ที่สุดถอน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท รีบกลับไปรื้อ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขยับมุมมองอีกครั้ง โดยส่งสัญญาณถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เพื่อให้ตอบโจทย์ตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลมากขึ้นแต่สิ่งที่ได้ยินจากรัฐบาล คือ งบประมาณปี 70 เข้าไปรื้อไม่ทัน “อันนี้ผมคิดว่าให้อภัยไม่ได้เลย ฟังไม่ขึ้น” ทั้งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นงบประมาณของรัฐบาลอื่น ดังนั้นต้องไปปรับให้ตรงกับยุทธศาสตร์รัฐบาลอนุทิน 2ส่วนการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสักวันหนึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ สมมติปัญหาต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่อง อาจสูงกว่านี้ ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงกว่านี้เช่น น้ำมันเครื่องบินเจ็ตเริ่มมีแนวโน้มขาดตลาด หลายสายการบินเริ่มตัดเที่ยวบิน เมื่อเกิดปัญหาถึงระดับหนึ่งจนเครื่องบินบินไม่ได้ เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ขั้นระดับวิกฤติจริง ถึงเวลานั้นถึงออก พ.ร.ก.เงินกู้มาช่วยแก้สถานการณ์“รัฐบาลกลับมาออกวันนี้ เมื่อถึงวันนั้นจะหมดกระสุน สุดท้ายประชาชนเดือดร้อน อย่าลืมเคยสร้างปัญหานี้มาแล้วครั้งหนึ่งในรัฐบาลอนุทิน 1 ที่เข้ามาปุ๊บ เตรียมเลือกตั้ง งบกลางถูกใช้เกือบหมดเป็นต้นเหตุ พอรัฐบาลอนุทิน 2 งบกลางสำหรับใช้ตอนฉุกเฉินเหลือ 2 หมื่นกว่าล้าน ต้องวิ่งหาเงิน จนลงเอยกับการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน เป็นเพราะไปใช้เงินฉุกเฉินในตอนที่ไม่ฉุกเฉิน”ในฐานะเป็น รมว.คลังที่ผ่านการแก้วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่มาแล้ว เห็นอาการรัฐบาลแล้วเป็นห่วงจุดไหนบ้าง นายกรณ์ บอกว่า เป็นห่วงการประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจในหลายเรื่องสืบเนื่องมาจากรัฐบาลอนุทิน 1 ที่บริหารจัดการปัญหาแบบขาดๆเกินๆ พอถึงรัฐบาลอนุทิน 2 เผชิญวิกฤติพลังงาน ยิ่งเห็นชัดว่าการตัดสินใจหลายครั้งชัดเจนว่า “มันบกพร่อง การวางแผนเตรียมรองรับสถานการณ์ไม่ค่อยเป็นมืออาชีพ” ทำให้ประเทศขาดแคลนน้ำมันที่เกิดจากการบริหารจัดการล้วนๆ ทั้งที่ไม่ควรขาดแคลนความผิดพลาดจากการแก้ปัญหาน้ำมัน หากเร่งแก้ที่ต้นเหตุ โดยปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เป็นธรรมและลดภาษีสรรพสามิตตั้งแต่แรก ที่ช่วยประชาชนแบบถ้วนหน้า รวมถึงคนที่ไม่ได้ใช้น้ำมันด้วย ผ่าน “ราคาสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องปรับตัวสูงขึ้น” ก็จะทำให้สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้ “บีบบังคับ” รัฐบาลว่ามีความรู้สึกจะออก พ.ร.ก.ถ้าปฏิรูปพลังงานและลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันก็ไม่เป็นข้ออ้างของรัฐบาลออก พ.ร.ก.เงินกู้ นายกรณ์ บอกว่า รัฐบาลอธิบายทุกครั้งว่ามีวิกฤติพลังงาน ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากออก พ.ร.ก.เงินกู้ทั้งที่วิกฤติส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง “รัฐบาลบริหารผิดพลาด” โครงสร้างน้ำมันไม่แก้ ลดราคาน้ำมันไม่ได้ และยังต้องกู้เงินอีก“สมมติลดภาษีสรรพสามิต ตลอดปีรัฐสูญเสียราว 2 แสนล้าน จริงๆอาจลด 6 เดือนสูญเสียรายได้ราว 1 แสนล้าน แต่ทำให้ค่าครองชีพ ราคาสินค้าถูกกดเอาไว้ ชาวบ้านไม่เดือดร้อนเท่าวันนี้และยังต้องกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาที่รัฐบาลบอกว่ามาจากราคาน้ำมันสูงเกินไป ช่วงวิกฤติจะเป็นตัวพิสูจน์ฝีมือและการตัดสินใจของรัฐบาล ฉะนั้นต้องมีสติกันหน่อย วิกฤติยังอาจตามมาอีก”มองทางการเมือง “แจกเงิน” ได้กระแสความนิยม รัฐบาลจึงจงใจไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน นายกรณ์ บอกว่า รัฐบาลตั้งใจแจกตามนโยบายเรือธงวิกฤติเศรษฐกิจหรือไม่ ตั้งใจทำอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจ“นโยบายที่เสนอต่อ กกต. กำหนดวงเงินคนละครึ่งพลัส 4.4 หมื่นล้าน นำมาจากงบประมาณ ผมมีคำถามว่าวันนี้เงินงบประมาณส่วนนั้นหายไปไหน ทำไมต้องมาใช้ พ.ร.ก.เงินกู้แจก 1.2 แสนล้านเดิมทีนโยบายระบุชัดกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลเปลี่ยนเป็นการเยียวยา เป็นคนละหน้าของเหรียญเดียวกัน และยังมีคำถามอีกมากมาย อ้างช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่กลับช่วยแบบถ้วนหน้า”รัฐบาลมีมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในอนาคตจะกระทบต่อวินัยการเงินและการคลังของประเทศอย่างไร นายกรณ์ บอกว่า เป็นคำถามที่ตรงเป้าที่น่าเป็นห่วง เรารู้ว่าจริง ประเทศไทยรอคอยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายเรื่องโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เช่น ด้านพลังงานจังหวะดีที่สุด แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งค่าไฟฟ้า ธรรมาภิบาล ความโปร่งใสของ กฟผ. ควรเปิดเผยรายละเอียดการซื้อไฟ ทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชน แต่ไม่เห็นวี่แววรัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขอย่างไร เคยฝากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปแล้ว เขาบอกว่า “พี่ฝากเรื่องยากให้ผม” ซึ่งมันมีนัย ขณะเดียวกันในส่วนกระทรวงการคลัง ผมเป็นคนที่รักและเคารพนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง แต่เป็นห่วงหลายเรื่อง โดยเฉพาะ พ.ร.ก.เงินกู้ วันที่ผมถามกระทู้สด ได้พูดถึงเรื่องนี้แดงขึ้นมาจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯด้านกฎหมาย ที่ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงรู้ว่ารัฐบาลกำลังคิดออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน แต่ในวันเดียวกัน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนว่าไม่รู้เรื่องนี้ เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เห็นความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านมาแค่ 3 สัปดาห์ไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง วันนี้กลับกลายต้องออกกฎหมายฉบับนี้ให้ได้“ประเด็นสำคัญ พ.ร.ก.เงินกู้เป็นเรื่องของกระทรวงการคลังแต่ พ.ร.ก.เงินกู้ของรัฐบาลอนุทิน 2 ไม่ได้เกิดจากความคิดของกระทรวงการคลังเริ่มต้นเกิดจากความคิดของใครไม่รู้ มั่นใจไม่ใช่ของท่านปกรณ์ ที่แค่รับมาศึกษา แต่มันมีคนอื่น…ที่ไม่ใช่กระทรวงการคลัง ไม่ใช่ท่านเอกนิติ เป็นคนสั่งท่านปกรณ์ให้ไปเตรียมเรื่อง ประเด็นนี้น่ากลัวสำหรับ รมว.คลัง”โดยสัญชาตญาณคนคลังมาทั้งชีวิต เข้าใจและมีความกังวลในวินัยการคลังหรือไม่ มั่นใจว่าเข้าใจดีกว่าคนอื่น ถ้ายืนหยัดรักษาความถูกต้อง รักษาหลักวินัยการคลังที่ต่อสู้มา เพื่อรักษาสิ่งนี้มาทั้งชีวิต ถ้าทำไม่ได้ มันก็น่าเสียดายแต่นายเอกนิติระบุถึงการออก พ.ร.ก.เงินกู้ในอดีต ทั้งวิกฤติต้มยำกุ้ง GDP ติดลบ 8% วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ GDP ติดลบหนัก วิกฤติโควิด GDP ติดลบกว่า 6% แต่ละครั้งระดับวิกฤติเศรษฐกิจแม้ รมว.คลังระบุว่า GDP ไม่ใช่ทุกเรื่อง ผมก็เห็นด้วย แต่มันมีตัวชี้วัดวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีเท่าตัวเลข GDP ที่มันติดลบทุกครั้งที่ออก พ.ร.ก. และประสบความสำเร็จในการใช้ พ.ร.ก. มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ออก พ.ร.ก.ในช่วงที่ไม่วิกฤติ สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเบิกจ่ายไม่ได้ ในปี 55 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อ้างวิกฤติ แต่จริงๆโครงการยังไม่พร้อมฉะนั้นทุกสถานการณ์ต้องยืนยันพิสูจน์ได้ว่า “วิกฤติที่มีผลต่อความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ จำเป็นต้องกู้เงินอย่างเร่งด่วน และหลีกเลี่ยงไม่ได้” ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 172ลองถามด้วยสามัญสำนึก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ใช้ทำคนละครึ่งและเปลี่ยนผ่านระบบผลิตไฟฟ้า แต่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ระบุตอบกระทู้กลางสภา “ส่วนที่สองจะเก็บไว้กู้ปี 70”เป็นคำตอบสำเร็จรูปว่า “ไม่ได้จำเป็นเร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ที่ออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน เพราะคำถามที่ตามมาทันที ทำไมรัฐบาลไม่รองบประมาณปี 70 รัฐบาลกลับตอบว่า “รื้องบประมาณ 70 ไม่ทัน”“เป็นรัฐบาลอยู่เดือนกว่า เห็นมีวิกฤติ อยากรีบใช้เงิน ไม่เพียงแค่งบประมาณปี 70 งบประมาณปี 69 ต้องรื้อด้วย แต่รัฐบาลอ้างถ้าวิกฤติจริงต้องรื้อให้ได้แต่รัฐบาลไม่ได้ร้อนใจปรับการใช้เงินในงบประมาณปี 70 สะท้อนชัดเจนรัฐบาลไม่ได้มองเป็นวิกฤติจริง รัฐบาลจะอ้างจัดสรรงบประมาณปี 70 ไม่ทัน แต่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 70 ยังไม่เข้าสภา ไม่สอดคล้องกับข้ออ้างหรือคำอธิบายต่อสังคมว่าช่วงนี้วิกฤติ จำเป็นต้องรีบหาเงิน โดยเฉพาะเงินที่รัฐบาลรีบหามาใช้วันนี้ รัฐบาลพูดเองว่าไม่จำเป็นต้องใช้จนถึงปี 70 คำพูดย้อนแย้งกันไปหมด” ฉะนั้นน่าเป็นห่วง รมว.คลังที่จะเออออไปด้วย ถึงหนึ่งต้องทบทวนว่าสิ่งที่ทุกคนขอให้ท่านทำ แรงกดดันที่มีต่อท่านให้ทำเรื่องต่างๆมันใช่หรือไม่ในฐานะเทคโนแครตที่เข้ามา ตอนนี้คิดว่า เพื่อนที่สนิทกับท่านคงกระซิบว่า ดูเหมือนรัฐบาลพร้อมใช้ความเป็น “เทคโนแครตฟอกทุกเรื่อง” เลยชี้ให้เห็นร่องรอยถึงความไม่พร้อมของทีมเศรษฐกิจและรัฐบาลอนุทิน นายกรณ์ บอกว่า ใช่ เพราะโครงสร้างของทีมที่ดึงผู้เชี่ยวชาญมา สุดท้ายยุทธศาสตร์และนโยบายองค์รวมไม่ได้สะท้อนความเป็นมืออาชีพไปพร้อมกันยากสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่สามารถทำงานและประสบความสำเร็จในการทำงานได้.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม