“การฟ้องคดีปิดปาก” คือการที่ผู้มีอิทธิพลหรือหน่วยงานใช้กระบวนการทางศาลมาฟ้องร้องดำเนินคดีกับประชาชน นักกิจกรรม หรือสื่อมวลชน เพื่อกลั่นแกล้งและ ขัดขวางการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ประธานศาลฎีกาได้ลงนามใน “คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569” เพื่อเป็นแนวทางในการตรวจสอบและสกัดกั้นการฟ้องคดีในลักษณะนี้อย่างเป็นรูปธรรมสาระสำคัญของการคุ้มครองและกฎหมาย เน้นย้ำว่า... วัตถุประสงค์ของการฟ้องคดี มุ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายและทำให้เกิดความกลัวมากกว่าการต้องการเอาชนะคดีความจริงการตรวจสอบในชั้นศาล...ศาลสามารถตรวจสอบและกลั่นกรองสิทธิการฟ้องร้อง หากพบว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือมุ่งกลั่นแกล้ง ศาลมีอำนาจ “ยกฟ้อง” หรือสั่งไม่รับฟ้องได้ตั้งแต่ชั้นพิจารณาแนวทางปี พ.ศ.2569 มุ่งเน้นไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ยืนยันหลักการสำคัญไว้ว่า “กระบวนการยุติธรรม” จะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยเฉพาะการฟ้องคดีที่อาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต“คุกมีไว้ขังคนจน...และกฎหมายมีไว้ปรนเปรอคนมีเงิน?” วาทกรรมอมตะที่ยังคงดังก้อง และทิ่มแทงหัวใจคนเล็กคนน้อยในสังคมไทยเสมอนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พ.ศ.2569 ยิ่งในยุคที่ทุนใหญ่ควบรวมกลืนกินประเทศ? และกลไกอำนาจรัฐบางส่วนกลายเป็น “เบี้ยล่าง” ของกลุ่มอิทธิพล?...อาวุธชิ้นใหม่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ นักสิทธิมนุษยชนและนักข่าวขาลุยเชิงสืบสวนสอบสวน จึงไม่ใช่ปืนหรือระเบิด...แต่คือ “กระดาษตราครุฑ” เอกสารฟ้องร้อง ซึ่งก็คือมหกรรม SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือที่สังคมไทยรู้จักในนาม “การฟ้องปิดปาก”กลยุทธ์สำคัญทางกฎหมายที่ “ไม่เคยหวังชนะคดีแต่หวังบดขยี้ให้เหยื่อสิ้นเนื้อประดาตัว”หากเปิดตำรากฎหมาย การฟ้องร้องย่อมหมายถึงการเรียกร้องความยุติธรรมและการพิสูจน์ความจริง แต่สำหรับ “ทุนสีเทา” หรือ “ทุนยักษ์ข้ามชาติ” และ “ข้าราชการฉ้อฉล” พวกเขาไม่ได้ต้องการคำพิพากษาว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะลึกๆในใจรู้ดีว่าสิ่งที่ชาวบ้านหรือนักข่าวแฉนั้น...คือความจริง แล้วพวกเขาฟ้องไปเพื่ออะไร? คำตอบเด่นชัดในทางยุทธวิธีปฏิบัติมีอยู่ 3 ประเด็นด้วยกัน คือ หนึ่ง...ตัดท่อน้ำเลี้ยง บั่นทอนกำลังกาย...กำลังทรัพย์ ลำพังชาวบ้านริมน้ำที่ลุกขึ้นมาต้านโรงงานนรก หรือนักข่าวท้องถิ่นเงินเดือนไม่กี่หมื่น เมื่อเจอหมายศาลเรียกค่าเสียหาย “10 ล้าน...50 ล้าน...หรือ 100 ล้านบาท”แค่เห็นตัวเลขก็หัวใจแทบวาย ไหนจะต้องหาเงินประกันตัว ค่าทนายความ ค่าเดินทางไปศาลปีละหลายสิบครั้ง จนไม่มีเวลาทำมาหากิน สุดท้ายก็ “เฉาตาย” ไปเองในระบบกระบวนการยุติธรรมสอง...สร้าง “หอคอยแห่งความกลัว” เชือดไก่ให้ลิงดู การฟ้องแกนนำชาวบ้าน 1 คน คือการขู่ชาวบ้านอีก 100 คนในชุมชนไม่ให้ปริปาก การฟ้องนักข่าว 1 สำนัก คือการส่งสัญญาณเตือนสื่อทั้งประเทศว่า “ถ้ามึงกล้าแหยมเรื่องของกู มึงเตรียมตัวเจ๊ง” เป็นการสร้างสภาวะสมยอมเงียบ ให้สังคมหุบปากไปโดยปริยายสาม...ซื้อเวลา–เบี่ยงเบนสปอตไลต์ แทนที่สังคมจะสนใจเรื่อง “โรงงานปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ” หรือ “นักการเมืองโกงงบประมาณ” พอกลายเป็นคดีความ ทุนใหญ่จะอ้างทันทีว่า “เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ไม่ขอให้ความเห็น”...เป็นการดับไฟสปอตไลต์ที่กำลังส่องความชั่วร้ายของตัวเองได้อย่างแนบเนียนตั้งข้อสังเกตสำคัญได้ว่า “พวกเขาไม่ได้อยากเอาเราเข้าคุกตั้งแต่วันแรก แต่เขาอยากให้เราหมดแรงตายอยู่ระหว่างทางเดินไปศาล” เสียงสะท้อนหนึ่งจากทนายความสิทธิมนุษยชนผู้ฟัดกับทุนใหญ่มาอย่างยาวนานระบุทว่าที่น่าสลดใจที่สุดคือ “กระบวนการยุติธรรมไทย” มักตกเป็น “เครื่องมือโดยซื่อ” ของคนพวกนี้ ระบบกล่าวหาของไทยเปิดช่องให้ใครฟ้องใครก็ได้ ศาลท่านก็ต้องรับฟ้องตามขั้นตอน แม้ท้ายที่สุดแล้ว ศาลจะยกฟ้องหลังจากสู้คดีกันไป 3-5 ปี แต่ถามว่าความยุติธรรมที่มาถึงในวันที่ชาวบ้านบ้านแตกสาแหรกขาด เงินออมทั้งชีวิตหมดไปกับค่าทนาย...ยังจะเรียกว่า “ความยุติธรรม” ได้เต็มปากหรือ?ในหลายคดีที่ผ่านมา ทุนบางกลุ่มใช้วิธี “กระจายฟ้อง” เช่น เหตุเกิดที่เชียงราย แต่ไปฟ้องที่ศาลนราธิวาส เพื่อแกล้งให้จำเลยต้องเดินทางข้ามภาคข้ามจังหวัดอันห่างไกล ยอมกราบเท้าขอขมาเพื่อจบเรื่อง และที่น่าสมเพชคือ กฎหมายต้านการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) ในเมืองไทย เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 และ 165/2 ที่เคยคาดหวังว่าจะมาเป็นเกราะคุ้มครองชาวบ้าน ในความเป็นจริงกลับถูกบังคับใช้เหมือน “เสือกระดาษ”ทนายทุนใหญ่ยังคงหาช่องโหว่ซิกแซ็กฟ้องร้องกลั่นแกล้งได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน?ตราบใดที่ประเทศไทยยังปล่อยให้ “เงิน” ซื้ออำนาจในการรังแกคนบริสุทธิ์ผ่านช่องโหว่ของกฎหมาย วันนั้นคำว่า “สิทธิมนุษยชน” หรือ “เสรีภาพสื่อ” ก็เป็นได้แค่ราคาคุยบนเวทีโลกหรือไม่?“กระบวนการยุติธรรม”...อย่าปล่อยให้คนดี คนกล้า และคนจนในประเทศนี้ ต้องติดคุกหรือสิ้นเนื้อประดาตัว เพียงเพราะพวกเขาพูด “ความจริง” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของแผ่นดิน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม