“อนุทิน” ต้อนรับหารือ “โต เลิม” กระชับความสัมพันธ์ 50 ปีไทย-เวียดนาม จับมือต่อยอดเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ คุมบังเหียนเศรษฐกิจแห่งอนาคตของอาเซียน ผนึกกำลังปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งสแกมเมอร์ “ยศชนัน” ตีปีก ปชน.ร่วมลงชื่อหนุนร่างแก้ไข รธน.ฉบับ พท. เชื่อ รธน.ใหม่ได้แจ้งเกิด สว.ตั้งแท่นหารือศาล รธน. จัดคูหาเพื่อเลือก ส.ส.ร.ทำได้หรือไม่ “นรเศรษฐ์” เล็งล่าชื่อ 140 สส.-สว.ชงร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน. สภาเลื่อนวาระพิจารณาส่งตัว “ชนนพัฒฐ์” ไป 29 พ.ค. “ธนาธร” โล่งอก ศาลอาญายกฟ้องคดีหมิ่นเบื้องสูง ชี้ไลฟ์สด “วัคซีนพระราชทาน” วิจารณ์การทำงานของ “พล.อ.ประยุทธ์” ไร้เจตนาดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายสถาบันฯนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและนางโง เฟือง ลี ภริยา ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล หารือต่อยอดความสัมพันธ์ 50 ปีไทย-เวียดนามมุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตของอาเซียนนายกฯต้อนรับ ปธน.เวียดนามเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 พ.ค. ที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว. มหาดไทย ให้การต้อนรับนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและนางโง เฟือง ลี ภริยา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศ ไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล นายกฯนำประธานาธิบดีเวียดนามร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ จากนั้นเชิญประธานาธิบดีเวียดนาม และภริยาเข้าสู่ตึกไทยคู่ฟ้า ลงนามในสมุดเยี่ยม และชมของที่ระลึก ณ ห้องสีงาช้าง ก่อนหารือกลุ่มเล็ก แลกเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ในภูมิภาคและระดับโลก พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ยกระดับความร่วมมือระหว่างไทย-เวียดนามในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือระดับภูมิภาค ก่อนหารือเต็มคณะ ที่ตึกภักดีบดินทร์ โดยมีรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฉลองสัมพันธ์ 50 ปีเติบโตไปด้วยกันต่อมาเวลา 11.35 น. ที่ตึกสันติไมตรี นายอนุทินและนายโต เลิม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ประกอบด้วย แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม ปี 2569-2574 การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยา ศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและเวียตเจ็ท และบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น จากนั้นได้ร่วมกันเป็นประธานพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย- เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” สะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกันและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ นำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-พัฒนา ศก.นายอนุทินกล่าวว่า ยินดีที่เลือกเยือนประเทศ ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียน สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ด้านประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวว่า ขอบคุณรัฐบาลและชาวไทยที่ต้อนรับอย่างอบอุ่นสมเกียรติ ขอชื่นชมความสำเร็จของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เชื่อมั่นว่าไทยจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯสรุปผลหารือเต็มคณะว่า ได้หารือถึงประเด็นต่างๆ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ Online Scam และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ด้านเศรษฐกิจ เห็นตรงกันถึงความจำเป็นเสริมสร้างความร่วมมือใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีโดยเร็ว ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยินดีแลกหนังสือทางการทูตระหว่างหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีการเกษตรต่อยอดมิตรภาพสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ห้องบอลรูม ชั้น 4 โรงแรม เดอะริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมนายโต เลิม ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดงาน Thailand-VietNam Business Forum 2026 หัวข้อ “Growing Together: Celebrating 50 Years of Thailand-Viet Nam Relations” โดยนายอนุทินกล่าวว่า โอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้พัฒนาจาก “มิตรภาพ” สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ไทยและเวียดนามเป็น 2 ประเทศเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน ต่างเร่งสร้าง “New Engines of Growth” ผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมสีเขียว อาหารแห่งอนาคต หากเชื่อมโยงศักยภาพเข้าด้วยกัน จะไม่ใช่เพียงฐานการผลิตของภูมิภาค แต่จะเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตของอาเซียน ปัจจัยสำคัญกำหนดอนาคตคือภาคเอกชน ไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุน มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ปรับปรุงกฎระเบียบ และมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ด้านนายโต เลิม กล่าวว่า ยืนยันสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนระหว่างไทย-เวียดนาม ในทุกภาคส่วน ต่อมาเวลา 19.00 น. นายอนุทินและภริยา เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นเกียรติแก่นายโต เลิม และภริยา ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล“โง เฟือง ลี” เยี่ยมชมวัดพระแก้วขณะที่เวลา 10.00 น. นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ต้อนรับและนำนางโง เฟือง ลี ภริยานายโต เลิม เข้าเยี่ยมชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ณ พระบรมมหาราชวัง และเข้าสักการะพระแก้วมรกต สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของไทย ชื่นชมความวิจิตรงดงามสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม จากนั้นไปยังพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ พระบรมมหาราชวัง เยี่ยมชมนิทรรศการผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ โดยนางธนนนท์ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน เป็นเกียรติแก่นางโง เฟือง ลี ณ วังจักรพงษ์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองบทบาทสตรีเชื่อมความสัมพันธ์ระดับประชาชน การส่งเสริมความเข้าใจอันดี และความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมในอนาคต“ยศชนัน” ชี้เรื่องดี ปชน.ร่วมลงชื่อเมื่อเวลา 09.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) ร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรค พท.ว่า เป็นเรื่องดี ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ไม่มีการแบ่งแยกฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน สามารถร่วมกันได้เรื่องรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องดี น่าจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่น เป็นสิ่งที่ได้พูดไว้ก่อนเลือกตั้ง และเป็นไปตามที่ประชาชนมีประชามติออกมาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้จะทำให้เต็มที่สว.หารือศาล รธน.ตั้งคูหาเลือก ส.ส.ร.นายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว. ประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภากล่าวว่า กมธ.ทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ หารือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ประเด็นเงื่อนไขห้ามประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรง เพื่อเป็นทางออกการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ให้มี ส.ส.ร. มีประเด็นถกเถียงจะให้มีการจัดคูหาเพื่อเลือก ส.ส.ร.ได้หรือไม่ หากตัดสินกันเองว่าไม่มีคูหาให้ประชาชน เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขออกไป อาจไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน หรือหากจำกัดการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น อาจกระทบต่อความชอบธรรม รัฐสภาต้องคุยกันหากต้องการความชัดเจน ควรชะลอการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไปก่อน การมองว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไปแล้วควรเปิดประตูทีละบาน กมธ.พัฒนาการเมือง จะทำเท่าที่มีหน้าที่เพื่อหาทางออก อาจลองยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการมีคูหาเลือก ส.ส.ร.“นรเศรษฐ์” ล่าชื่อยื่นร่างแก้ไข รธน.นายนรเศรษฐกล่าวอีกว่า ส่วนการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีแนวคิดเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมีมุมแตกต่างจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนคือ อยากเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนช่วงกลางน้ำ จึงออกแบบสร้างการมีส่วนร่วมที่ประชาชนมีความหมายคือ หากมีประเด็นใดที่เห็นต่าง อยากให้ทำประชามติหรือบรรจุเป็นประเด็นที่ต้องนำไปทำประชามติในคราวเดียวกัน เพื่อหาฉันทามติ ขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างเนื้อหาก่อนขอเสียงจาก สว.และ สส.ให้ได้ 140 รายชื่อยื่นต่อรัฐสภาสภาเลื่อนพิจารณาส่งตัว “ชนนพัฒฐ์”ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28 พ.ค.ที่มีวาระพิจารณาส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำตัวไปสอบปากคำคดีพัวพันเว็บพนัน และการฟอกเงิน แต่ปรากฏการณ์ประชุมสภาฯวันที่ 28 พ.ค.มีวาระการประชุมจำนวนมาก ไม่สามารถพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ทัน จึงขอเลื่อนวาระการพิจารณาส่งตัวนายชนนพัฒฐ์เข้าสู่ที่ประชุมสภาฯในวันที่ 29 พ.ค.แทน จะเป็นการประชุมสภาฯนัดพิเศษ เพื่อพิจารณากฎหมายที่คั่งค้างต่างๆ“วรงค์” ลั่น ต้องไม่มีเอกสิทธิ์เหนือ ปชช.นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงจุดยืนพรรคไทยภักดีสนับสนุนส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ให้ดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาคดีเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ว่า เจตนารมณ์ รัฐธรรมนูญ มาตรา 125 แม้จะคุ้มครอง สส.ในสมัยประชุมสภา เป้าหมายสำคัญต้องไม่เป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง ทุกคนและสื่อมวลชนมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วเหตุผลคืออะไร ช่วงหาเสียงทุกพรรคประกาศชัดเจนว่า จะต่อต้านทุนเทา ต้องถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทุนเทาหรือไม่ หากนายชนนพัฒฐ์ไม่ใช่ สส.มีสิทธิ์เลื่อนไม่ไปรายงานตัวต่อดีเอสไอหรือไม่ หากเราปล่อยให้ สส.ใช้เอกสิทธิ์อย่างไม่เหมาะสม ประชาชนอาจมองว่า สส.ใช้เอกสิทธิ์มากเกินไปยกฟ้อง “ธนาธร” คดีหมิ่นเบื้องสูงเมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 814 ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กรณีเมื่อวันที่ 18 ม.ค.64 จำเลยไลฟ์สดในเฟซบุ๊กวิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” เข้าข่ายบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์และการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลบิ๊กตู่ จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัว โดยนายธนาธรมาฟังคำพิพากษาตามนัด เดินส่งยิ้มชูกำปั้นบอกกับสื่อมวลชนว่า “มีกำลังใจดี” ก่อนเข้าอาคารศาลอาญาชี้วิจารณ์การทำงาน “พล.อ.ประยุทธ์”ศาลอ่านคำพิพากษาว่า พิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่าในไลฟ์สดจำเลยพูดถึงการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกฯในขณะนั้นว่าจะรับมือกับสถานการณ์ได้หรือไม่ เพราะการแทงม้าตัวเดียวหมายถึงการใช้วัคซีนจากบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์เพียงเท่านั้น อาจเกิดความล่าช้าไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้ ส่วนคำว่าวัคซีนพระราชทานใครได้ใครเสียนั้นหมายถึงประชาชนทั่วไป อาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการใช้วัคซีนแอสตราเซเนกาเพียงบริษัทเดียว เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีเจตนาจะดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายสถาบัน พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน พิพากษายกฟ้องจี้ฝ่ายยุติธรรมเลิกเอาใจฝ่ายการเมืองนายธนาธรเปิดเผยว่า