เหยื่อตำรวจเปลี่ยนของกลาง สร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 บาทกลายเป็นของปลอม เข้าให้การคณะพนักงานสอบสวนข้อเท็จจริง ผบก.น.5 แล้ว เอาหลักฐานการจำนำทองก่อนถูกยึดมายืนยันว่าเป็นของแท้ ส่วนเรื่องเงินสดที่ถูกรีดมีหลักฐานการโอนเงินชัดเจน โอดไม่มีใครอยากมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่รัฐ ตอนนี้ต้องไปพบแพทย์เพราะอาการเครียด ด้าน พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ยัน ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สอบชุดจับกุมแล้วให้การว่า ตรวจยึดทรัพย์สินถูกต้อง รวมทั้งยึด สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาทและสร้อยข้อมือหนัก 3 บาทจากบังอ้วน สามีผู้เสียหาย ส่วนผลการตรวจสอบจะไปทางไหนต้องอยู่ที่พยานหลักฐาน ปูดความแตกเพราะ ป.ป.ส.ตรวจพบว่าทองของกลางเป็นของปลอม เลยรีบเรียกผู้เสียหายมารับคืนกรณีนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พา น.ส.ชนิภรณ์ หรือมะนาว เจริญภูมิ อายุ 27 ปี แม่ค้าเสื้อผ้าออนไลน์ นำเอกสารหลักฐานเข้าร้องเรียน พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 กรณีถูกชุดสืบสวน สน.คลองตัน บุกจับกุมนายวัฒนพงษ์ หรือบังอ้วน บุญประกอบ อายุ 42 ปี สามี ขณะนอนอยู่ในคอนโดฯซอยพัฒนาการ 20 ยึดอายัดทรัพย์สินไปหลายรายการ รวมทั้งสร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 บาทของตนด้วย ต่อมาเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.เรียกไปรับสร้อยข้อมือคืน เนื่องจากตรวจพบเป็นของปลอม จึงออกมาร้องขอความเป็นธรรมยืนยันว่าทองเป็นของแท้แน่นอน ผบก.น.5 ตั้งคณะกรรมการตรวจข้อเท็จจริงตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นความคืบหน้าจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (บก.น.5) เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 5 มิ.ย. พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 พ.ต.อ.ภูมิยศ เหล็กกล้า รอง ผบก.น.5 ฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน พร้อมชุดทำงานเชิญตัว น.ส.ชนิภรณ์ หรือมะนาว เจริญภูมิ อายุ 27 ปี ผู้ร้องเรียนตำรวจ สน.คลองตัน อายัดสร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 บาท และทรัพย์สินอื่นไป แต่ ป.ป.ส.ตรวจสอบพบเป็นของปลอม เข้าให้การคณะกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นครั้งแรกพล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 เผยว่า ตอนนี้ นัดผู้เสียหายมาให้ปากคำถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ขณะนี้ตำรวจพอมีข้อมูลบางส่วนแล้ว ประเด็นที่ต้องสอบปากคำเพิ่มเติมวันนี้มุ่งประเด็นเรื่องที่มาที่ไปของสร้อยข้อมือทองคำน้ำหนัก 3 บาท และข้อสงสัยต่างๆ แม้ว่าขณะนี้ผู้เสียหายยืนยันชัดเจนว่า มีหลักฐานถูกต้อง ดังนั้น ในส่วนของสร้อยข้อมือทองคำที่ถูกสงสัยว่าอาจเป็นคนละเส้นกับที่ถูกตรวจยึดตอนแรก ต้องตรวจสอบทั้งหมด เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบและไขข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย รวมทั้งเรื่องของขั้นตอนการตรวจยึดทรัพย์สินด้วย“ลำดับแรกเริ่มจากตำรวจชุดจับกุมรวบรวมทรัพย์สินที่ถูกยึดมาทั้งหมดไปให้พนักงานสอบสวน ก่อนดำเนินการส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. จนลำดับสุดท้ายส่งมอบทรัพย์สินคืนให้ผู้เสียหาย ส่วนสาเหตุที่ ป.ป.ส.คืนทรัพย์สินครั้งนี้ เท่าที่ทราบเบื้องต้นเพราะสร้อยข้อมือเส้นดังกล่าวเป็นของปลอม แต่ในส่วนของสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 5 บาทยังคงต้องตรวจยึดเอาไว้เพื่อตรวจสอบว่าได้มาจากการกระทำความผิดของบังอ้วน (นายวัฒนพงษ์ บุญประกอบ) หรือไม่ ส่วนทรัพย์สินอื่นที่คืนให้ผู้ต้องหา เช่น นาฬิกา 12 เรือน เพราะทราบว่าเป็นของปลอม” ผบก.น.5 กล่าวพล.ต.ต.วิทวัฒน์เผยด้วยว่า ส่วนเรื่องเงินที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลักแสนบาท ประเด็นนั้นยังต้องตรวจสอบก่อน ยืนยันว่าการคืนทรัพย์สินก่อนหน้านี้เป็นการคืนเนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นของปลอมไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นทรัพย์สินของใครคนใดคนหนึ่ง ในส่วนขั้นตอนการตรวจยึดทรัพย์สินระหว่างจับกุมบังอ้วน เบื้องต้นชุดจับกุมยืนยันว่าตรวจยึดมาจากตัวบังอ้วนทั้งสร้อยคอทองคำและสร้อยข้อมือทองคำด้าน น.ส.ชนิภรณ์ หรือมะนาว เจริญภูมิ เผยก่อนเข้าให้ปากคำว่า ขอยืนยันว่าทองคำเส้นที่ได้รับคืนน้ำหนัก 3 บาท ไม่ใช้เส้นเดียวกับที่ตำรวจมาตรวจยึดครั้งแรก เนื่องจากลวดลายและน้ำหนักไม่ตรงกัน อีกทั้งในเอกสารของ ป.ป.ส.ระบุว่า สาเหตุที่ให้ไปรับคืน เนื่องจากทองคำที่ตรวจยึดมาไม่สามารถยึดอายัดไว้ได้เพราะเป็นของปลอม ส่วนเหตุผลที่แท้จริงตนไม่ทราบ ดังนั้น จึงนำทองมาคืนให้พนักงานสอบสวน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีในการกระทำความผิด การให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง ตนไม่เคยคิดจะออกมาต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะก่อนเดินทางมาวันนี้ต้องไปพบแพทย์เนื่องจากมีอาการเครียดและกังวลในหลายๆเรื่อง จนเกิดความกลัว“ยืนยันว่าประเด็นเรื่องเงินที่โอนให้ตำรวจ มีสลิปการเบิกจ่ายและพยานรู้เห็น ส่วนทองคำมีหลักฐานการซื้อและตั๋วจำนำชัดเจน เคยเอาไปจำนำได้เงิน 132,000 บาท วันนี้นำหลักฐานมาให้พนักงานสอบสวนด้วย ตอนสามีถูกจับใช้ชั่งน้ำหนักได้ 42.63 กรัม ตอนซื้อมาน้ำหนัก 45 กรัม แต่ตอนชั่งใหม่ล่าสุดเมื่อวานใช้เครื่องชั่งเดิมได้ 55 กรัม นอกจากนี้ยังมีรูปตอนใส่สร้อยข้อมือด้วย มันมีตำหนิ และสีไม่ได้เข้มแบบนี้ ส่วนสาเหตุที่สามีเซ็นชื่อในบันทึกการจับกุม เนื่องจากเห็นว่าเป็นขั้นตอนของเจ้าหน้าที่จึงให้ความร่วมมือ” น.ส.ชนิภรณ์กล่าวก่อนขอตัวเข้าห้องสอบสวนผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ น.ส.ชนิภรณ์เดินทางไปออกรายการโหนกระแส ให้สัมภาษณ์ในรายการว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2568 มีผู้หญิงโทร.เข้าโทรศัพท์สามีบอกว่า สามีถูกคดีสมคบกันค้ายาเสพติด ตำรวจ สน.คลองตันกำลังจะออกหมายจับ ให้เอาเงินไปให้ตำรวจ 4 หมื่นบาท เพราะตำรวจจับนายโอ๋ ญาติห่างๆของสามีได้ให้การซัดทอด และบอกว่ามีเส้นการเงินเกี่ยวพันกัน ตนกับสามีไม่เชื่อไม่มีการโอนเงิน กระทั่งวันที่ 9 เม.ย. ตำรวจโทร.มาบอกว่าให้จ่ายเงิน 4 หมื่นบาทเพื่อยกเลิกหมายจับ ขอดูหลักฐาน ตำรวจบอกว่าถ้าจะขอดูหลักฐานไม่เอาแล้ว 4 หมื่นบาทแต่เพิ่มเป็น 250,000 บาท และเพิ่มอีกเป็น 5 แสนบาท ตนให้ญาติสามีนำเงินสดมาให้ 120,000 บาท และโอนให้อีก 130,000 บาท แล้วเอาไปให้ตำรวจที่ สน.คลองตันต่อมาวันที่ 5 พ.ค.68 ตำรวจมาหาที่บ้าน แต่สามีไม่อยู่พาตนไปที่ สน.คลองตัน บอกว่าให้จ่ายเงิน 70,000 บาท อ้างว่าตนเกี่ยวพันกับสามีจะถูกจับด้วย ตำรวจเปิดกระเป๋าตนเจอเลสทอง บอกให้เอาไปจำนำ แต่ตนไม่ยอม ยืมเงินแฟนมีเด็กตำรวจตามไปที่ตู้เอทีเอ็มกดเงินครั้งแรก 2 หมื่นบาทอีก 13,000 บาทโอนให้เด็กตำรวจ และยืมญาติมาอีก 17,000 บาท รวมยอดจ่าย 55,000 บาท กระทั่งวันที่ 25 มิ.ย.68 ตำรวจบุกเข้ามาในบ้านโดยที่ไม่มีหมายค้น จับกุมสามีไปพร้อมยึดของกลางไปหลายรายการ นาฬิกาประมาณ 12 เรือน สร้อยคอน้ำหนัก 5บาท เลสทองน้ำหนัก 3 บาท โทรศัพท์มือถือ ไอแพด เงินสด 6 หมื่นบาท แต่ลงบันทึกจับกุมแค่ 1 หมื่นบาท ต่อมาพนักงานสอบสวนเรียกให้ไปรับนาฬิกาคืนเพราะเป็นของปลอม แต่นาฬิกาแทค ฮอยเออร์ของแท้หายไป ไม่ได้อยู่ในบันทึกของกลางอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่