เหตุความรุนแรง...การปะทุของความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทยอยเกิดขึ้นมาเป็นระลอกๆ ในช่วงที่ผ่านมานี้มีความน่าสนใจและทวีความรุนแรงในมิติเชิงโครงสร้างอย่างยิ่งมุมมองนักวิชาการสันติวิธี ในฐานะผู้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่แค่เหตุความรุนแรงรายวันทั่วไป แต่มี “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่ส่งผลกระทบต่อทั้ง...มิติการเมือง ความมั่นคง และ ภาพลักษณ์ของรัฐบาล อย่างรุนแรงหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ...มิติทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรม จากกรณีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ฯ เหตุการณ์ลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (20 มี.ค.2569) ถือเป็นยุทธวิธี “เด็ดหัวตัวแทนมวลชน” ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนสูงมาก ทั้งยังเป็นคดีที่มีความสลับซับซ้อนเคลือบแคลง?เนื่องจากสถานะของผู้ถูกกระทำ นายกมลศักดิ์เป็น สส.สายกฎหมาย (อดีตทนายความศูนย์ทนายความมุสลิม) ที่มีบทบาทสูงในพื้นที่และสังกัดพรรคประชาชาติซึ่งเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาไฟใต้ด้วยแนวทางพึ่งพากระบวนการยุติธรรมและการเจรจา...ถ้ากลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบมีส่วนไม่มากก็น้อย“การโจมตีครั้งนี้...เท่ากับเป็นการท้าทายแนวทางการแก้ปัญหาด้วยระบบสภา” ชนวนเหตุ “รถราชการ” ข้อสืบสวนที่พบว่ารถปิกอัพผู้ก่อเหตุมีรายงานว่าเป็นรถที่เกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานรัฐคือระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุด สื่อสะท้อนว่ากำลังตอกย้ำความหวาดระแวงของคนในพื้นที่ต่อเรื่อง “เจ้าหน้าที่รัฐนอกแถว” หรือไม่? ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นใดในเงื่อนปมการสืบสวนสอบสวนเชิงลึก บทสรุปจะเป็นไปในทิศทางไหน...สิ่งนี้ได้ทำลายความไว้วางใจ ในกระบวนการสันติภาพที่รัฐพยายามสร้างมาโดยตลอดย้ำว่า...กรณีนี้เสมือนบีบให้ “รัฐบาล” และ “กองทัพ” ต้องชี้แจงอย่างโปร่งใส หากเงียบหายก็จะกลายเป็น “แผลกดทับ” ที่ทำให้ “ไฟใต้ปะทุ” หนักกว่าเดิมตอกย้ำ...วิกฤติความเชื่อมั่น ประชาชนในพื้นที่เริ่มรู้สึกว่า แม้แต่ สส.หรือตำรวจยังปกป้องตัวเองไม่ได้ แล้วราษฎรธรรมดาจะพึ่งใคร “ความกลัว” จะทำให้ชาวบ้านปฏิเสธการให้ความร่วมมือกับรัฐ?ถัดมา...มิติทางยุทธวิธีและการทำลายขวัญ กรณีดักยิงดาบตำรวจที่ อ.ยะรัง เหตุการณ์นี้ทำให้ภรรยาเสียชีวิตขณะอุ้มลูกวัย 2 เดือน สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ หรือ...อาจจะเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่น่ากลัวขึ้นละทิ้ง “เป้าหมายอ่อนแอ” สายพุทธ สู่การโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐสายมุสลิม (ถ้ามี)...การโจมตีตำรวจในพื้นที่ชุมชน (ใกล้โรงเรียนประสานมูลนิธิวิทยา) แสดงให้เห็นว่าคนร้ายไม่กังวลเรื่องผลกระทบข้างเคียงการที่ผู้สูญเสียเป็นแม่ที่อุ้มลูกทารกวัย 2 เดือน เป็นภาพที่สร้างความหวาดกลัวและหดหู่ให้แก่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในพื้นที่อย่างรุนแรง ส่งสัญญาณว่า “ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป แม้จะอยู่กับลูกเมีย” ซึ่งเป็นการทำลายขวัญกำลังใจของฝ่ายปราบปรามโดยตรงสะท้อนได้อีกหรือไม่ว่า...เหตุรุนแรงที่พุ่งเป้าไปที่กลไกการเมือง (สส.) และกลไกความมั่นคงระดับปฏิบัติการ (ตำรวจ) แสดงว่า “กลุ่มติดอาวุธ” ในพื้นที่ “ไม่เอาด้วย” กับข้อตกลงบน “โต๊ะเจรจา” ในปัจจุบันข้อสังเกตสำคัญมีว่า...การกลับมาเกิดเหตุรุนแรงระลอกนี้ ทิ้งระยะห่างไม่นานจากวาระครบรอบเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และประเด็นทางการเมืองในส่วนกลาง จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า เป็นการ “ส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์” เพื่อดิสเครดิตแผนยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ของรัฐบาลปัจจุบันและ...เป็นการประกาศศักดาของ “แกนนำรุ่นใหม่” ในพื้นที่ก็อาจเป็นได้มุมคิดสำคัญ...การปะทุของความไม่สงบระลอกนี้ผ่านมิติ “เงื่อนเวลาทางประวัติศาสตร์” และ “พลวัตทางการเมืองส่วนกลาง” เผยให้เห็นการยกระดับยุทธวิธีที่มีความซับซ้อนและเป็นระบบมากกว่าแค่การก่อเหตุรายวัน โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์พบกลยุทธ์การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์และการเมืองซ่อนอยู่การเลือกก่อเหตุอุกอาจในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการคำนวณจังหวะเวลาทางการเมืองเพื่อส่งผลกระทบต่อรัฐบาลส่วนกลางโดยตรง...“รัฐบาลปัจจุบันมักชูนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ นำพาความเจริญและการเจรจาสันติภาพเป็นธงนำในการดับไฟใต้ การโจมตีบุคคลระดับ สส. และเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง เป็นการส่งข้อความตรงถึงกรุงเทพฯ (ส่วนกลาง) ว่า ...ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลล้มเหลวและใช้ไม่ได้จริงในภาคปฏิบัติ”เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นตัดหน้าหรือไล่เลี่ยกับวันครบรอบเชิงประวัติศาสตร์ เช่น เหตุการณ์ตากใบ หรือกรือเซะ เป็นยุทธวิธีดั้งเดิมที่ถูกอัปเกรดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลส่วนกลางและกองทัพไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้จริง แม้จะมีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษมานานนับทศวรรษ มุ่งทำลายภาพลักษณ์ความมั่นคง จับตาประเด็นพลวัตภายใน การประกาศศักดาของ “แกนนำรุ่นใหม่” สะท้อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างภายในของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ด้วยว่า...แกนนำรุ่นเก่าเน้นอุดมการณ์รัฐปัตตานี... ยุทธวิธีแบบดั้งเดิม...เจรจาเชิงนโยบาย เมื่อเกิดช่องว่างสภาวะผู้นำ... สมาชิกถูกจับกุม-เสียชีวิตในขณะที่แกนนำรุ่นเก่าอาจเริ่มโอนอ่อนตามเงื่อนไขบนโต๊ะเจรจาสันติภาพ แต่การปฏิบัติการที่รุนแรงและแหวกแนวของรุ่นใหม่สะท้อนถึงการปฏิเสธข้อตกลงเหล่านั้น และต้องการกำหนดเงื่อนไขใหม่ด้วยกำลังแกนนำรุ่นใหม่สะสมความแค้นจากประวัติศาสตร์บาดแผล ต้องการ “สร้างผลงาน” เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเต็มตัว ปฏิบัติการแต่ละครั้งจึงมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายแข็ง ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ของรัฐบาลปัจจุบันที่เน้นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจและการประนีประนอม กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรงด้วยโจทย์หินข้อใหม่“รัฐบาล”...“ฝ่ายความมั่นคง” ต้องอ่านเกมเชิงสัญลักษณ์นี้ให้ออก หากยังใช้ตำราเล่มเดิมรับมือกับ “คนรุ่นใหม่” ในขบวนการ...เหตุรุนแรงชายแดนใต้อาจทวีความรุนแรงไปมากกว่านี้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม