“มั่นหน้า” ย่ามใจในพลังฤทธิ์เดช “เจ้าพ่อเขากระโดง” อารมณ์ของก๊วน “สว.โพยฮั้ว” นับได้ 89 หัว รวมตัวแถลงข่าวใหญ่ สะท้อนภาวะ “ใจบาง” รับไม่ได้กับประโยคเสียดแทง “ระบอบสีน้ำเงิน-มรดกรัฐประหาร” แสดงตัวแสดงตนอยู่ในภาวะอุปาทานหมู่ “ปวดแสบปวดร้อน”โชว์บทเกรี้ยวกราด แท็กทีมคำรามขู่ “กุมารเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชน กดดันให้ต้องขอโทษภายใน 3 วัน 7 วันมิฉะนั้นก็เจอกับมาตรการตอบโต้ทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดสบโอกาสล้อมกรอบ “ตบเด็กตี๋” โดยหารู้ไม่ “ณัฐพงษ์” ได้แปลงกายอยู่ใน “ร่างทอง” ของ “กุมารเท้ง” เจ้าของฉายา “ไอ้เท้งเอาตายแน่” นอกจากจะไม่รับปากขอโทษขาใหญ่ สว.เขากระโดงแต่ยังได้เหลี่ยมเบิ้ลกลับซ้ำ ย้ำปมแน่นๆ ไปอีกดอกอยากให้สังคมดูหน้าคนที่ออกมาแถลงว่ามีส่วนร่วมอย่างไรกับการคัดเลือก สว.รอบสุดท้าย หากลองตรวจสอบรายชื่อแก๊งโพยฮั้ว สว.ก๊วนเซราะกราว ก็จะเข้าใจวัตถุประสงค์และเจตนาถึงการออกมากดดันฟอร์ม “ตี๋ไม่ติ๋ม” แถมพร้อมบวก หัวหน้าค่ายส้มยังยืนกรานเสียงแข็ง ตอนนี้สถานการณ์การเมืองไทยอยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กินรวบประเทศไทย ทั้งอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจตามทรงของ “ร่างทอง” อารมณ์ “กุมารเท้ง” เลยจุดแหยงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบที่เจ้าตัวประกาศดักคอดักทาง ไม่คิดว่าการเดินหน้าเชียร์อัปรื้อรัฐธรรมนูญมรดก คสช.ลุยล้างอำนาจระบอบสีน้ำเงินจะโยงไปเกี่ยวพันกับคดี 44 สส.พรรคประชาชนที่อยู่ในสารบบของศาลฎีกาอีกนัยก็คือพร้อมสละชีพทางการเมืองในสมรภูมิ “นิติสงคราม”ตามจังหวะบังเอิญที่เหมือนจะเชื่อมโยงเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ล่าสุดศาลฎีกาได้ออก “สารข่าวแจก” ระบุนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569อันมีวัตถุประสงค์เพื่อสกัดกั้นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการ “ปิดปาก” ประชาชน หรือที่เรียกว่า “Anti-SLAPP”คำแนะนำนี้ให้แนวทางแก่ศาลในการพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องอาญาที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควรโดยเน้นย้ำหลักการสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามเสรีภาพของบุคคลในการดำเนินการ ศาลสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากพบว่าการฟ้องโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้องกระตุกทุกวงการ ต้องเงี่ยหูจับสัญญาณคลื่นความถี่สูงจาก “บัลลังก์สนามหลวง”ในห้วงที่เกมอำนาจพิลึกพิลั่นฉุดกระบวนการยุติธรรมผิดเพี้ยน นายกรัฐมนตรีให้ท้าย รัฐมนตรีดันหลังข้าราชการให้ไล่ฟ้องภาคเอกชน 3 สถาบันหลัก ที่สะท้อนข้อมูลผ่าน “โพลประจานสินบน”เล่นงานพ่อค้ายอมเสี่ยง “คายความลับ” โดนไถใต้โต๊ะในการดำเนินธุรกิจแทนที่ผู้ถืออำนาจรัฐจะยอมรับเอาข้อมูลไปปรับแก้คอร์รัปชัน แต่กลายเป็นนักการเมืองกับข้าราชการได้จังหวะใช้อำนาจทางกระบวนการยุติธรรมปิดปากคนเปิดข้อมูลโกงและยังโยงไปถึงการสกัดเกมบุกของฝ่ายค้าน ใช้บริการ “ทนายหน้าหอ” ที่ติดชนัก “โดนไล่ออกจากราชการ” รับเป็นหัวหอกไล่ฟ้องโจทย์ทางการเมือง ลากเรื่องขึ้นไปคาไว้บนตีนโรงตีนศาลนับคดีไม่ถ้วนชวนให้สังคมสงสัยในกระบวนการ “ปิดปาก” ที่วางกันไว้อย่างเป็นระบบสภาพที่สังคมไทยส่วนใหญ่เห็นตาม “กุมารเท้ง” ฉายภาพระบอบสีน้ำเงิน สะท้อนก๊วนอำนาจเซราะกราว อาณาจักรเขากระโดง ที่กุมแนวรบ “นิติสงคราม” เบ็ดเสร็จ ผ่าน “สว.โพยฮั้ว” ที่คุมด่านสแกนบุคลากรในองค์กรอิสระ ล็อกหมดทั้ง “ศาลรัฐธรรมนูญ-ป.ป.ช.-กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน”เหลือแค่ “ศาลยุติธรรม” ที่อยู่เหนือ “อำนาจการเมืองมนต์ดำ”.ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม