“อนุทิน” เปิดทำเนียบรับ “เจ้าสัว” เมืองไทย ผุดเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ผนึกภาคเอกชน 10 กลุ่มร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ บรรดาบิ๊ก CEO ตอบรับตบเท้าร่วมวง ทั้งเจ้าสัว “ซีพี-กัลฟ์-สหพัฒน์-เซ็นทรัล-SCG-ช.การช่าง-ปตท.” วางรากฐานยุทธศาสตร์ 4 ปี “เอกนิติ”หวังพลิกโฉมประเทศครั้งใหญ่ ยัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านมีผลแล้ว เปรียบเป็นยาแก้วิกฤติปากท้อง ต้องให้วันนี้รอไม่ได้พท.กำชับลูกพรรคโหวตผ่าน สภาแตะเบรก พ.ร.ก.กู้เงินฯรอศาล รธน.วินิจฉัย “ณัฐพงษ์” รับสนองฯ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ให้คำมั่นยึดประโยชน์สูงสุดประชาชน ชงญัตติด่วนตั้ง กมธ.วิสามัญฯตรวจสอบยิบเงินกู้ 4 แสน ล. ยังหวังรัฐบาลจริงใจเดินหน้าแก้ รธน. “โรม” ขู่ฟัน 157 รมว.ยุติธรรมขืนยึกยักสอบ “ฮุยวัน”“เสรีพิศุทธ์” ลุยสุดซอยล่าชื่อสอย “อนุทิน-ไชยชนก” รุกเขากระโดง ทบ.ชี้ทหารเขมรยิงยั่วยุเช็กแนววางกำลังฝ่ายไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาด ไทย ผุดเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” นำทีมคณะรัฐมนตรีรับฟังเสียงสะท้อนผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน 10 กลุ่ม จับมือเดินหน้าเศรษฐกิจไปด้วยกัน และร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นระบบ“อนุทิน” รับทูตบาห์เรนคนใหม่เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 พ.ค.ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเคาะลีล ยะอ์กูบ อัลคัยยาฏ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนประจำประเทศ ไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายก รัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า นายกฯเน้นย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานและใกล้ชิดในทุกระดับ ทั้งราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน ทั้ง 2 ประเทศเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า เห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และความมั่นคงทางอาหาร ทางบาห์เรนยินดีส่งเสริมการนำเข้าสินค้าไทย พร้อมเป็นประตูนำเข้าสินค้าไทยสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้น ทั้งนี้ นายอนุทินแสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเน้นย้ำความสำคัญของการเจรจาและการลดความตึงเครียดผุด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง”ต่อมาเวลา 14.00 น. นายอนุทินเรียกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าพูดคุยเตรียมการจัดการหารือระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในงานเปิดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ที่ตึกภักดีบดินทร์ ในวันที่ 15 พ.ค. เวลา 17.00-20.30 น.จับมือเอกชนเดินหน้าเศรษฐกิจน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี กล่าวว่า เวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนนายกฯเป็นประธานด้วยตนเอง มีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการทุกกระทรวงเข้าร่วม เป้าหมายคือเราต้องการจับมือกับภาคเอกชน เดินหน้าเศรษฐกิจไปด้วยกัน ตั้งใจฟังเสียงจากทุกภาคส่วน สะท้อนความจริงจังของรัฐบาล ในการดึงภาค เอกชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ โดยจะรับฟังข้อเสนอจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน 10 กลุ่มเจ้าสัว–CEO ตบเท้าร่วมเวทีรัฐบาลน.ส.รัชดากล่าวอีกว่า สำหรับผู้บริหารระดับสูงภาคธุรกิจ 10 กลุ่มที่เข้าร่วม อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายกฯต้องการรับฟังข้อเสนอผู้นำภาคธุรกิจ ทั้งภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที รากฐานยุทธศาสตร์ในระยะ 4 ปี นโยบายหรือกฎระเบียบที่ควรยกเลิก รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศในช่วง 12 เดือนข้างหน้า“เอกนิติ” หวังยกเครื่องประเทศนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า เวที “ผู้ประกอบการพูดรัฐบาลฟัง” จัดขึ้นตามดำรินายกฯที่ต้องการรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนโจทย์สำคัญพาเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงของโลกการปรับโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอนาคต เวทีนี้จะรับฟังภาคเอกชนที่แสดงความคิดเห็นแบบเปิดกว้าง แล้วตนสรุปประเด็นจากที่ประชุมเพื่อให้ได้แนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ พลิกโฉมประเทศไทยให้แข่งขันกับประเทศต่างๆ และนำเอาแนวทางที่ได้มารวมกับยุทธศาสตร์การยกเครื่องเศรษฐกิจ โดยผลักดันผ่านเครื่องยนต์หลัก คือ การลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจสีเขียว เอไอ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบราชการ การลงทุนในอนาคตต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น พลังงานสะอาด ส่วนการขับเคลื่อนข้อเสนอของภาคเอกชนและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ตั้งใจใช้เวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กกร.) เป็นกลไกหลักกลับมาใช้อีกครั้ง แต่ ปรับปรุงให้ทันสมัยกระฉับกระเฉง โดยให้ภาคเอกชนนำ รัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน วางแผนติดตามผลงานอย่างใกล้ชิดทุกเดือน และตั้งเป้าให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือนเปรียบยาแก้ปากท้องต้องให้วันนี้นายเอกนิติยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่ตามหลักกฎหมาย พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว เราดำเนินการตามขั้นตอนปกติ ยืนยันเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยแต่เป็นวิกฤติทั้งโลก กำลังลามไปถึงปากท้องประชาชน ส่วนการเปรียบเทียบรัฐบาลก่อนหน้าออก พ.ร.ก.เงินกู้ 3 ครั้ง ตอนนั้นตนก็อยู่ในทุกวิกฤติที่เกิดขึ้น ครั้งนี้วิกฤติยังไม่จบ ที่ต่อไปจะเกิดวิกฤติค่าครองชีพกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก พ.ร.ก.ที่ออกมาเพื่อดูแลปากท้องประชาชน และเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาด ขอให้มองเป็นเงินเยียวยาทั้งคู่ อย่ามองแยกส่วน เป็นการยิงนกตัวเดียวได้นก 2 ตัว การออก พ.ร.ก.เงินกู้จึงเปรียบเหมือนยา เพื่อบรรเทาผลกระทบทำให้แข็งแรงขึ้น คนที่ป่วยแล้วให้ยาวันนี้กว่ายาออกฤทธิ์มีประสิทธิผลอาจ 4-5 เดือน ถ้ามองว่าวันนี้อย่าเพิ่งกินยาเม็ดที่ 2 รอไปอีก 5 เดือน มันไม่ใช่ ดังนั้นคนป่วยตอนนี้ต้องให้ยาวันนี้ รองบประมาณปี 70 มันไม่ทันการันตีไม่ตีเช็คเปล่าต้องโปร่งใสผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านติดใจในประเด็นงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่มีรายละเอียดชัดเจน เหมือนตีเช็คเปล่าช่วยนายทุนมากกว่า นายเอกนิติตอบว่า มั่นใจไม่ได้ช่วยนายทุน ไม่ได้ตีเช็คเปล่า พ.ร.ก.ทุกฉบับเขียนกลไกไว้ชัดเจน มีคณะกรรมการกลั่นกรอง เน้นความโปร่งใส ให้เปิดเผยข้อมูลทุกอย่าง โครงการต้องช่วยเยียวยาประชาชนให้ตรงเป้าตรงจุด และต้องช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านได้ด้วย ต้องปฏิรูป หลังวิกฤติต้องให้เขาฟื้นกลับมาได้ดียิ่งขึ้น ถึงมีโครงการพัฒนาทักษะแรงงาน โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่กำลังพิจารณาอยู่ตอนนี้ ที่มีคำว่าพลัสเข้ามา เพราะหลังจากช่วยบรรเทาผลกระทบแล้ว จะพลัสด้วยการสอนทักษะให้ด้วย ช่วยทำให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ทำให้ช่วยลดการกู้นอกระบบ เน้นความโปร่งใส อยากให้โครงการทุกอย่างมีความโปร่งใส และเปิดเผย และให้เอกชนมาร่วมนำเสนอ ใช้ความโปร่งใสทำงานร่วมกับเอกชนพท.กำชับผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสน ล.ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุมพรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายจุลพันธ์กล่าวว่า แม้ขณะนี้มีผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจบังคับของ พ.ร.ก.มีผลแล้ว เมื่อประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป หากวินิจฉัยอย่างไรจะกลับมาที่สภา ให้ สส.และ สว.พิจารณาอนุมัติ ถือเป็นความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาลขับเคลื่อนการแก้ปัญหาประชาชน การลงมติต้องมีความสามัคคีกัน ขอให้ทุกคนร่วมประชุมและอภิปราย ติติง เสนอแนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส่วนกระบวนการลงมติในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมเดินไปด้วยกัน ในการอนุมัติ พ.ร.ก. คาดว่าศาลรัฐธรรมนูญคงใช้เวลา 2 สัปดาห์ ร่าง พ.ร.ก.จะกลับมาที่สภาฯ ด้านนางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมว่า พรรคเพื่อไทยได้รับจัดสรรเวลาให้อภิปราย 40 นาที มี สส.เข้าชื่ออภิปราย 6 คน กรอบการอภิปรายจะเห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ดังกล่าวทั้ง 6 คนทำยึกยักแก้รัฐธรรมนูญต้องรัดกุมนายจุลพันธ์ยังกล่าวถึงจุดยืนพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ยังยืนยันผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นจริง เพราะมีการทำประชามติมาแล้ว แต่ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ จากเหตุการณ์ครั้งก่อนแสดงให้เห็นว่าต้องได้ข้อสรุปที่ตรงกัน เพราะการแก้รัฐธรรมนูญยังต้องใช้เสียงสว. 1 ใน 3 ดังนั้นควรพูดคุยทำความเข้าใจให้อยู่ในร่องรอยเดียวกัน ต้องมาพูดคุยแล้วยกร่างฯที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ผลักดันได้จริง พรรคเพื่อไทยอยู่กับความเป็นจริง ต้องยอมรับนาทีนี้การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนสำคัญที่สุดภท.ยกร่างแก้ไข รธน.ไว้เรียบร้อยนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีฝ่ายค้านวิพากษ์ วิจารณ์รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับเสียงประชามติ 21 ล้านเสียงให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ในมุมรัฐบาลที่ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในรัฐสภา เพราะเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการตัดอำนาจสว. 1 ใน 3 หากยืนยันกลับไปคาดว่าคงไม่ต่างกัน และเชื่อว่าคงไม่สามารถโหวตผ่านวาระ 3 ได้ ทำให้เสียเวลา และทำให้เจตนารมณ์ผู้ออกเสียงประชามติเสียไป เมื่อมีสภาฯชุดใหม่จึงเป็นเหตุอันชอบธรรมที่สส.และพรรคการเมืองจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคภูมิใจไทยจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมพรรคในวันที่ 19 พ.ค. ขณะนี้ได้ร่างไว้แล้ว หากที่ประชุมพรรคเห็นด้วยจะลงชื่อ สส.จำนวน 192 คน เสนอชื่อแก้ไขเพียงพรรคเดียว เนื่องจากมีเสียงเพียงพอ เนื้อหาหลักๆที่ร่างไว้คือจะไม่นำปัญหาในร่างที่ผ่านมา มาเขียนไว้ในร่างใหม่ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันและเดินไปได้ โดยกำหนดให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการคัดเลือกโดยกลไกรัฐสภา ให้ผู้ที่สนใจสมัครเข้ามารองโฆษก รบ.แจงแถลงผิดพลาดร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังสักการะศาลพระภูมิ ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีเกิดความคลาดเคลื่อนในการแถลงมติ ครม. อนุมัติ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว และอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจ ที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 8 กลุ่มธุรกิจว่า ยังไม่ได้คุยกับนายกฯ ความผิดพลาดอาจเกิดจากความคลาดเคลื่อนในเนื้อหา และการพาดหัวแถลง หลังจากนี้จะระมัดระวังในการสื่อสารที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ยืนยันไม่ใช่การวางยาทางการเมือง ได้หารือผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยแล้ว ไม่ได้ว่าอะไร กรณีดังกล่าวรัฐบาลได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นการลดขั้นตอนขออนุญาตที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว รัฐบาลไม่ได้ยกเลิกการกำกับดูแล หรือเปิดให้ต่างชาติประกอบธุรกิจได้อย่างเสรีโดยไม่มีเงื่อนไข ธุรกิจบางส่วนที่ได้รับการยกเว้นยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะอย่างเคร่งครัด ต่างชาติยังคงต้องขออนุญาตผ่านขั้นตอน ไม่ใช่การเปิดเสรีทั้งหมดสภาเบรก พ.ร.ก.กู้เงินรอศาล รธน.เวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานการประชุมแจ้งต่อที่ประชุมกรณี ครม.มีมติเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่า ก่อนที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เข้าชื่อ สส.จำนวน 135 คน ขอให้ประธานสภาฯส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรค 1 ดังนั้นจึงต้องรอการบรรจุ พ.ร.ก.ฉบับนี้เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเสร็จ“ณัฐพงษ์” รับสนองฯผู้นำฝ่ายค้านก่อนหน้านี้ช่วงเช้า สภาผู้แทนราษฎรจัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 8 พ.ค.2569 จากนั้นนายณัฐพงษ์ได้ถวายบังคมต่อพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยสำนึกความเป็นผู้แทนราษฎร ความเป็นตัวแทนของประชาชนในการให้ข้อเสนอแนะ และตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมา ยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นตัวตั้ง ตลอดจนการทำหน้าที่ในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระต่างๆให้ปราศจาก การถูกครอบงำ และแทรกแซงจากกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และจะเร่งแต่งตั้งวิปฝ่ายค้านโดยเร็วที่สุด เพื่อให้องค์ประกอบของรัฐสภามีความครบถ้วนสมบูรณ์ชงญัตติด่วนตั้ง กมธ.วิสามัญฯกู้เงินนายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ฝากข้อความถึงรัฐบาลให้เห็นด้วยในการตั้งคณะ กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ฝ่ายค้านยื่นเป็นญัตติด่วนแล้ว รัฐบาลไม่มีเหตุผลความจำเป็นอื่น ถ้าหากไม่ได้ตั้งใจสอดไส้หรือปกปิด ไม่ให้สภาฯตรวจสอบงบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างโปร่งใส ก็ไม่น่าขวางการตั้งคณะ กมธ.วิสามัญชุดนี้ กรณีที่เป็นญัตติด่วนจะถูกนำมาพิจารณาก่อน คาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า แต่ถ้าทุกคนเห็นตรงกันการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาก็สามารถเสนอในที่ประชุม และลงมติตั้งได้โดยเร็วที่สุด สถานการณ์การคลังในประเทศที่เราไม่ได้มีพื้นที่เหลือเยอะ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ต้องใช้จ่ายตรงเป้ามากที่สุด การมีคณะ กมธ.วิสามัญมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นหวังรัฐบาลจริงใจเดินหน้าแก้ รธน.นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สุดท้ายนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาในฐานะผู้แทนปวงชนชาว ไทย และรัฐสภาในฐานะองค์กรที่เป็นศูนย์รวมอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ จะเร่งเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเจตนารมณ์ประชาชนที่ได้ลงประชามติไว้ในวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา เมื่อถามว่าจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเมื่อไหร่ นายณัฐพงษ์ตอบว่า สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้โดยเร็วที่สุดคือการแสดงความจริงใจ ยืนยันว่าพวกเราจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เมื่อตั้งวิปฝ่ายค้านแล้วคงได้พูดคุยกันอย่างเป็นทางการ จะเร่งกระบวนการและยื่นเข้าสู่สภาฯโดยเร็วที่สุด เมื่อถามว่าพรรค ปชน.ต้องไปปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะสูตรของกรรมการยกร่าง และความไม่ชัดเจนในการแก้ไขหมวดหนึ่ง และหมวดสองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบว่า คงมีการหารือกันอยู่แล้ว แต่รายละเอียดขอให้เป็นโอกาสต่อไป “โรม” ขู่ฟัน รมว.ยุติธรรมผิด ม.157วันเดียวกันที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณากระทู้ถามของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงินของเครือข่ายบริษัทฮุยวัน นายรังสิมันต์กล่าวว่า การฟอกเงินของบริษัทฮุยวันเชื่อมโยงทุนเทาในกองทุน CAI อยากได้คำตอบความคืบหน้าคดีนายเบน สมิธ ที่ออกหมายจับแล้ว มีการออกหมายแดงนำไปสืบต่อในอินเตอร์โพลหรือไม่ และจะขยายผลถึงนักการเมืองในไทยอย่างไร เพราะผ่านไป 9 เดือนไม่มีความคืบหน้า และมีการออกหมายจับดำเนินคดีนายฮุน โต หลานสมเด็จฮุน เซน ผู้ถือหุ้นบริษัทนี้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า การดำเนินคดีเครือข่ายนายเบน สมิธ และฮุยวัน เพย์ มีความเชื่อมโยงนายยิม เลียก เป็นเครือข่ายเดียวกัน เบื้องต้นกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ยึดทรัพย์กลุ่มผู้ต้องหา 46 ล้านบาท คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอาญา ข้อจำกัดคดีนี้คือกัมพูชาไม่ร่วมมือส่งข้อมูลผู้ถือหุ้นฮุยวันที่ตั้งอยู่ที่กัมพูชาให้ ปอท. จึงติดตามรายละเอียดไม่ได้เท่าที่ควร รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการปราบปรามเรื่องนี้ ทั้งนี้ นายรังสิมันต์กล่าวทิ้งท้ายว่า เกรงหากรัฐมนตรีทราบว่านายฮุน โต เป็นผู้ถือหุ้นฮุยวัน แต่ไม่เอาผิดอาจเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้“วรงค์” บี้เปิดแผนเงินกู้ 2 แสนล้านขณะที่ นพ.วรงค์ เดชวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงว่า การใช้จ่ายเงินก้อนที่สอง จำนวน 2 แสนล้านบาท ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานลดการใช้พลังงานฟอสซิลนั้น ฟังแล้วตกใจมาก ดูจากแผนงานทั้ง 4 แผนแล้ว พบว่ามีแผนงานที่จะติดตั้งโซลาร์ลูฟให้หน่วยงานราชการ, เปลี่ยนรถอีวีให้หน่วยงานราชการ, ติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าให้หน่วยงานราชการ และพัฒนาทักษะประชาชน ถามว่าพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อะไร ทำไมจึงต้องเร่งรัดเปลี่ยนพลังงานภายใน 1 ปี ดูแล้วเร่งรีบรวบรัดผิดปกติ จึงสงสัยว่ากำลังทำเพื่อประโยชน์ให้นายทุนหรือไม่ ไม่แปลกที่ประชาชนจะคิดว่าหาเงินทอน มองว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องมากกว่า หรือรัฐบาลกำลังถูกครอบงำโดยนายทุน เพราะมีแต่การมุ่งไปที่เรื่องของโซลาร์เซลล์ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยแผนงานรายละเอียดทั้งหมดให้สาธารณะรับทราบ“เสรีฯ” ลุยสอย “อนุทิน-ไชยชนก”พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า เตรียมหารือพรรคร่วมฝ่ายค้าน ล่าชื่อ สส.ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีพฤติกรรมไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ขณะนี้รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว จะยื่นเอาผิด 1.การถือครองที่ดินเขากระโดงมาใช้ประโยชน์เพื่อตัวเอง ทั้งที่ศาลพิพากษาแล้วว่าที่ดินกว่า 5 พันไร่ เป็นที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่ปัจจุบันสนามฟุตบอล สนามแข่งรถ บ้านผู้มีอิทธิพล รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรียังอยู่ รวมถึงนายอนุทิน และนายไชยชนก ครอบครองที่ดินในพื้นที่เหล่านี้ 2.การนำเงินไปอุดหนุนการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบตั้งแต่ปี 2561-2570 พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ฝ่าฝืนจริยธรรมมาตรา 160 และจะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดนายอนุทิน นายไชยชนก รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในส่วนนายไชยชนกอาจโดนเรื่องบุกรุกตามกฎหมายที่ดินด้วย หลังเสร็จเรื่องนี้จะไป จ.บุรีรัมย์ แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีต่อไปตั้ง “ฐนัตถ์” หัวหน้าพูดคุยสันติสุขฯผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 148/2569 แต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ “Chief of Peace Dialogue” มุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในการเสริมสร้างความมั่นคงควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ และผู้ก่อเหตุรุนแรงตามนโยบาย แนวทาง หรือมาตรการที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายกฯ หรือคณะรัฐมนตรี กำหนด ให้ข้อเสนอแนะต่อ สมช. นายกฯ ครม.เพื่อพิจารณาตกลงใจเชิงนโยบายต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ทหารเขมรยิงป่วนด่านช่องจอมสำหรับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หลังมีรายงานข่าวทหารกัมพูชายิงปืนเล็กตลอดแนวชายแดนช่องจอม บริเวณชุมชนโอร์เสม็ด อ.กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย ตรงข้ามประตูด่านจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 พ.ค. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณตลาดชายแดนช่องจอมหลายราย ระบุว่าไม่รู้สึกตื่นตระหนกเพราะชินกับสถานการณ์การสู้รบที่ผ่านมา และต้องอพยพมาแล้ว 2 ครั้ง รอเสียงปืนใหญ่หรือสัญญาณเตือนทางมือถือและผู้นำชุมชนประกาศแจ้ง หากเกิดเหตุการณ์ก็พร้อมอพยพได้ทุกเมื่อ ต่อมาเวลา 08.30 น. ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านด่านพัฒนา ที่อยู่ติดกับตลาดชายแดนช่องจอม ยืนยันว่าได้ยินเสียงปืนเล็กอีกหลายนัด แต่ไม่ตื่นตระหนกเพราะเตรียมพร้อมตลอดเวลา ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทหารยังคงตรึงกำลังตลอดแนวชายแดนอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะที่ชายแดนช่องจอม ตามคำสั่งของกองทัพบกทบ.ชี้ยั่วยุเช็กแนววางกำลังไทยพล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ตรวจพบเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่โอร์เสม็ดใกล้กับช่องจอม รวม 2 เหตุการณ์ ในช่วงเช้าวันนี้เวลาประมาณ 09.00 น. หน่วยได้ตรวจพบทหารกัมพูชาประมาณ 10-15 คน พร้อมชาวต่างชาติ 2 คน มีพฤติกรรมยั่วยุ เข้ามาใกล้แนวเขตลวดหนาม ทำการแจ้งเตือนด้วยวาจาแต่ไม่เป็นผล จึงดำเนินการยิงเตือนจำนวน 2 นัด ตามมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำพื้นที่ และป้องปรามการกระทำที่อาจขัดต่อข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ตลอดจนเพื่อลดความตึงเครียดที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณชายแดน และเมื่อเวลา 18.40 น.ของวันที่ 13 พ.ค. หน่วยตรวจพบเหตุยิงอาวุธปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชาตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด รวม 11 นัด ประเมินว่าเป็นการยิงยั่วยุเพื่อตรวจสอบแนววางกำลังของฝ่ายไทย“อนุทิน” ยันทหารตรึงชายแดนเข้มทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 23.00 น.ของวันที่ 13 พ.ค.ว่า รับทราบรายงานกรณีทหารกัมพูชายิงปืน 11 นัดตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอมแล้วจาก พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก การยิงครั้งนี้อยู่ในฝั่งของเขา ไม่ได้มายั่วยุเราแบบเห็นชัดเจน หรือแสดงอะไร เพียงแต่ได้ยินเสียงปืน หลังจากทหารไทยยิงเตือนไป 2 นัด เหตุการณ์ก็เงียบไป ส่วนที่ชาวบ้านกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทหารได้ตรึงกำลังตลอดตามแนวชายแดน จะมาล่วงล้ำอธิปไตยไทยไม่ได้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่