ศาลพิเคราะห์แล้วว่าไม่มีเนื้อหาส่วนไหนล่วงละเมิดสถาบัน แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ส่วนตัวโล่งใจ แต่ยังมีนักโทษการเมืองจำนวนมากที่ไม่ได้รับสิทธิ์ในการประกันตัว บางคนติดคุก ไม่ได้เป็นอาชญากร ไม่ได้ฆ่าใคร แค่มีความคิดและพูดเห็นต่างเท่านั้น จำเป็นต้องมีคนต่อสู้เพื่อให้เป็นธรรม การพิจารณาของศาลวันนี้สอดคล้องกับที่นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา มอบนโยบายเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าคดีเกี่ยวข้องกับคดีการเมือง คดีฟ้องปิดปากให้ยกฟ้องทั้งหมด เพราะประเทศไทยเสียทรัพยากรเป็นอย่างมาก ไม่ว่าเวลาของผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ศาล อัยการ ตำรวจ ขอเรียกร้องบุคคลในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดอย่าเอาใจฝ่ายการเมือง ให้ยืนยันในหลักการอย่างหนักแน่น ไปใช้เวลากับคดีที่ต้องการความเร่งรัดคดีอื่นดีกว่าต่อมานายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า สำนักงานอัยการสูงสุดรับทราบคำพิพากษาของศาลแล้ว การจะอุทธรณ์คำพิพากษาหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏในสำนวนและคำพิพากษา“ทักษิณ” รายงานตัว จนท.คุมประพฤติเมื่อเวลา 14.09 น. ที่สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงยีนส์สีกรมท่า รองเท้าหนังหุ้มส้นสีดำ ข้อเท้าข้างซ้ายยังคงสวมกำไล EM เดินสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้ทักทายสื่อมวลชน พร้อมนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ ก่อนเข้าพบพนักงานคุมประพฤติรายงานตัวคุมประพฤติครั้งที่ 1 เดิมทีต้องรายงานตัวคุมประพฤติเมื่อวันที่ 25 พ.ค. แต่แจ้งขอเลื่อนมาเป็นวันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวถามนายทักษิณว่าเป็นอย่างไร สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง นายทักษิณยิ้มแย้มตอบผู้สื่อข่าวแค่ว่า “ดีๆไม่มีอะไร” ก่อนขึ้นไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติ ก่อนหน้านี้ช่วงเวลา 13.30 น. มีรถยนต์ส่วนตัวนายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ขับเข้ามาภายในสำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรอรับรายงานตัวอดีตนายกฯยิ้มแย้มสวมกอดขอบคุณคนเสื้อแดงต่อมาเวลา 14.19 น. นายทักษิณ และนายวิญญัติ เดินกลับลงมาได้ไปพูดคุยสวมกอดขอบคุณคนเสื้อแดง ที่มาให้กำลังใจตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วหันมาคุยกับทนายวิญญัติสั้นๆ ผู้สื่อข่าวถามว่า การรายงานตัวเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้เจอถึง 17 วัน นายทักษิณยิ้มตอบว่า ตามประสาคนแก่ รายงานตัววันนี้ไม่มีอะไร ถือเป็น formality (พิธีการ) ก่อนขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเดินทางกลับออกจากสำนักงานคุมประพฤติฯ“เฮ้ง” ส่งทนายให้ปากคำเพิ่มคดี “ไอซ์” หมิ่นเมื่อเวลา 13.00 น. ที่ สน.ทองหล่อ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทีมทนายความ รับมอบอำนาจจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เข้าพบ พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ สว. (สอบสวน) สน.ทองหล่อ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมกรณีแจ้งความดำเนินคดี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กรณีโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทำให้เสียหายต่อชื่อเสียงนายณัฐวุฒิเปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนเรียกพยานเข้าสอบปากคำเพิ่มเติม พยานคนดังกล่าวเป็นพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดการโพสต์ข้อความเข้าข่ายหมิ่นประมาทผ่านโซเชียลมีเดีย คาดว่าหลังให้ปากคำแล้วเสร็จ พนักงานสอบสวนจะทำหนังสือส่งไปยังประธานรัฐสภา ขอตัว น.ส.รักชนกมาดำเนินคดี ช่วงนี้เป็นช่วงสมัยประชุมรัฐสภา อาจต้องใช้เวลาอีกกว่า 1 เดือน จึงจะเรียกตัว น.ส.รักชนกเข้าพบพนักงานสอบสวนได้ กระบวนการฝั่งผู้กล่าวหาใกล้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ยืนยันไม่ได้แจ้งความหรือฟ้องปิดปาก สำหรับคดีที่ทีมทนายความเข้าแจ้งความกับ น.ส.รักชนก ที่สถานีตำรวจ มี 3 สำนวนคดี ที่ สน.บางพลัด 2 คดี และ สน.ทองหล่อ 1 คดี ทั้งหมดเป็นข้อหาหมิ่นประมาท“มาร์ค” ซัด “ขิง” กลับลำปฏิรูปพลังงานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาการบริหารจัดการด้านพลังงานของรัฐบาลว่า ที่ผ่านมานายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน มาชี้แจงสภา ทั้งการอภิปรายการตอบกระทู้หลายครั้ง แสดงท่าทีขึงขังมากว่าต้องการทำราคาน้ำมันให้ถูกลงช่วยประชาชน พร้อมเผชิญกับกลุ่มทุนพลังงาน แต่ไม่ได้เป็นไปตามที่พูดต่อสภาคือ 1.น้ำมัน พรรค ปชป.เรียกร้องมาตลอดว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำให้ประเทศเผชิญกับวิกฤติค่าครองชีพและวิกฤติรายได้ ตามที่รัฐบาลใช้เป็นข้ออ้างกู้เงินสร้างหนี้สินสาธารณะให้ประเทศอีก 400,000 ล้านบาท รมว.พลังงานเคยบอกจะปรับโครงสร้างพลังงานทั้งหมด ยกเลิกการอ้างอิงราคาโรงกลั่นของสิงคโปร์ จะใช้ระบบ “สิงคโปร์ดิสเคาต์” ให้ลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่พอหลายฝ่ายอาจไม่ได้ติดตามรัฐบาลก็ไม่ลดราคาอีกต่อไป สิ่งที่เคยพูดกับประชาชนว่าจะมาปรับโครงสร้างพลังงานตอนนี้ยกเลิกไปแล้ว แถมยังกลับมาใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แบกรับหนี้ ทำตรงกันข้ามสิ้นเชิงกับสิ่งที่เคยมาชี้แจงต่อสภาถอยกลางซอยหรือเจอนักเลงท้ายซอย “จากเดิมที่มีการรายงานค่าการกลั่น คำนวณจากส่วนต่างระหว่างน้ำมันดิบที่เข้ามากับการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ปัจจุบันบอกว่ามีการปรับค่าการกลั่น อ้างว่าอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการประกันภัยหรืออะไรต่างๆ แต่ไม่ได้มีความโปร่งใสถึงต้นทุนการผลิตน้ำมันที่แท้จริง เหตุใด รมว.พลังงานจึงไม่ทำตามที่บอกกับสภา เพราะอะไร ยังไม่ถึงกลางซอยก็ถอย ไม่ทราบว่าไปเห็นอะไรอยู่ท้ายซอย นักเลงหรืออะไรจึงถอยกลับมา ถ้าถามว่าก่อนหน้านี้เป็นความเข้าใจผิดหรือไม่ว่ามีส่วนต่าง หรือลาภลอยอย่างที่คนพูดกัน กำไรของโรงกลั่นในไตรมาสแรกเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าเรื่องเหล่านี้มีจริง ปัจจุบัน รมว.พลังงานไม่ได้ทำตามที่พูดต่อสภา ที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลแก้ไขปัญหาให้ประชาชน” นายอภิสิทธิ์กล่าวเหมารวมใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวยนายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า สิ่งที่กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่คือค่าไฟที่จะเพิ่มขึ้น เคยบอกเราว่าจะเอาจริงกับกลุ่มทุนทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง ที่หาเสียงว่าจะขายค่าไฟ 200 หน่วยแรกราคา 3 บาท/หน่วย ข้อเสนอพรรค ปชป.ในการอภิปรายหลายครั้งว่าต้องปรับสูตรคำนวณค่าไฟฟ้าและค่าเอฟที แต่กลับไม่ดำเนินการ กลายเป็นว่าอัตราเฉลี่ยค่าไฟฟ้าที่รัฐบาลใช้สูตรเดิม กลับผลักภาระไปให้ผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย/เดือน สร้างภาพว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวยทั้งที่ความจริงไม่ใช่ หลายครอบครัวอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า พร้อมตา เป็นครอบครัวขยายหรือร้านค้าเล็กๆแค่มีตู้แช่เครื่องดื่ม จะกลายเป็นคนรวยในความหมายของรัฐบาล ต้องแบกรับค่าไฟที่สูงขึ้นตามนโยบายหาเสียงของรัฐบาล ขณะที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไฟฟ้าทั้งหมดกลับไม่ได้รับผลใดๆเลย เพราะกระทรวงพลังงานยังใช้สูตรคำนวณไฟฟ้าแบบเดิม ภาพความขึงขังของ รมว.พลังงานก็แค่สิ่งที่แสดงต่อสภา ที่สวนทางกัน“การดี” ฉะทิ้งหนี้กองทุนน้ำมันให้ ปชช.ด้านนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. กล่าวว่า ขณะนี้แม้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะไม่ขึ้นสักเท่าไหร่ เพราะลดค่าการกลั่นไปแล้ว แต่การนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้มากขึ้น ทำให้กองทุนฯติดลบเพิ่ม ทิ้งภาระจากวิกฤตินี้ให้ประชาชน หรือ รมว.พลังงานเลือกแล้วว่าให้ประชาชนแบกรับภาระหนี้ที่พอกพูนเพิ่มขึ้นทุกวันทั้งหมด เรากำลังพูดถึงภาระหนี้ที่พอกพูนเพิ่มขึ้นทุกวันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่