพียงว่า “ใครผิดหรือใครถูก?” แต่คือ “เหตุใดระบบยุติธรรมจึงเปิดพื้นที่ให้ความไม่ยุติธรรมดำรงอยู่ได้?”คำถามนี้สอดคล้องกับกรอบความคิดหรือแก่นของหนังสือ “Why Nations Fail” ที่เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล 2 ท่าน คือ Daron Acemoglu และ James A. Robinson ซึ่งเสนอว่า ความมั่งคั่งหรือความล้มเหลวของประเทศใดๆนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมภูมิศาสตร์ หรือความรู้ของคนเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพของสถาบัน” (institute) ที่กำหนดแรงจูงใจ (incentives) และโอกาส (opportunities) ในสังคม อันเป็นแนวคิดในวิชาเศรษฐศาสตร์ สถาบัน (institutional economics)”...“กล่าวอีกนัยหนึ่ง “ทนายปีศาจ” คือ ภาพจำลองของระบบที่กติกาไม่ได้เป็นกลาง แต่ทำหน้าที่กำหนดว่า ใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ ใครเข้าถึงโอกาส และใครถูกกันออกจากระบบ ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้หยุดเพียงในมิติของความยุติธรรมเชิงกฎหมาย หากแต่ขยายไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และท้ายที่สุดคือ คำถามสำคัญว่า ในระบบเช่นนี้ “การเป็นคนดี” ยังเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่อันที่จริงในอุดมคตินั้น ระบบกฎหมายควรตั้งอยู่บนหลัก “rule of law” คือทุกคนอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน และกฎหมายถูกใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเท่าเทียม แต่ในซีรีส์เรื่องนี้ เรากลับเห็นภาพของ “rule by law” อย่างชัดเจน กล่าวคือ กฎหมายไม่ได้เป็น “กติกากลาง” แต่กลายเป็น “เครื่องมือ” ที่ผู้มีอำนาจ สามารถใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเองแทนAcemoglu และ Robinson เรียกโครงสร้างลักษณะนี้ว่า extractive institutions หรือ สถาบันที่เอื้อให้เกิดการ “กอบโกย” (extract) ทรัพยากรและโอกาสจากคนส่วนใหญ่ไปสู่คนส่วนน้อย สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วย “คนเลว” หากแต่ เป็นระบบที่สร้างแรงจูงใจให้คนธรรมดาต้องปรับพฤติกรรม เพื่อเอาตัวรอดภายใต้กติกาอันบิดเบี้ยว และเมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมดังกล่าวก็อาจกลายเป็นเรื่องปกติของระบบอีกแนวคิดสำคัญจาก Why Nations Fail คือ “ดุลยภาพทางการเมือง” (political equilibrium) ซึ่งหมายถึง สถานการณ์ที่กลุ่มผู้มีอำนาจไม่มีแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงระบบอีกต่อไป แม้ระบบนั้นจะไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่เป็นธรรมเพียงใดก็ตาม ในซีรีส์เราได้เห็นตัวละครจำนวนมาก ตั้งแต่ทนาย ผู้พิพากษา นักการเมือง ไปจนถึงนักธุรกิจ ที่รับรู้ความบิดเบี้ยวของระบบ แต่ยังดำรงอยู่ในนั้นต่อไป เพราะต้นทุนของการ “ออกจากเกม” สูงเกินไป... สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้กฎหมายจะให้อำนาจแก่รัฐอย่าง เป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มอิทธิพลและเครือข่ายผลประโยชน์ กลับมีอำนาจต่อรองสูงจนบิดเบือนการบังคับใช้กฎหมายได้...”เป็นบทความที่สะท้อนสังคมไทยชัดเจนมาก นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องไปอ่านครับ เราจะเปลี่ยนความตกต่ำของชาติเช่นนี้ได้อย่างไร?“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม