คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีมหาดไทย ทำพิธีเปิดใช้งาน โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ไปเรียบร้อยแล้ว 6 โมงเช้าเมื่อวานนี้ รัฐบาลช่วยจ่ายร้อยละ 60 ประชาชนจ่ายเองร้อยละ 40 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้กับร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศมีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิกว่า 26.04 ล้านคน จากเป้า 30 ล้านคนเหลือสิทธิ 3.96 ล้านสิทธิ ผู้ลงทะเบียนส่วนใหญ่เคยร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มาแล้วกว่า 18.9 ล้านคน เป็นผู้ลงทะเบียนหน้าใหม่เพียง 7.14 ล้านคน ถือว่าประชาชนให้ความสนใจมากพอสมควรโครงการนี้ รัฐบาลสนับสนุนเงินให้คนละไม่เกิน 200 บาทต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน ถ้าใช้เหลือไม่สามารถสะสมเงินข้ามเดือนได้ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. ถึง 30 ก.ย. เป็นเวลา 4 เดือน เท่ากับได้เงินช่วยเหลือคนละ 4,000 บาทคุณลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสะสมแล้ว 1.04 ล้านราย เป็นร้านค้าสมัครใหม่ 69,582 ราย เป็นกลุ่มร้านค้าเดิม 977,000 ราย ข้อมูลล่าสุดพบว่า ร้านค้าเดิมกดยืนยันเข้าร่วมโครงการสำเร็จแล้ว 693,000 ราย ยังมีอีก 340,000 ร้านค้าที่ยังไม่ได้กดยืนยันสิทธิ จากข้อมูลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 595,139 ราย ร้านค้าทั่วไป 274,334 ราย ร้านธงฟ้า 160,702 ราย รวมทั้งรถไฟฟ้า 4 สาย น้ำเงิน ม่วง ชมพู เหลือง เข้าร่วมโครงการด้วยแม้จะจ่ายเป็นสัดส่วน 60/40 แต่ขั้นตอนการจ่ายเงินก็ไม่ยุ่งยาก เพราะ “แอปเป๋าตัง” ช่วยคำนวณให้เสร็จว่าเราต้องจ่ายเท่าไหร่ ก่อนจะกดยืนยันการจ่ายขั้นตอนการใช้จ่าย เริ่มต้นประชาชนผู้ใช้สิทธิต้องเติมเงินเข้าในกระเป๋า G-Wallet ของตัวเองก่อน เป็นจำนวนเงิน 667 บาท เพื่อสมทบกับวงเงินที่รัฐบาลสนับสนุน 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,667 บาทต่อเดือน โครงการ 4 เดือน รัฐจ่ายให้คนละ 4,000 บาท ประชาชนต้องจ่ายเองคนละ 2,667 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,667 บาท โดยมีเงื่อนไขการใช้จ่ายคือ รัฐบาลสนับสนุนวันละไม่เกิน 200 บาท ประชาชนต้องจ่ายเองอีก 133 บาทตามสัดส่วน 60/40 สรุปก็คือ ใช้จ่ายจริงได้สูงสุดวันละไม่เกิน 234 บาท ถ้าใช้จริงทั้ง 26 ล้านคน ก็จะมีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจวันละ 6,084 ล้านบาทแต่ในความเป็นจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไปบทวิเคราะห์จาก BBL Research ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัส มีเป้าหมายหลัก กระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น (Short-term Demand Stimulus) เพื่อพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่ชะลอตัว ที่ผ่านมาสามารถช่วยเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชนและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบได้จริง โดยเฉพาะช่วงที่กำลังซื้อของภาคครัวเรือนอ่อนแอ ดังนั้น ผลของมาตรการ อาจเป็นเพียง “การเร่งเวลาใช้จ่าย” มากกว่าการ “สร้างกำลังซื้อใหม่” อย่างแท้จริง เพราะประชาชนอาจนำการใช้จ่ายในอนาคตมาใช้ ส่งผลให้เกิดผลเชิงบวกกระจุกตัวในระยะสั้น ขณะที่ประสิทธิผลในระยะยาวยังจำกัดบทวิเคราะห์ระบุอีกว่า แม้มาตรการจะถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย และพยุงผู้ประกอบการรายย่อย แต่ในทางปฏิบัติ ประโยชน์ของมาตรการอาจไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมอย่างที่สังคมคาดหวัง เพราะ ทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อใช้สิทธิให้คุ้มค่า ส่งผลให้ร้านค้าที่มีสินค้าแพงกว่า ร้านขนาดใหญ่กว่า หรือร้านที่มีระบบพร้อมกว่า มีโอกาสได้รับประโยชน์มากกว่าร้านค้าย่อยผมเห็นด้วยกับบทวิเคราะห์ของธนาคารกรุงเทพ “รถพุ่มพวง” ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ที่ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ คุณศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รัฐมนตรีพาณิชย์ นำไปโชว์ที่ทำเนียบรัฐบาลคือตัวอย่างที่ดี มีผักสดห้อยอยู่ไม่กี่อย่าง ที่เหลือเป็นสินค้าจากโรงงานเจ้าสัวทั้งนั้น จะรวยกันไม่ไหวอีกแล้วนะเนี่ย.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม