เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงเป้าหมาย “การยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า” ของรัฐบาลว่า เป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง ในภาวะเศรษฐกิจที่มีคนไทยขอรับบัตรคนจนสูงถึง 19.17 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 29% ของประชากรทั้งประเทศ วันนี้จะเจาะลึกลงไปอีกนิด เพราะเพิ่งได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากรัฐบาลว่า เป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ไม่ใช่ตัวเลขเพ้อฝัน แต่เป็นการอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารโลก ผมดูใน “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2561–2580” ก็มีการกำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” เป็น “ประเทศพัฒนาที่มีรายได้สูง” ภายในปี 2580 คนไทยจะมีรายได้ต่อหัวระดับ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 500,000 บาทต่อคนต่อปี เลยทีเดียวดังนั้น เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลังแถลง จึงไม่ได้คิดฝันทำขึ้นมาเองอย่างเลื่อนลอยวิสัยทัศน์นี้ สมมติให้ GDP ที่แท้จริงต่อหัวเติบโตที่ 5.4% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป โดยใช้ค่าเฉลี่ยการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงในช่วงปี 2021–2024 เฉลี่ยที่ 2.2% เนื่องจากสัดส่วนรายได้ประชาชาติต่อหัวค่อนข้างทรงตัวในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จึงสมมติว่า การเติบโตของจีดีพีต่อหัวจะส่งผ่านไปยังการเติบโตของรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI) ในอัตราใกล้เคียงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ในขณะที่เกณฑ์การเป็นประเทศรายได้สูง คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 1.1% ต่อปีธนาคารโลก ได้วิเคราะห์การตั้งเป้าหมาย เป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ของไทยว่า มีเงื่อนไขสำคัญคือ ไทยต้องมีการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปีในระยะยาว ต้องเพิ่มการลงทุนเป็น 40% ของจีดีพี ต้องไม่แข่งขันด้วยค่าแรงตํ่าหรือการผลิตแบบเดิม ต้องยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ใช้ Green Manufacturing เป็นเครื่องยนต์ใหม่ อุตสาหกรรมสีเขียวจะเป็นโอกาสใหญ่ของไทยโชคดีที่ FDI หรือ เงินลงทุนตรงจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ เริ่มไหลเข้าสู่ไทยอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2568 ดร.เอกนิติ เปิดเผยในวันเปิดตัว Thailand Fast Pass ว่า ปี 2568 ไทยมียอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และไตรมาสแรกของปี 2569 ก็มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงถึง 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 142% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ Thai land Fast Pass จะช่วยลดขั้นการลงทุนให้เร็วขึ้นประมาณ 25–50% เป้าหมายของปีนี้คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนเป็นหลักดร.เอกนิติ เปิดเผยด้วยว่า ผลของ Thailand Fast Pass ในช่วงปลายปี 2568 ได้สะท้อนผ่านไตรมาส 1 ปี 2569 จีดีพีโต 2.8% การลงทุนภาคเอกชนโต 10.1% เป็นการเติบโตแบบดับเบิลดีจิทครั้งแรกในรอบ 10 ปี สร้างเม็ดเงินทะลุ 200,000 ล้านบาท โตเกือบ 20% และช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากอันดับที่ 30 จากการจัดอันดับของ IMDสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากเป้าหมายนี้ก็คือ “Reinvent Thailand ใน 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ที่ มีผู้ประกอบการกว่า 2.73 แสนราย คิดเป็น 53% ของนิติบุคคลทั้งหมด มีการจ้างงานกว่า 11.9 ล้านคน คิดเป็น 61% ของการจ้างงานจากธุรกิจทั้งหมด และมีรายได้รวมกว่า 39 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66% ของรายได้รวมทุกธุรกิจ7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่จะเป็น Eco System ใหม่ของระบบเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย 1.เกษตรและแปรรูปอาหาร 2.ยานยนต์แห่งอนาคต 3.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 4.การแพทย์และสุขภาพ 5.การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ 6.ค้าปลีกและการค้า 7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์วันนี้ คนไทยเริ่มมีโอกาสที่จะฝันแล้ว ผมขอเอาใจช่วยเต็มที่ครับ “ขอให้ฝันนี้เป็นจริง” สิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องกำจัดคือ “ต้นไม้พิษ” และ “ผลไม้พิษ” เพื่อให้ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต สามารถเจริญเติบโตไปได้ตลอดรอดฝั่ง ในอีก 12 ปีข้างหน้า.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม