ภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนจีนพร้อมขบวนผู้บริหารจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ กลายเป็นภาพแห่งความย้อนแย้งของโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างชัดเจนเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯและจีนอยู่ในภาวะเผชิญหน้าทางเทคโนโลยีอย่างหนัก ตั้งแต่กรณีหัวเว่ย, TikTok, การควบคุมการส่งออกชิป ไปจนถึงการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและปัญญาประดิษฐ์แต่ท้ายที่สุด ผู้นำสหรัฐฯ กลับพา ทิม คุก จากแอปเปิล, อีลอน มัสก์ จากเทสลา, เจนเซน หวง จากเอ็นวิเดีย, พร้อมผู้บริหารจากเมตา และควอล คอมม์ ร่วมคณะเดินทางไปด้วย ชี้ให้เห็นว่า แม้การแข่งขันจะรุนแรงเพียงใด แต่เศรษฐกิจโลกยังไม่สามารถแยกสองมหาอำนาจออกจากกันได้จริงสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ บิ๊กเทคอเมริกันไม่ได้มองจีนแค่ในฐานะ “คู่แข่ง” แต่จีนคือทั้งฐานการผลิตและตลาดขนาดมหึมาในเวลาเดียวกันแอปเปิล ยังพึ่งพาจีนในฐานะศูนย์กลางการผลิต iPhone ที่สำคัญที่สุดของโลก โดยรายได้จากภูมิภาค Greater China ซึ่งประกอบ ด้วย จีนแผ่นดินใหญ่, ฮ่องกง, มาเก๊า และไต้หวัน คิดเป็นราว 17% ของรายได้รวมบริษัทขณะที่เทสลา มีโรงงาน Gigafactory Shanghai ซึ่งกลายเป็นกำลังหลักของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยโรงงานแห่งนี้ผลิตรถยนต์คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของยอดการผลิต Tesla ทั่วโลกในบางไตรมาสส่วนเอ็นวิเดีย แม้จะถูกจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูง แต่จีนก็ยังเป็นตลาดสำคัญของธุรกิจศูนย์ข้อมูลและระบบประมวลผลขนาดใหญ่ นักวิเคราะห์จาก Bernstein ประเมินว่าก่อนออกมาตรการควบคุมเข้มงวด จีนคิดเป็นราว 20-25% ของรายได้เอ็นวิเดีย ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่มีบริษัท ไหนปล่อยทิ้งได้ง่ายๆแท้จริงแล้วทรัมป์ไม่ได้ต้องการ “ตัดขาด” จากจีนโดยสมบูรณ์ สิ่งที่กำลังทำอยู่จริงๆ คือ “Selective Decoupling” สกัดเฉพาะจุดที่เกี่ยวกับอำนาจรัฐและความมั่นคง ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ชั้นสูง, AI, 5G, Quantum Computing เพราะสิ่งเหล่านี้คือสมรภูมิแห่งอำนาจนำโลก ส่วนการค้าทั่วไปและห่วงโซ่การ ผลิตที่ไม่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางทหาร ยังเปิดอยู่ไม่มีตัวอย่างไหนสะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดกว่ากรณีของเอ็นวิเดีย ที่แทนที่จะตัดตลาดจีนออก กลับทำดีลแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งประมาณ 15% จากยอดขายชิปบางรุ่นในจีนให้รัฐบาลสหรัฐฯ แลกกับใบอนุญาตส่งออก กล่าวง่ายๆ คือ รัฐบาล ยัง “อนุญาต” ให้ขาย เพียงแต่ตัดส่วนแบ่งเข้ากระเป๋าตัวเองด้วยหลายปีที่ผ่านมา คำว่า Decoupling ถูกพูดถึงราวกับบริษัทอเมริกันกำลังถอนตัวออกจากจีน แต่ภาพที่เกิดขึ้นจริงต่างออกไปมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือกลยุทธ์ “China +1” ย้ายส่วนหนึ่งไปเวียดนาม อินเดีย เม็กซิโก และประเทศไทย เพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่เพื่อเลิกกับจีน โลกธุรกิจไม่ได้กำลังหนีจีน แต่กำลังพยายามลดการพึ่งจีนให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ในยามวิกฤติการเดินทางครั้งนี้ยังมีมิติที่ลึกกว่าเรื่องชิปและการค้า เบื้องหลังคือความตึงเครียดในตะวัน ออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นอิหร่านและเส้นทางพลังงานโลก จีนในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สหรัฐฯต้องการดึงมาอยู่ในสมการหลายฝ่ายมองว่าทรัมป์กำลังใช้เรื่องเทคโน โลยีเป็นเครื่องต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยอาจผ่อนปรนบางส่วนเกี่ยวกับชิป เพื่อแลกกับความร่วมมือจากจีนในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานขณะที่สหรัฐฯ ถกเถียงเรื่องชิป จีนก็ไม่ได้นั่งรอ BYD เติบโตจนแซงเทสลา ในยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในบางไตรมาส และกำลังขยายอิทธิพลสู่ยุโรปและเอเชีย ความย้อนแย้งอยู่ตรงที่ อีลอน มัสก์ ผู้ได้รับเชิญร่วมคณะเดินทาง กลับเป็นหนึ่งในนักธุรกิจอเมริกันที่พึ่งพาจีนมากที่สุด ทั้งในฐานะฐานการผลิตและตลาดผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ต้องสู้กับ BYD โดยตรงในตลาดที่จีนครองอยู่บางทีประเด็นที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่คือรอยแตกภายในสหรัฐฯเอง ระหว่างฝ่ายความมั่นคงที่มองจีนเป็นภัยคุกคามกับภาคธุรกิจที่มองจีนเป็นตลาด โรงงาน และห่วงโซ่อุปทานที่ขาดไม่ได้ สองมุมมองนี้ไม่เคยหายไปไหน แค่ถูกกดเอาไว้ใต้ผิวหน้าของวาทกรรม “America First” มาตลอดแต่ภาพของทรัมป์ที่มี ทิม คุก, อีลอน มัสก์ และเจนเซน หวง เดินตามลงจากเครื่องบินลำเดียวกัน ก็บอกอีกด้านของความจริงเหมือนกันว่า ต่อให้การเมืองจะพยายามแยกโลกออกจากกันแค่ไหน ระบบเศรษฐกิจโลกก็ยังผูกสหรัฐฯ กับจีนไว้แน่นกว่าที่หลายคนคิด.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทความไซเบอร์เน็ต” เพิ่มเติม