คำถามสำคัญ วัคซีนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโดยเฉพาะจากเพศสัมพันธ์ได้นานเกิน 20 ปีหรือไม่อย่างไร? งานวิจัยที่ผ่านมายืนยันว่าถ้าได้วัคซีนครบสามเข็ม จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แม้ว่าจะมี breakthrough อยู่บ้างแต่เป็นปริมาณน้อยมากเหลือเกิน (The Journal of Infectious Diseases, Volume 214, Issue 1, 1 July 2016, Pages 1-3, https:// doi.org/10.1093/infdis/jiv750. WHO Hepatitis B fact sheet-vaccine protects ≥ 20 years and probably life. 23/6/2025, Systematic meta-analysis showing long-term persistence of protection up to ~20 years. https://pubmed.ncbi.nlm.nih. gov/19887132/)อย่างไรก็ตาม ภายหลัง ฉีด 20 ปี ยึดหลักของการที่มีภูมิทรงจำ ดังนั้นถ้าสัมผัสกับเชื้อใหม่ ซึ่งไม่มากจนเกินไปนัก จะเกิดการตอบสนองทันทีทันใด anamnestic response ทำให้ป้องกันการติดเชื้อได้ การฉีดทั้งประเทศตั้งแต่แรกเกิด เริ่มในปี 1992 ดังนั้นคนที่อายุ 33 ปี และอายุน้อยกว่านั้น จึงควรที่จะได้รับวัคซีนตั้งแต่เกิดครบสามเข็ม และมีภูมิคุ้มกันอย่าง น้อย 20 ปี หรือนานกว่า (ติดตามเด็กไทย 20 ปีหลังฉีดทารก : ไม่เกิดติดเชื้อเรื้อรัง ใหม่/ ไม่เกิดโรคทางคลินิก แต่มีการรับเชื้อได้ breakthrough (anti-HBc+) ~12-13% WHO Thailand : เริ่มให้ HepB ทั่วประเทศปี 1992 พร้อม birth dose ภายใน 24 ชม. สำรวจประชากรไทย (ตัวอย่างปี 2024) : <20 ปีไม่พบ HBsAg; อายุ 21-30 ปี ~0.3% และแนวโน้มลดลงมากหลังการฉีดตั้งแต่แรกเกิด ประเด็นสำคัญก็คือประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเรื้อรังจนเป็นตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ จะอยู่ได้นานเกิน 20 ปีหรือไม่ “โดยเฉพาะในอาชีพที่สุ่มเสี่ยง” กับการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ “ตัดอายุ 18-33 vs >33” + โฟกัสอาชีพเสี่ยงสูง (หญิงบริการ) แล้วใช้ HBsAg+HBV DNA (หรืออย่างน้อย HBsAg quantitative) เพื่อชี้ “chronic active” และจะตอบคำถามเชิงนโยบายได้ชัดกว่าการดู anti-HBs อย่างเดียวโครงแบบสำรวจที่ให้ “คำตอบตรง” และคุมข้อจำกัดเรื่อง birth dose แบ่งกลุ่มอายุให้สอดคล้องกับยุควัคซีนทารก 18-33 ปี (เกิด ~1992-2007) = รุ่นที่ “ควร” ได้ HepB universal infant vaccination ในไทย (เริ่มปี 1992) และ >33 ปี (เกิดก่อน ~1992) = รุ่นก่อนนโยบายครอบคลุมทั่วประเทศ ดังนั้นถ้าในกลุ่ม 18–33 ปี ยังพบ HBsAg+/DNA สูง “มากผิดคาด” จะชี้ไปที่ช่องว่างการให้ birth dose/การเข้าถึงบริการ หรือการติดจากแม่ (PMTCT) ที่ยังตกหล่น หรือ non-responder/ ปัจจัยพิเศษมากกว่าการเสื่อมของภูมิหลัง 20 ปี และประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อยังคงเป็นไปตามเป้าประสงค์หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อฉีดไปนานกว่า 20 ปีแล้ว ตัวชี้วัดหลักที่ตอบ “chronic active” ได้ขั้นต่ำที่แนะนำ HBsAg (คัดกรองพาหะ) HBV DNA (ยืนยันระดับการเพิ่มจำนวนไวรัส/คัดกลุ่มที่น่าจะ chronic active และจัดลำดับความเร่งด่วนในการดูแล) ถ้าเป็นไปได้ : ALT, HBeAg/anti-HBe, และ/หรือ HBsAg quantitative (ช่วยจัดกลุ่มฟีโนไทป์/ติดตามแนวโน้มร่วมกับ DNA) ตัวชี้วัดที่ “เป้า” (DNA/active chronic) จะช่วยแยก exposure จากโรคเรื้อรังจริงได้ชัดมาก หากวัคซีนทารก “ป้องกัน chronic” ได้ดีจริง เราจะคาดว่าในกลุ่ม 18–33 ปี : อาจเห็น anti–HBc+ (เคยสัมผัส เชื้อ) ได้พอสมควร แต่ HBsAg+ และ DNA สูง “ควรต่ำมาก” ถ้าระบบวัคซีน/ PMTCT ครอบคลุมดี แต่ถ้าพบว่าสูงมาก โดยไม่มีปัจจัยอื่น แสดงว่าประสิทธิภาพหลักจะอยู่ในช่วงระยะเวลา 20 ปีแรกเท่านั้นหรือไม่?หมอดื้อคลิกอ่านคอลัมน์ "สุขภาพหรรษา" เพิ่มเติม