ทุกๆ 4 ปีก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก ในช่วงหลังๆนี้ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนคอลัมน์ “ซูม” ทั้งคอลัมน์ปกติประจำวัน (จันทร์ถึงเสาร์) และคอลัมน์พิเศษสไตล์ “ซอกแซก” (วันอาทิตย์) มักจะได้อ่านเรื่องราวซ้ำๆกันอยู่เรื่องราวหนึ่งนั่นก็คือ “ตำนาน” ของคนไทยกับ “ฟุตบอลโลก” ซึ่งในระยะหลังๆมักจะมีเสียงเรียกร้องให้ถ่ายทอดสดครบทุกแมตช์อยู่เสมอๆ...ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ทำไมคนไทยกลุ่มหนึ่งถึง “ติด” มาก และอยากดูมากๆจนเป็นเหตุให้ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงๆ โดยรัฐบาลบ้าง เอกชนบ้าง มาโดยตลอดรวมทั้ง ปีนี้ซึ่งมีข่าวว่าถ้าจะดู ณ นาทีนี้จะต้องจ่ายถึง 13 ล้านบาท+ภาษี+ค่าดำเนินการถ่ายทอดอีก 4 ล้านบาท เป็น 17 ล้านบาท สูงเกินเหตุ เชื่อว่าโอกาสคนไทยจะชวดดูสูงถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ ในขณะนี้แต่ก็ช่างเถอะเราจะได้ดูหรือชวดดูก็ว่ากันไป แต่หน้าที่ของคอลัมน์นี้ก็คือ จะกลับมาเล่าตำนานย้อนอดีตถึงที่มาที่ไป เพื่อทบทวนความทรงจำอีกครั้งตามหน้าที่...ใครที่เคยอ่านแล้ว เมื่อ 4 ปี 8 ปี หรือ 12 ปีก่อนก็ผ่านไปได้เลยนะครับ ย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 60-70 ปีที่แล้ว ...“ฟุตบอลโลก” ถือเป็นเรื่องห่างไกลคนไทยมาก แม้จะมีการแข่งขันมานานหลายปีแล้วก็ตาม แต่คนไทยไม่สนใจเลย... โดยเฉพาะสื่อที่มีอิทธิพลสูงสุดของยุคโน้นอันได้แก่ หนังสือพิมพ์ ต่างๆ ก็ไม่มีการเสนอข่าวด้วยเหตุนี้แม้ฟุตบอลโลกซึ่งเริ่มแข่งขันครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ.1930 (หรือ พ.ศ.2473 ยุคสมัยรัชกาลที่ 7 บ้านเรา) และแข่ง มาแล้วถึง 7 ครั้ง หลังจากนั้น (มีหยุดบ้างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) จึงไม่อยู่ในความสนใจของคนไทยเลยจนกระทั่ง ค.ศ.1966 หรือ พ.ศ.2509 ซึ่งมีการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 8 ซึ่งอังกฤษเป็นเจ้าภาพ และคว้าแชมป์โลกครั้งแรกและครั้งเดียวของสิงโตคำราม...นั่นแหละคนไทยเราค่อยรู้จักฟุตบอลโลกมากขึ้น และมีการรายงานข่าวทางวิทยุ โดยเฉพาะข่าวกีฬาของ สถานีวิทยุ ททท. (ต้นกำเนิดของ อสมท) จัดโดย วิทยา สุขดำรงค์ มีแฟนๆติดตามพอสมควรในที่สุดก็มาถึงปี ค.ศ.1970 หรือ พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นการแข่งขันบอลโลกครั้งที่ 9 และเจ้าภาพได้แก่เม็กซิโกนั้นเอง... “ตำนานฟุตบอลโลก” ก็เกิดขึ้นแก่ประเทศไทยและคนไทยอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน...ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 1970 จะเริ่มเพียง 2 วัน...หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย 2 ฉบับ อันได้แก่ ไทยรัฐ และ เดลินิวส์ ก็ตัดสินใจนำข่าว “โหมโรง” พิธีเปิดบอลโลกครั้งที่ 9 มาขึ้นหน้า 1 พร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเป็นที่ทราบกันดีว่าในยุคนั้นทั้ง 2 ฉบับนี้มิใช่เพียงยักษ์ใหญ่อันดับ 1 กับอันดับ 2 เท่านั้น ...ยังเป็นคู่แข่งขันใน “สงครามหนังสือพิมพ์” เพื่อชิงความเป็นเจ้ายุทธจักรอย่างเข้มข้นสุดขีดการที่จู่ๆทั้ง 2 “ยักษ์ใหญ่” ผลักดันข่าวฟุตบอลโลกซึ่งควรจะเป็นข่าวเล็กๆ และเป็นมาตลอดของสังคมไทยไปขึ้นหน้า 1 นั้น จึงเท่ากับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่อีกหน้า 1 ของวงการหนังสือพิมพ์มีรายงานเบื้องหลังว่าหัวเรี่ยวหัวแรงที่ผลักดันเรื่องนี้ของ ไทยรัฐ ก็คือคุณ ระวิ โหลทอง หัวหน้าข่าวกีฬาที่ได้รับการโปรโมตให้เป็น ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้า 1 หมาดๆนั่นเองทางฝ่าย เดลินิวส์ ก็คือ คุณ พินิจ พงษ์สวัสดิ์ หัวหน้าข่าวต่างประเทศที่สนใจเรื่องกีฬาอย่างมาก เป็นผู้ผลักดันอย่างเหลือเชื่อ การที่ 2 ยักษ์ใหญ่นำข่าวฟุตบอลโลกขึ้นพาดหัวใหญ่ 3 ชั้น หน้า 1 ได้ส่งผลให้แฟนบอลชาวไทยหันมาสนใจฟุตบอลโลกอย่างล้นหลาม ทำให้ยอดจำหน่ายของ 2 ฉบับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว...ส่งผลให้ฉบับอื่นๆไม่สามารถนิ่งเฉยอยู่ได้ ต้องนำข่าวฟุตบอลโลกไปขึ้นหน้า 1 ด้วยเช่นกัน...ช่วงสายๆของทุกวันหลังจากนั้น จะมีแฟนบอลไปยืนเข้าแถวที่แผงหนังสือพิมพ์ เพื่อรอซื้อหนังสือพิมพ์ที่รายงานข่าวผลการแข่งขันของคืนที่ผ่านมา...เป็นปรากฏการณ์ อย่างหนึ่งของกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ทั่วประเทศด้วยกระแสคลั่งฟุตบอลโลกที่ถูกปลุกโดย 2 หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ และตามมาด้วยหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทำให้ สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม (อสมท ปัจจุบัน) ได้ประกาศว่าจะมีการถ่ายทอดสดในนัดชิงแชมป์ และได้ซื้อลิขสิทธิ์ไว้แล้วส่งผลให้คนไทยได้ดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก นับแต่นั้นเป็นต้นมาส่วนผลการแข่งขันปรากฏว่า บราซิล สามารถเอาชนะ อิตาลี ไปได้ 4-1ทั้งหมดนี้ก็คือที่มาที่ไปของสาเหตุที่ทำให้คนไทยได้ดูการถ่ายทอดสดฟุตบอล โลกเป็นครั้งแรก และกลายเป็นโรค “เสพติดฟุตบอลโลก” มานับแต่นั้น ก็ต้องโทษ เอ๊ย! ขอบคุณบุรุษที่ชื่อ ระวิ โหลทอง กับพินิจ พงษ์สวัสดิ์ (ล่วงลับไปแล้ว) นั่นแหละครับ ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันข่าวฟุตบอลโลกขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและเดลินิวส์ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่แก่วงการกีฬาไทยมาจนถึงบัดนี้.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “ซูมซอกแซก” เพิ่มเติม