“TH-AI Passport” คือโครงการ มูลค่ากว่า 1,650 ล้านบาท เพื่อจัดหา AI ระดับโปร (รวม 12 โมเดล) ให้ประชาชนชาวไทย 5 ล้านคนใช้งานฟรี หวังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล โครงการนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตอย่างหนัก สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ไทย (AIEAT) ได้ยื่นข้อเสนอ 8 แนวทาง เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านความคุ้มค่าของงบประมาณและการพัฒนาระบบนิเวศ AI ของประเทศไทย ดังนี้1.วางกลยุทธ์แพลตฟอร์มเพื่อลดต้นทุน Token การแบ่งกลุ่มผู้ใช้งานเพื่อจัดสรรสิทธิ์การใช้โมเดล LLM ให้เหมาะสมกับลักษณะงานจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้าน Token ได้อย่างมีนัยสำคัญโดยควรจัดลำดับการเลือกใช้โมเดลตั้งแต่กลุ่มที่ให้บริการฟรีหรือมีต้นทุน Token ต่ำ ไปจนถึงโมเดลที่มีต้นทุนสูง ให้สอดคล้องกับงานตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้ตรงกับความจำเป็นจริงและลดการสิ้นเปลืองที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม2.เปิดทางให้นักพัฒนาเข้าถึง Token ขั้นสูง Token ขั้นสูงควรถูกจัดสรรสำหรับงานที่ซับซ้อนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง พร้อมเปิดโอกาสให้นักพัฒนาเข้าถึงผ่านระบบ API เพื่อนำไปต่อยอดสร้างนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว แนวทางนี้จะช่วยลดความเสี่ยงและภาระต้นทุนตั้งต้นให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัพและนักพัฒนารายใหม่ และสนับสนุนผู้มีศักยภาพสูงให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยขยายระบบนิเวศ AI ของไทยได้เร็วยิ่งขึ้น3.สนับสนุนโมเดล LLM ที่พัฒนาโดยคนไทย ควรเพิ่มโมเดล ThaiLLM และเครือข่ายโมเดล LLM ของประเทศไทยเข้าไปเป็นทางเลือกในแพลตฟอร์ม พร้อมจัดให้มีกลไกส่งต่อข้อมูลและผลการใช้งานกลับสู่นักวิจัยและผู้ประกอบการไทย ภายใต้กรอบความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถนำไปพัฒนาขีดความสามารถของโมเดลไทยให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว4.ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ควรจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งสำหรับการเพิ่มจำนวน AI Server ภายใน ประเทศ เพื่อให้นักวิจัยและผู้ประกอบการด้าน AI สามารถเข้าถึงทรัพยากรการประมวลผลได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือในราคาประหยัด... “การลงทุนในลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาบริการ AI ที่มีประสิทธิภาพ และส่งมอบบริการในราคาที่แข่งขัน กับผู้ให้บริการจากต่างประเทศได้”5.วางบทบาทเป็นจุดเชื่อมและจุดเปิดตัวนวัตกรรม แพลตฟอร์ม TH-AI Passport ควรทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ใช้งาน AI ในประเทศกับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้าน AI ของไทย ให้สามารถเข้าถึงกันได้โดยง่าย รวมถึงวางตำแหน่งเป็น AI Launchpad หรือจุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการ AI ใหม่ๆของประเทศเพื่อให้ผู้พัฒนามีช่องทางนำเสนอผลงานสู่ตลาด และส่งเสริมการนำนวัตกรรมไทยไปใช้งานจริงในวงกว้าง6.รายงานการใช้ Token อย่างโปร่งใส ควรจัดให้มีระบบรายงานปริมาณการใช้ Token ที่เกิดขึ้นจริงของโมเดลแต่ละค่าย เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมและรูปแบบการใช้งานของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนจัดสรรปริมาณ Token การคัดเลือกโมเดลที่เหมาะสมในอนาคตและ...การประเมินความคุ้มค่าของงบประมาณบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์7.จัดสรรงบประมาณซื้อ Credit จาก AI Startup ไทย เพื่อกระจายโอกาสสู่ประชาชนและ SME ควรใช้งบประมาณบางส่วนจัดซื้อ Credit หรือสิทธิ์การใช้งานจาก AI Startup ของไทย เพื่อมอบให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SME ได้ทดลองใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแนวทางนี้สร้างประโยชน์สองทาง คือ ช่วยให้ประชาชนและ SME นำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้ธุรกิจภายในประเทศ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนรายได้และสร้างฐานผู้ใช้งานจริงให้ AI Startup ไทย ส่งผลให้ระบบนิเวศ AI ของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งฝั่งผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน8.มีระบบกำกับดูแลและตรวจสอบ AI Governanceที่เหมาะสมกับโครงการ เนื่องจาก TH-AI Passport เป็นแพลตฟอร์มกลางที่จัดสรรสิทธิ์การใช้โมเดล AI และมีข้อมูลผู้ใช้จำนวนมากไหลผ่านระบบจึงควรมีกลไกกำกับดูแลและตรวจสอบด้านธรรมาภิบาล AI (AI Governance) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยครอบคลุมการคุ้มครองข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ความน่าเชื่อถือของโมเดลที่ให้บริการ ความโปร่งใสของการจัดสรรสิทธิ์และการใช้จ่ายงบประมาณ และการป้องกันการใช้ AI ในทางที่ไม่เหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้งานทุกภาคส่วน และทำให้การใช้ AI ในโครงการคุ้มค่าและมีธรรมาภิบาลอย่างแท้จริงชวนให้จับตาบทสรุปและปลายทางโครงการนี้อย่ากะพริบตา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ปปง.) สัปดาห์ที่ผ่านมา โครงการ “TH–AI Passport” ยังมีคำถามหลัก...ความโปร่งใสจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดราคากลาง การจัดทำ TOR ความคุ้มค่าทั้งผลลัพธ์และเทคนิคตลอดจนเส้นทางการเงิน ความเสี่ยงด้านการทุจริต การฟอกเงิน และการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน โดยมีการตั้งคำถามเพื่อขอความกระจ่างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้อสังเกตและคำถามสำคัญที่ยังไม่ได้รับคำตอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่น่าสนใจคือใครเป็นกรรมการตรวจรับ TOR ฉบับนี้ ซึ่งฟีเจอร์ตามที่ระบุใน TOR เป็นเพียงฟีเจอร์ระดับพื้นฐาน ที่หาใช้งานได้ทั่วไป คำถาม...คนไทยมีความจำเป็นต้องมี “AI Passport” จริงหรือ? คุ้มค่า? โปร่งใส? เอื้อใครไหม?ประเทศมีความจำเป็นต้องถลุงงบประมาณกว่า 1,600ล้านฯ หรือไม่ ในเมื่อเม็ดเงินขนาดนี้ เรากลับได้แค่เทคโนโลยีพื้นฐานที่หาได้ทั่วไป ไม่ต้องมีโครงการนี้...คนไทยก็ได้ใช้ของแบบเดียวกัน?คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม