เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมเขียนแบบรำพึงรำพันในเชิงท้อถอยน้อยอกน้อยใจว่าเชื้อคอร์รัปชันสายพันธุ์ไทยเรานั้นช่างปราบยากเสียจริงหนอ...เพราะยิ่งปราบกลับยิ่งระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่เป็นข่าวใหญ่ช็อกผู้คนทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้ได้แก่กรณีการทุจริตในการสอบเข้าบรรจุข้าราชการขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ที่ประมาณการกันว่ายอดเงินสะพัดสูงถึง 4,500 ล้านบาทเลยทีเดียวเหตุการณ์จะจบลงอย่างไร? จะสามารถโยงไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่? หรือจะตัดตอนจบแค่ปลาซิวปลาสร้อยดังเช่นกรณีอื่นๆ หลายๆกรณีก่อนหน้านี้? โปรดติดตามไปเรื่อยๆนะครับวันนี้ผมขออนุญาตกลับมารําพึงรําพันต่อว่าเป็นเพราะอะไรหนอ? เชื้อคอร์รัปชันถึงปราบได้ยากนักในประเทศไทย ทั้งๆที่เรามีการก่อตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเรื่องนี้มานานกว่า 50 ปี เข้าไปแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.2518 โน่นก็พอดีนึกขึ้นมาได้ว่า ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งมีการระดมความคิดกันแล้วก็สรุปว่า การแก้ด้วยการปราบปรามแล้วลงโทษด้วยการจับกุมคุมขังอย่างเดียวเห็นจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะคนไทยเราที่เติบโตมากับโรคนี้คุ้นชินเสียแล้ว หรือดื้อยาเสียแล้ว เพราะรู้ดีว่าแม้จะมีกฎหมายที่กำหนดการลงโทษติดคุกติดตะรางก็จริง แต่ก็จะเป็นไรไปล่ะ...เข้าไปติดเสีย 4-5 ปี...ออกมาก็คุ้มแล้วกับเงินมหาศาลที่โกงไว้ออกจากคุกมาพอมีเงินมีทองก็มีหน้ามีตา เพราะสังคมไทยมักยกย่องคนมีเงินโดยไม่คำนึงถึงว่าเคยทำผิดอะไรมาบ้างดังนั้นทางเลือกอีกทางหนึ่งก็คือ จะต้องเพาะบ่มคนไทยเราเสียตั้งแต่ยังเล็กๆให้ต่อต้านการโกงรังเกียจการโกงตั้งแต่เยาว์วัยต่อไป เมื่อพวกเขาเติบใหญ่จะได้ไม่โกงไม่กินทำให้เกิดโครงการหลักสูตร “โตไปไม่โกง” ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2552 จากการริเริ่มของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กับ กรุงเทพมหานคร หรือ กทม.เรานี่แหละครับ (น่าจะเป็นยุคท่านผู้ว่าฯ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร)จัดทำหลักสูตร “คบเด็กสร้างชาติ โตไปไม่โกง” ขึ้น--จากนั้น ก็นำไปสอนในโรงเรียนของ กทม.เป็นการทดลองต่อมาในปี 2558 คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ เห็นประโยชน์ของโครงการนี้จึงมีมติให้นำหลักสูตรนี้ไปบรรจุในกิจกรรมพัฒนานักเรียน โดยเริ่มใช้จริงตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2558 ในทุกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการไม่ทราบว่าทุกวันนี้โครงการนี้ยังอยู่หรือเปล่า? ยังสอนเด็กๆในโรงเรียน กทม. หรือโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการอยู่หรือไม่?นับย้อนหลังไปเมื่อปีเริ่มต้น พ.ศ.2552 ก็น่าจะปลูกฝังเด็กๆได้หลายรุ่นแล้วนะครับ ไม่ทราบว่ามีการติดตามประเมินผลหรือไม่ ว่าเด็กๆดังกล่าวซึ่งน่าจะจบหลักสูตรและโตขึ้นเข้าสู่การทำงานบ้างแล้วจำนวนหนึ่ง...มีพฤติกรรมและอุปนิสัยเป็นอย่างไร?ฝากทาง กทม.โดยเฉพาะผู้ว่าฯท่านใหม่เอาไว้เลย (จะเป็นใครยังไม่ทราบขณะเขียนต้นฉบับ) ให้ลองทำประเมินผลให้ด้วยรวมทั้งทางกระทรวงศึกษาด้วยรับหลักสูตรนี้ไปสอนก็หลายปีแล้วเหมือนกันผลผลิตเด็กรุ่นใหม่ของท่านเป็นอย่างไรบ้างครับ?เพราะมาถึงนาทีนี้แล้ว บอกตรงๆเลยว่า ไม่รู้จะจัดการกับโรคคอร์รัปชันอย่างไรแล้ว...หากโครงการโตไปไม่โกงล้มเหลวขึ้นมาละก็ นึกไม่ออกจริงว่าเราจะรักษาโรคระบาดโรคนี้ด้วยวิธีใดจะไปเสนอให้ลงโทษสูงสุดถึงขั้นจับไปยิงเป้าแบบประเทศสังคมนิยมก็จะโหดเกินไป เดี๋ยวชาวโลกจะหาว่าเราไร้มนุษยธรรมเอาซะอีกคงต้องกลับไปฝากความหวังไว้กับโครงการ “คบเด็กสร้างชาติ โตไปไม่โกง” นี่แหละครับเป็นฟางเส้นสุดท้าย.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม