ถึงเวลาที่ภูมิภาคอาเซียนต้อง “ตื่นจากฝันหวาน” เรื่องการเปิดประตูการค้าและการเดินทางเสรี แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย เมื่อมาตรการ “ยกเว้นวีซ่า” หรือ “ฟรีวีซ่า” แม่เหล็กดูดเม็ดเงินท่องเที่ยวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กลับกลายเป็น “พาสปอร์ตทองคำ”...ให้กับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มทุนผิดกฎหมาย และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลักลอบขนคนเข้ามาฝังตัวปักหมุดสร้างขุมข่ายผิดกฎหมายสารพัดรูปแบบสัญญาณเตือนภัยระลอกนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า “อาชญากรรมไซเบอร์” ได้ยกระดับกลายเป็นภัยความมั่นคงที่กัดกินอาเซียนจนเกินเยียวยาคำถามสำคัญที่คนไทยต้องการคำตอบในนาทีนี้คือ มาตรการหั่นวันพำนักของไทยจะแรงพอที่จะสกัด “ทุนเทา” ได้จริง หรือจะเป็นเพียงแค่การทุบหม้อข้าวตัวเอง ทุบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังเป็นลมหายใจสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย? “อินโดนีเซีย” เตรียมทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า สำหรับพลเมืองอาเซียน หลังมีการกวาดล้างจับกุมชาวต่างชาติจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายพนันออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่ของประเทศ ข่าวนี้เผยแพร่ไว้เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาหลังพบปัญหาชาวต่างชาติเข้ามายังอินโดนีเซีย และเกี่ยวข้องกับ “เครือข่ายพนันออนไลน์” และ “แก๊งหลอกลวงออนไลน์” หรือ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ในหลายพื้นที่ของประเทศ นำไปสู่ความกังวลด้านความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียบอกว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่บุกจับผู้ต้องสงสัยมากกว่า 500 คน จากปฏิบัติการ 2 จุดใหญ่ ได้แก่ กรุงจาการ์ตา และเมืองบาทัม ในจังหวัดหมู่เกาะเรียว โดยสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวเป็นชาวเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย ลาว เมียนมา รวมถึงจีนซึ่งในจำนวนนี้ เป็นพลเมืองของชาติอาเซียนหลายประเทศที่ได้รับสิทธิพำนักในอินโดนีเซียได้โดยไม่ต้องขอวีซ่านาน 30 วัน ขณะที่จีนไม่ได้อยู่ในโครงการฟรีวีซ่าเฮนดาร์ซัม มารันโตโก อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย บอกว่า การที่ชาวต่างชาติเข้ามาก่ออาชญากรรมหรือกิจกรรมผิดกฎหมายถือเป็นประเด็นน่ากังวลอย่างยิ่งทำให้จำเป็นต้องประเมินนโยบายดังกล่าวใหม่ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยจำนวนมากในเครือข่ายพนันออนไลน์ที่ถูกจับในจาการ์ตา เดินทางเข้าอินโดนีเซียผ่านระบบยกเว้นวีซ่า หรือใช้วีซ่าแบบขอเมื่อเดินทางถึง (Visa on Arrival)ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ “หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย” ได้ดำเนินมาตรการทางปกครองมากกว่า 6,700 กรณี รวมถึงการเนรเทศชาวต่างชาติมากกว่า 2,000 คน และการเพิกถอนใบอนุญาตพำนักจำนวนมาก เช่นเดียวกับไทยที่กำลังทบทวนระบบวีซ่าเช่นกันเพื่อแก้ปัญหา “กลุ่มอาชญากร” ที่แฝงตัวเข้ามาในรูปแบบ “นักท่องเที่ยว”สอดรับกับฟากฝั่งประเทศไทย ก็มีมาตรการการลดระยะ เวลาพำนักฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 93 ประเทศ จากเดิม 60 วัน เหลือ 30 วันเช่นกันความเคลื่อนไหวของอินโดนีเซียและไทยสะท้อนว่า หลายประเทศในอาเซียนเริ่มเพิ่มความเข้มงวดด้านตรวจคนเข้าเมือง หลังเผชิญปัญหาเครือข่ายพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ที่ใช้ระบบฟรีวีซ่าและการเดินทางเสรีในภูมิภาคเป็นช่องทางดำเนินการผิดกฎหมายแน่นอนว่า...หากมาตรการคุมเข้มวีซ่าเริ่มขยายตัวในหลายประเทศ อาจส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว การเดินทางระหว่างประเทศ และแรงงานต่างชาติในอาเซียนในระยะต่อไประเบิดเวลาที่ระเบิดในอินโดนีเซีย ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงทำเนียบรัฐบาลไทย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า “ประเทศไทย” คือเป้าหมายเบอร์หนึ่งที่กลุ่มทุนผิดกฎหมายและแก๊งข้ามชาติต่างโหยหา เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐาน อินเตอร์เน็ต และอาชญากร อาจพยายามใช้ประโยชน์จากโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงิน ในภาพรวมมีการวิเคราะห์ไว้ว่า การก้าวข้ามจากมาตรการ “ไฟไหม้ฟาง” ไปสู่การรื้อโครงสร้างวีซ่าของไทย-อินโดฯ กำลังจะสร้างแรงกระเพื่อมแบบโดมิโนใน 3 มิติสำคัญที่น่ากังวลใจหนึ่ง...วิกฤติเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชะงัก การลดวันพำนักหรือเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรอง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ” ที่ต้องการเดินทางมาพักผ่อนระยะยาว รวมถึงกลุ่มดิจิทัลโนแมดที่กระเป๋าหนัก หากขั้นตอนยุ่งยากขึ้น พวกเขาพร้อมจะหันหลังข้ามไปเที่ยวภูมิภาคอื่นทันทีสอง...ลิฟต์อาชญากรรมเคลื่อนย้าย เมื่ออินโดนีเซียคุมเข้มและไทยเริ่มขยับ มีความเสี่ยงสูงมากที่ “กลุ่มทุนเทาและแก๊งคอลเซ็นเตอร์” จะผึ้งแตกรัง อพยพเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีระบบกฎหมายและด่านตรวจคนเข้าเมืองที่อ่อนแอกว่าแต่...ยังคงใช้ช่องทางธรรมชาติสยายปีกกลับมาหลอกลวงคนไทยและคนอินโดฯเหมือนเดิมสาม...ความตึงเครียดด้านแรงงานต่างชาติในภูมิภาค มาตรการบล็อกวีซ่าจะส่งผลกระทบต่อแรงงานฝีมือ แรงงานสามัญที่เคลื่อนย้ายอย่างถูกกฎหมายในอาเซียน การเพ่งเล็งคนชาติตนเองอาจบานปลายกลายเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการทูตได้ หากไม่มีการแยกแยะข้อมูลประชากรที่แม่นยำสงครามสกัดอาชญากรข้ามชาติรอบนี้ โจทย์ที่ยากที่สุดของรัฐบาลไทยไม่ใช่แค่การสั่ง “หั่นวัน” แต่คือการนำ “บิ๊กดาต้า” บูรณาการร่วมกัน เพื่อระบบคัดกรองอัตลักษณ์บุคคล ประวัติการเงินเชิงลึกตั้งแต่ต้นทางต้องแยกแยะเนื้อร้ายออกจากเนื้อดีให้ได้ ต้องล็อกเป้าเฉพาะกลุ่มเสี่ยง...ทุนเทาเท่านั้น.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม