“ผมอยากขอขอบคุณประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สำหรับวันนี้ อย่างแรกเลยผมมีความประทับใจที่ได้รับการต้อนรับจากเยาวชนจีน เรื่องทหารกองเกียรติยศมันแน่นอนอยู่แล้วศักยภาพเต็มเปี่ยม เราสองคนรู้จักกันมาเป็นเวลานาน เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสองประธานาธิบดีที่ยาวนานที่สุด”สหรัฐฯและจีนมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม เราเข้ากันได้ดี และเวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็พยายามช่วยกันคลี่คลาย ไม่ผมโทรศัพท์ไปหารือก็เป็นคุณที่โทรศัพท์มา สิ่งที่คนทั่วไปไม่ทราบคือทุกครั้งที่ปัญหานั้น สองฝ่ายสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว เราจะมีอนาคตที่ยอดเยี่ยมร่วมกันผมได้นำคณะนักธุรกิจชั้นนำ กลุ่มนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกร่วมเดินทางมาด้วย เป็นตัวระดับท็อปไม่มีเบอร์รองระดับ 2 หรือระดับ 3 พวกเขามาแสดงความเคารพต่อจีน และตั้งตารอที่จะได้ทำการค้ากับจีนแบบสมประโยชน์ร่วมกัน ฝ่ายสหรัฐฯตั้งตารอที่จะได้หารือกันในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งเป็นการประชุมที่ใหญ่ที่สุดแบบไม่มีอะไรเทียบ และได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากประชาชนชาวอเมริกัน“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเพื่อนกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน จะดียิ่งขึ้นสืบไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ขอบคุณครับ”ประโยคเหล่านี้คือคำกล่าวการเปิดประชุมสุดยอดผู้นำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในกำหนดการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งถูกนักวิเคราะห์บางส่วนตีความว่า สิ่งนี้คือการโปรยคำหวานที่อ่อนโยน และแสดงให้เห็นถึงความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองพญาอินทรี-มังกร ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความเปราะบางบังเกิดความหวังว่ามิสเตอร์ทรัมป์พยายามหักล้างทฤษฎีกรีกโบราณ “ธูซิดิดีส” (Thycydides) ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หยิบยกขึ้นมาเตือนระหว่างการประชุม ซึ่งใจความสำคัญของทฤษฎีนี้คือหลักการ “เก่าไปใหม่มา” เมื่อจักรวรรดิหนึ่งเกิดจักรวรรดิหนึ่งย่อมแตกดับ หลีกหนีไม่พ้นที่จะทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่แน่นอนจากประวัติของประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้นี้ ย่อมถูกมองว่า “คำพูดเชื่อถือไม่ได้” สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และที่สำคัญโดนัลด์ ทรัมป์ นั่นเองคือคนที่ทุบความสัมพันธ์กับจีน ตลอดเกือบทศวรรษที่ผ่านมานับตั้งแต่การดำรงตำแหน่งประธานา ธิบดีสมัยแรกเปลี่ยนนโยบายจากการประสานงานกับจีน ให้เป็นปฏิบัติการเชิงรุกต่อจีน ประกาศจุดยืนจีนทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม วางมาตรการเพิ่มภาษีสินค้าจากจีนให้อยู่เฉลี่ยที่ 19.3% กดดันให้จีนซื้อสินค้าเพิ่มจากสหรัฐฯ ควบคุมการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปจีน บริษัทอเมริกันต้องขอใบอนุญาตในการส่งออกชิ้นส่วนหรือซอฟต์แวร์สำคัญให้กับบริษัทหัวเว่ย บีบจีนขายติ๊กต่อกให้กับบริษัทของสหรัฐฯพร้อมเฉียดไปเฉียดมาบนเส้นแดงที่จีนประกาศไว้ว่าอย่าก้าวข้าม ในเรื่อง “ไต้หวัน” ดำเนินการยกระดับการซื้อขายติดอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพไต้หวัน และใช้กองเรือแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันอยู่เป็นระยะๆ ข้ามมาในช่วงดำรงตำแหน่งเทอมสอง ประธานา ธิบดีทรัมป์ยังมีการอัดจีนอย่างหนักในเรื่องกำแพงภาษีสินค้าจีนบางรายการที่ระดับ 145% พร้อมตีตราว่า บัญญัติลงในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯว่า จีนคือ Adversary (คู่ปรับ คู่แข่ง ศัตรู แล้วแต่จะตีความ) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ชาติสหรัฐอเมริกาถือกำเนิดมา 250 ปีกล่าวคือ โดนัลด์ ทรัมป์ คือคนที่ทำลายความสัมพันธ์สหรัฐฯกับจีนมาตลอด และพยายามเดินเกมอย่างหนักต่อจีน เพื่อให้สหรัฐฯยังครองความเป็นเบอร์หนึ่งของโลก การจัดระเบียบเวเนซุเอลาและภูมิภาคอเมริกากลาง-ใต้ในเดือน ม.ค.ต้นปี ก็สามารถมองได้ว่าเป็นความพยายามขจัดอิทธิพลจีนจากทวีปอเมริกาขณะที่ “สงครามอิหร่าน” ย่อมสามารถตีความได้ว่าเป็นความปรารถนาในการกำหนดทิศทางด้านพลังงานของโลกรวมถึงของประเทศจีน ซึ่งนำเข้าพลังงานจากอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลางกว่า 40% ผู้นำสหรัฐฯเคยกล่าวต่อทีมงานใกล้ชิดว่า นี่คือโอกาสในการกำหนดทิศทางโลก เช่นเดียวกับทีมเสนาธิการความมั่นคง ยังแสดงเจตจำนงให้ทั่วโลกรับรู้ว่า การจัดการอิหร่านก็เพื่อนำไปสู่การเดินเกมจัดการจีน ตามที่กล่าวเตือนทรัมป์ไว้ว่า ทำศึกกับอิหร่านจำเป็นต้องคำนวณปริมาณอาวุธให้ดี เพราะในปี 2570 เราต้องเตรียมเผชิญหน้ากับจีนอย่างไรก็ตาม ในการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งสองฝ่ายได้มีการตกลงร่วมเรื่องกรอบการทำงานด้านความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ที่เรียกว่า “กรอบการทำงานอย่างสร้างสรรค์เพื่อความมีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” ใจความว่า 1.ความร่วมมือต้องมาก่อน 2.การแข่งขันต้องมีขีดจำกัดและไม่ทำลายล้าง 3.ความขัดแย้งควรบริหารจัดการได้ และ 4.สันติภาพเป็นไปได้เสมอและมีโอกาสที่จะยั่งยืนจึงสามารถมองได้เช่นกันว่า การมาจีนครั้งแรกนี้ ทรัมป์อาจไม่ได้พูดชื่นชมลอยๆตามประสา แต่ “จำเป็นต้องพูด” เพราะสถานการณ์บีบบังคับ ตลอดการ บริหารงานที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯได้ใช้การกดดันบีบบังคับชาติอื่นตามตำรากลยุทธ์อเมริกันไปหมดแล้ว แต่ก็มิอาจสยบประเทศจีนลงได้ หนำซ้ำกลับทำให้จีนยิ่งมีความแข็งแกร่งทนทานมากขึ้นไปเรื่อยๆ วันนี้ประธานาธิบดีทรัมป์อาจเริ่มเข้าใจว่า สุดท้ายแล้วอำนาจย่อมมีขีดจำกัดอยู่เสมอ ใครกันเล่าจะมีพลังล้นฟ้าและการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พาผู้นำสหรัฐฯเยือนหอสักการะฟ้าเทียนถาน สถานที่ประกอบพิธีจักรพรรดิฮ่องเต้รับ “บัญชาสวรรค์” ก่อนครองราชย์ ก็อาจเพื่อส่งสัญญาณเตือนสติเช่นนั้น.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม