“ระบอบสีน้ำเงิน” น่ากลัวกว่า “ระบอบประยุทธ์” น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.) ฉายภาพยุครัฐบาลอนุทินพลัสท่ามกลางวิกฤติองค์กรอิสระ จนถูกพรรคประชาชนตั้งนิยามการเมืองในยุคนี้เป็น “ระบอบสีน้ำเงิน”โดยไม่ใช่แค่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรค ภท. เป็นแค่ตัวละครคนหนึ่ง ดูไม่เดือดไม่ร้อน ไม่เข้าใจด้วยซ้ำไปว่าระบอบนี้คืออะไร ทำให้นายอนุทินถูกมองว่าเป็นคนที่ทำทุกเรื่องให้ดูไม่มีอะไร ทุกคนทำตามกฎหมายเมื่อคนที่ยืนอยู่ข้างหน้ารับหน้า ทำให้องคาพยพที่อยู่ข้างหลังมีพลัง สามารถทำอะไรได้มาก ในขณะที่กำลังพูดถึงระบอบสีน้ำเงินที่เกิดขึ้นคืออะไร วันนี้องค์กรอิสระพิจารณาคดีต่างๆ แม้กระทั่งคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่มีหลักฐานชี้มีความผิด กลายเป็นถูกทำให้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุการพูดคุยใน กมธ. ป.ป.ช.ยอมรับไม่ได้มีการพิจารณาในเชิงลึกถึงมีข้อสังเกตว่าองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือหรือเป็นตัวละครหลักสำคัญกว่านายอนุทิน ทำให้ระบอบสีน้ำเงินเติบโต จน “ไอซ์” น.ส.รักชนก ศรีนอก ประธาน กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาฯ ตรวจสอบการใช้งบประมาณ กมธ.พัฒนาการเมือง ตรวจสอบแชตหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย”แชตช่วยน้ำเงินสะเทือนการเมืองพอสมควร โดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่รู้ถึงเส้นแบ่งวางตัวเป็นกลางทางการเมืองกับการเป็นโหวตเตอร์ ทั้งหมดสะท้อนว่าเบื้องหน้าระบอบน้ำเงินแสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไร อย่ากังวลตีโพยตีพายแต่ข้างหลังผนึกกำลังกันทำให้ระบอบนี้ยิ่งใหญ่ทีมการเมือง ถามว่าคดีนายศักดิ์สยามในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อนหน้านั้นในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งคดีฮั้วเลือก สว. คดีเลือกตั้ง สส. ลากยาวมาถึงศึกภายใน กกต.ปล่อยผลประเมินเลขาธิการ กกต. เพื่อเลื่อยขาเก้าอี้เลขาธิการ กกต. และยังมีแชตหลุดช่วยน้ำเงินด้วย กมธ.จะเขย่าชี้ให้สังคมเห็นถึงความเป็นองค์กรที่อยู่ข้างหลังระบอบน้ำเงินอย่างไรน.ส.ภคมน บอกว่า กมธ.พยายามตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงมากที่สุด เวลาได้ข้อเท็จจริงก็เห็นอาการของคนที่เกี่ยวข้องเวลามาชี้แจงต่อที่ประชุม กมธ.ว่า สิ่งที่เปล่งวาจาออกมาคือข้อเท็จจริงแค่ไหนสิ่งที่น่าตกใจเล็กน้อย หน่วยงานรัฐตั้งแง่ทิศทางเดียวกัน ปกป้องสิ่งที่เกิดขึ้นกับอธิบดีกรมการปกครอง ทำให้ดูเหมือนว่าระบอบน้ำเงิน “สั่งซ้ายไปซ้าย สั่งขวาไปขวา” ไม่รู้ระบอบนี้สร้างกันมาอย่างไร นับเป็นระบอบที่น่ากลัวมากๆขอย้ำว่าผู้นำเป็นแค่ตัวละครที่ผู้กำกับอาจมองว่ากระจอก เล่นบทไหนก็ได้ที่ฆ่าเวลาไป โดยที่ผู้กำกับพยายามทำให้ระบอบน้ำเงินเข้มแข็งมากจริงๆ“ระบอบน้ำเงินไม่ได้เป็นปึกแผ่นขนาดนั้น โดยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อย ยามเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น รมว.มหาดไทยระบุเดี๋ยวตั้งกรรมการสอบแชตหลุดเรารู้ดีว่าอธิบดีกรมการปกครองเป็นคนที่คุณอนุทินอาจไม่ถูกใจขนาดนั้น ที่ประชุมกมธ.ซักรองอธิบดีกรมการปกครอง 4 ครั้ง พูดไม่เหมือนกันเลยสักครั้งสุดท้ายยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบอธิบดีกรมการปกครอง กลายเป็นแอ็กชันของรมว.มหาดไทยคนเดียว แต่เอาจริงไม่ได้ เพราะอธิบดีกรมการปกครองมีเส้นที่มันใหญ่กว่า”ยังมีอีกกรณีระดับบิ๊กในกระทรวงมหาดไทยคนหนึ่งที่ไม่ได้แค่ส่งข้อความ โดยอุกอาจมาก กล้าแสดงออกโดย โทร.หาข้าราชการย้ำกันมากในช่วงเลือกตั้งว่า “ต้องช่วยพรรคเรา ถ้าพรรคเราชนะรับรองเป็นใหญ่กันหมด” จนผู้ใต้บังคับบัญชารับไม่ได้ ต้องนำมาบอกเราบ่งบอกถึงระบอบสีน้ำเงินอันตรายมากๆอันนี้เป็นแค่ตัวอย่างที่ฉายให้เห็นถึงภาพใหญ่ จนระดับบิ๊กข้าราชการไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ โดยเชื่อว่า “เส้นกูใหญ่” หรือกรณีที่เห็นลูกชายที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ทั้งที่คนตั้งคำถามกันทั้งประเทศ ตอกย้ำระบอบสีน้ำเงิน “เขาไม่ได้สนใจว่าประชาชนรู้สึกอะไร เขาจะสร้างของเขา เขาไม่สนใจ”ทีมการเมือง ถามว่ายุทธศาสตร์พรรคประชาชน เน้นตรวจสอบหัวใจระบอบสีน้ำเงินไปที่ลูก ตอกลิ่มให้แตกระหว่าง รมว.มหาดไทยกับคนที่เส้นใหญ่อยู่เบื้องหลังกรมการปกครองเขย่า ป.ป.ช. โดยยื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ ขอให้สั่งคำร้องไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตรวจสอบ ป.ป.ช. และเขย่า กกต.ต่อเนื่องน.ส.ภคมน บอกว่า ถูกต้อง ยอมรับว่าตรวจสอบระบอบสีน้ำเงินไม่ง่าย แต่หนึ่งในภารกิจที่สำคัญต้องทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย โดยทำให้สังคมเห็นว่า “กำลังเกิดอะไรขึ้น ประเทศไทยกำลังเดินไปสู่อะไร”วันนี้สิ่งหนึ่งที่พรรคประชาชนหนีไม่พ้นคือ “ตราบาปที่โหวตคุณอนุทินเป็นนายกฯ” (ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย) ชาตินี้ชดใช้อย่างไรมันก็ไม่หมด วันนี้ที่ทำไม่ใช่แค่ล้างบาป แต่ต้องทำให้ประชาชนเชื่อจริงๆว่ามันจบแล้วสีส้ม–สีน้ำเงินมันไม่เกี่ยวข้องกันตั้งแต่แรกณ วันที่เราเคยผ่านตราบาปนั้นมา สิ่งที่พรรคประชาชนต้องทำต้องเป็น 300% เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกันแล้ว “ทุบแค่ตายไม่ได้ ต้องละเอียด” อันนี้เป็นเจตนารมณ์ส่วนตัวพรรคประชาชนร่วมโหวตไม่ไว้วางใจคดีเขากระโดง ยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่วันนี้ไม่ร่วมลงชื่อร่วมกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย น.ส.ภคมน บอกว่า กรณีลงชื่อนั้นเป็นความผิดฐานจริยธรรม เรามีจุดยืนไม่ใช่การตรวจสอบบนมาตรฐานจริยธรรม เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญแต่วิปฝ่ายค้านตั้งคณะทำงานเกาะติด ทั้งการเป่าคดีนายศักดิ์สยาม คดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง เพื่อรวบรวมข้อมูลโดยไม่ได้นับหนึ่งใหม่ เพื่อชี้ให้เห็นถึงฐานความผิดที่ชัดเจนไม่ต้องถกเถียงกันแล้วว่ามันผิดกันอย่างไรทีมการเมือง ถามว่าคดีฮั้วเลือก สว.ที่ กกต.ประชุมเมื่อ 8 มิ.ย. เตรียมลากยาวครบตามกรอบ 90 วันจนถึงเดือน ส.ค. หรือประชุมทุกวันจันทร์ครบ 12 ครั้ง จังหวะสุกงอมพรรคประชาชนจะตรวจสอบชี้ให้สังคมเห็นว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ชุดที่ 26 มีมติเสนอให้ กกต.ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ที่รวมถึงระดับหัวของระบอบสีน้ำเงิน แต่พอคณะอนุฯชุดที่ 36 มีมติเสียงข้างมากว่าไม่มีความผิด ก่อนส่งให้ กกต.ชี้ขาดต่อน.ส.ภคมน บอกว่า พรรคประชาชนมีทีมงานเฉพาะคดีฮั้วเลือก สว. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นหัวหน้าทีม และมี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ประธาน กมธ.กิจการศาลฯ สภาฯ ก็เชิญ กกต.ไป แต่ กกต.ไม่มา จนใช้อำนาจเรียกตามกฎหมายและ กมธ.พัฒนาการเมืองก็เชิญ กกต.มาในสัปดาห์นี้ ในคดีฮั้วเลือก สว. เพื่อคลี่คลายปมชุดคณะอนุฯ 26มาเป็นคณะอนุฯ 36 มันเกิดอะไรขึ้น รวมถึงได้เชิญกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาชี้แจง คราวนี้คงได้เห็นถึงความเป็นเอกภาพระหว่าง กกต.กับดีเอสไอมีอยู่จริงหรือไม่“ถ้าเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องกดดันให้องค์กรเหล่านี้มียางอาย เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม อย่าง กกต.ที่มีความละอายน้อยมาก ไม่ใช่ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯก็ไม่มา อ้างต่างๆนานาไปเรื่อยสะท้อนให้เห็นภาพใหญ่ระบอบสีน้ำเงิน ตัวละครที่วางเอาไว้น่านับถือทุกคน หน้าด้านหมด ไม่ละอาย ไม่แคร์ ความยากที่สุดคือคนเหล่านี้ไม่ละอายที่เป่าคดี ไม่ละอายที่ลดทอนให้มีความผิดน้อยลง”วิกฤติ กกต.-ป.ป.ช. และยังมีวิกฤติบางองค์กรตามรัฐธรรมนูญอีก เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ไปเรื่อยๆนำประเทศไปสู่อะไร น.ส.ภคมนบอกว่า หากองค์กรอิสระยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองป้องกันคนที่พยายามกินรวบประเทศไทยควรแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความกล้าหาญในการทำตามอำนาจและหน้าที่ ไม่เช่นนั้นองค์กรอิสระที่ถูกตั้งข้อสังเกตมีภาพห่วยมากขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าภาคประชาชนสามารถสร้างแนวร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้นวันนี้สังคมอยากเห็นองค์กรอิสระกล้าหาญตรวจสอบการเมืองทุกฝ่ายบนมาตรฐานกฎหมายเดียวกัน ตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม ถ้าไม่มีความกล้าหาญ สังคมก็ตั้งคำถามว่าแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรอิสระฝั่งการเมืองทำผิด ส่งไปให้องค์กรอิสระ “กลายเป็นคนของเขาที่ส่งไปนั่งตรงนั้น” ย่อมไม่มีอะไรเกิดขึ้นนำประเทศไปสู่ความฉิบหายแน่นอน.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม