“อนุทิน” ปิดฉากเวทีอาเซียน ถกทวิภาคีผู้นำฟิลิปปินส์ก่อนบินกลับไทย เสนอตัวพร้อมเป็นครัวโลก ปลื้มบรรลุผลสำเร็จ เผยราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน บอกจะดีจะร้าย ได้ผลไม่ได้ผลขอรับผิดชอบเอง ปชป.ห่วงทิ้งหนี้ระยะยาวทำประเทศติดหล่ม กรมราชทัณฑ์ย้ำมติพักโทษ “ทักษิณ” ถึงที่สุด ต้องติด EM ไปจนถึง 9 ก.ย. แต่มีช่องยื่นขอปลดชั่วคราว ถ้าได้อภัยโทษวันสำคัญถือว่าพ้นโทษทันที “เสี่ยหนู” บอกยังรักเคารพ “นายเก่า” เสมอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย กลับถึงประเทศไทย หลังเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เผย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ขอเป็นผู้รับผิดชอบเอง“อนุทิน” หารือทวิภาคีฟิลิปปินส์เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 พ.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ที่โรงแรมแชงกรีลา มักตัน เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือทวิภาคีกับนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปผลการหารือว่า นายอนุทินชื่นชมบทบาทฟิลิปปินส์ที่ริเริ่มจัดประชุมสามฝ่าย เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายหารือกันอย่างตรงไปตรงมา และสร้างสรรค์ จนนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันในหลายประเด็นสำคัญ ถือเป็นที่น่าพอใจ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพสันติภาพ และความร่วมมืออันสร้างสรรค์ในภูมิภาค ทุกฝ่ายต่างยินดีที่ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม โอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายยังหารือความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคไทยเสนอตัวพร้อมเป็นครัวโลกต่อมาเวลา 14.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทินให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทยว่า เน้นย้ำในที่ประชุมสุดยอดอาเซียนถึงเจตนารมณ์การแก้ไขความขัดแย้งและแนวทางสร้างสันติภาพ ยึดกติกาสากลและประโยชน์ ชาติ พร้อมเสนอความร่วมมือเชิงรุกกับภาคีสมาชิกท่ามกลางความผันผวนของโลก ผลักดันอาเซียนให้เข้มแข็ง มีเอกภาพ และมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ ในที่ประชุมสิ่งที่ทุกประเทศพูดถึงมากกว่าเรื่องน้ำมันและพลังงาน คือเรื่องอาหาร ประเทศไทยสร้างความมั่นใจว่าพร้อมใช้ศักยภาพในฐานะผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก ให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาค และไม่ว่าประเทศใดในโลกจะมีปัญหาเรื่องสงคราม พลังงาน เคยบอกมาตลอดว่าน้ำมันกินไม่ได้ ถ้าเราต้องเลือกในวันที่มีวิกฤติระหว่างน้ำมันกับอาหาร ประเทศไทยมีความมั่นคงเรื่องอาหารมากกว่า ได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองในเชิงเห็นด้วยแทบทุกประเทศ เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มมูลค่าของการค้าการลงทุน และสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียนยึดแถลงการณ์หยุดยิงไทย—กัมพูชานายอนุทินยังกล่าวถึงการพบปะกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า ยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามการลงนาม Joint Statement (แถลงการณ์ร่วมหยุดยิง) เมื่อปี 2568 และที่หารือกันไม่มีการพูดคุยถึงการปักปันเขตแดน และการเปิดด่านพรมแดน ให้ยึดถือตามกรอบ JBC และ GBC ในรูปแบบคณะกรรมการร่วมต่อไป ซึ่งนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส ในฐานะประธานอาเซียน รับทราบ ว่า เรายังพูดคุยกันได้เพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีของ การประชุมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบกับประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่ยังให้ความเชื่อมั่นประเทศไทย และนัดหมายมาเยือนประเทศไทย เรียนเชิญให้มาพบที่ทำเนียบรัฐบาล หารือถึงการ สนับสนุนโครงการต่างๆของไทยกู้ 4 แสน ล.จะดีร้ายรับผิดชอบเองนายอนุทินกล่าวถึง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 400,000 ล้านบาท (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) ประกาศลงราชกิจจา นุเบกษาแล้วว่า ยืนยันรัฐบาลจะเข้มงวดเต็มที่ เงินเหล่านี้จะถูกส่งตรงไปยังประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ เมื่อถามว่าการนำ เรื่องร้องศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้โครงการสะดุดหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ว่าตามกฎหมายเลย “พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.ฉบับนี้ลงมาแล้ว จากนี้ไปผมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ จะดีจะร้าย จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ หวังว่าทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์ และรับรองได้ว่าไม่มีรั่วไหลแม้สตางค์แดงเดียว รัฐมนตรีทุกคนจะช่วยกันสอดส่องดูแลการใช้งบก้อนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ และพี่น้องประชาชน”ไม่ยุ่งปมบิ๊กคลองหลอดซัดกันนัวผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบ คุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมาก กรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมว.มหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย โยกย้ายนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมิชอบ ทั้ง 2 คนเตรียมฟ้องปลัดกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นการใช้ดุลพินิจของ ก.พ.ค.ที่เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่มีอะไรมากระทบการทำงานในกระทรวงมหาดไทย เอาง่ายๆ ตนไม่เกี่ยว และทุกคนต้องทำตามนโยบาย เมื่อถามว่าจะเป็นกาวใจให้ทั้ง 3 คนหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า อายุขนาดนี้แล้ว ถ้าเป็นกาวคงเป็นกาวที่หมดอายุ เป็นเรื่องของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ถ้าเข้าไปเกี่ยวจะกลายเป็นก้าวก่าย ไม่อยากเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่อีกคนราชกิจจาฯประกาศใช้ พ.ร.ก.กู้เงินฯวันเดียวกัน ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจา นุเบกษา (วันที่ 9 พ.ค.2569) เป็นต้นไป อาศัยอำนาจตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 172 ทั้งนี้ ในท้ายพระราชกำหนด ได้ระบุบัญชีแผนงานโครงการวงเงิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ แผนงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้การประกอบอาชีพดำเนินได้ต่อเนื่อง ส่วนที่สอง คือ แผนงานเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงานและรองรับการเปลี่ยนผ่าน วงเงิน 200,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการลดใช้ฟอสซิล การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน เพื่อสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสถานีบรรจุไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาทักษะประชาชน และนวัตกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจใหม่ปชป.สวนทิ้งหนี้ระยะยาวน.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชา ธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวพาดพิงนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลว่า นายภราดรจำไม่ได้จริงๆหรือว่า นโยบายอันน้อยนิดที่พรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้ โครงการคนละครึ่งพลัส หรือไทยช่วยไทยพลัสจะใช้เงิน 44,000 ล้าน จากงบประมาณโดยไม่ใช้เงินกู้ ด้วยความไม่ชัดเจนเรื่องการใช้เงินกู้สังคมจึงกังวลว่ารัฐบาลจะนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และแนวคิดแบบบ้านใหญ่ของรัฐบาลนี้จะทำให้ประเทศไทยติดหล่มยาว ทิ้งภาระหนี้ระยะยาวไว้กับพี่น้องประชาชนห่วงประเทศติดหล่มล้มละลายน.ส.ศิริภากล่าวต่อว่า นายภราดรจำไม่ได้จริงๆ หรือว่า ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีนายกรณ์ เป็น รมว.คลัง อยู่ในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ มี GDP ติดลบ ที่มุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้แจกอย่างเดียว และใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพจนเศรษฐกิจฟื้น GDP โตกว่า 7.5% ภายใน 18 เดือน คงเป็นเรื่องดีหากรัฐบาลชุดนี้สามารถวางแผนการใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน การที่เพดานหนี้สาธารณะที่พุ่งจะทะลุร้อยละ 70 ในยุคของท่าน สามารถทำให้ประเทศไทยติดหล่มยาวและอาจล้มละลายได้ หากเงินที่กู้มาไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของภาษี ต้องแบกหนี้ที่ท่านกำลังจะกู้ คงมีสิทธิตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีทุกบาทของพี่น้องประชาชน จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เว้นแต่ท่านเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ไม่รับฟังความเห็นของคนเห็นต่าง“ไหม” ขยี้ชงเองกินเองไร้คนคานน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “มาแล้ว พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท 5 หน้าถ้วน จะกู้แบงก์สักล้านอาจต้องเตรียมเอกสารหนาเป็นตั้ง เขียนเล่ารายละเอียดยิบถึงโครงการว่าจะทำอะไรบ้าง แต่รัฐบาลกู้ 4 แสนล้านไม่ต้องทำ จะกู้ยังไง กู้แบบไหน ไปทำอะไรบ้าง ไม่ต้องแจกแจง ที่ต่างไปจาก พ.ร.ก.รอบโควิด คือรอบนี้คณะกรรมการกลั่นกรองมีปลัดคลังนั่งเป็นประธาน (เดิมเลขาฯสภาพัฒน์) โดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รับหน้าที่ประเมินโครงการคลังกู้ คลังกลั่นกรอง คลังตรวจสอบ ชงเอง ตบเอง กินเอง ไม่ต้องให้ใครมาแบ่ง มาคานอำนาจ บัญชีแนบท้ายให้รายละเอียดแบบกว้างมาก แผนเยียวยาจะตกถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการด้วย แต่จะเหลือเท่าไหร่ ในเมื่อไทยช่วยไทยพลัสโครงการเดียวใช้ไป 1.7 แสนล้าน เกือบเต็มวงเงิน หลายคนสงสัยว่าถ้าฝ่ายค้านไปยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะทำให้รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินมาเยียวยาพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ คำตอบคือกู้ได้เลย การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แค่ยับยั้งการอนุมัติจากสภาฯ และไม่มีทางที่เราจะใช้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมาแทรกแซง พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนรอความช่วยเหลือสบายใจได้”กธ.อัดกู้ก่อนแจกก่อนค่อยตอบนายอรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า รัฐบาลกำลังสร้างภาระหนี้ครั้งใหญ่ให้ประเทศ ยังคงใช้แนวคิดแบบเดิม คือกู้ก่อน แจกก่อน แล้วค่อยมาตอบคำถามทีหลัง สุดท้ายคนที่ต้องใช้หนี้ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่รัฐมนตรี แต่คือประชาชนทั้งประเทศ และลูกหลานของเราในอนาคต พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่าจะใช้วงเงินจากงบประมาณ แต่ตอนนี้กลับคำพูดว่าต้องกู้ถึงจะมีแจก ประเทศไม่ควรถูกบริหารด้วยแนวคิดแบบรวมศูนย์อำนาจ ที่คนเพียงไม่กี่คนเป็นผู้ตัดสินใจแทนประชาชนทั้งประเทศ โดยปราศจากการตรวจสอบรอบด้าน ด้วยวงเงินกู้จำนวนมหาศาล เพื่อความโปร่งใสไม่ควรถูกรวบไว้ในกฎหมายฉบับเดียว เรื่องไหนเร่งด่วนก็ว่ากันไป แต่เรื่องไหนไม่เร่งด่วนไม่ควรเอามาปะปนจนกลายเป็นเช็คเปล่าราชทัณฑ์ย้ำมติพักโทษ “ทักษิณ”อีกเรื่อง กรมราชทัณฑ์ออกเอกสารข่าวเผยแพร่กรณีกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ยื่นหนังสือถึง รมว.ยุติธรรม ขอให้ยับยั้งการพักการลงโทษนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าการพิจารณาคุณสมบัติในการพักการลงโทษ ต้องอาศัยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และสถานะทางคดีจากมติที่ประชุมของคณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษประจำเรือนจำ และเอกสารประกอบการพิจารณาพักการลงโทษของนายทักษิณ ไม่ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับการผิดวินัย ดังนั้นคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาแล้ว มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ ขอยืนยันว่าการพิจารณาพักการลงโทษ ครั้งนี้ มิได้เอื้อประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ แต่ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ต้องขังทั่วประเทศต้องติดกำไล EM ไปจนถึง 9 ก.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงยุติธรรมว่า นายทักษิณมีเงื่อนไขต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย. ถือเป็นมติถึงที่สุดแล้วของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง กำหนดการติดกำไล EM จะมีเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 จะไปยังเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อติดกำไล EM ให้ และแจ้งขั้นตอนการใช้งานอุปกรณ์ และหลักการปฏิบัติตนระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือน ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ 11-13 พ.ค. นายทักษิณต้องไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 รับผิดชอบเขตบางพลัด สถานที่พักโทษ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ตามที่ผู้อุปการะของนายทักษิณแจ้งไว้แต่มีช่องยื่นขอปลดกำไลชั่วคราวสำหรับนายทักษิณถือเป็นผู้ได้รับการพักการลงโทษเป็นการทั่วไป การจะขอปลดกำไล EM ระหว่างการคุมประพฤติ เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือเพื่อการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะเหตุจำเป็นต้องเข้าอุโมงค์เพื่อทำ MRI หรือการรักษาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องตรวจที่ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุความเข้มสูง สามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไล EM ชั่วคราวได้ โดยใช้เอกสารที่มีความเห็นของแพทย์ที่ระบุชัดเจนว่ากำไล EM เป็นอุปสรรคในการรักษาพยาบาลจริง แต่เป็นการชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาพยาบาลต้องกลับมาติดดังเดิม แต่หากเป็นกรณีมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือข้อเท้าเป็นแผลพุพอง หรือทำให้สุขภาพย่ำแย่ลง ผู้ถูกคุมประพฤติสามารถยื่นคำร้องขอปลดกำไล EM แบบถาวรมายังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติได้เช่นกัน เพื่อเสนอรายงานให้คณะอนุกรรมการฯพิจารณา นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขชัดเจนคือห้ามออกนอกเขตพื้นที่จังหวัด เว้นแต่มีกิจธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ต้องระบุเหตุผลการไปสถานที่นั้นๆ ว่าไปปลายทางคือที่ใด มีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ไประยะเวลากี่วัน เป็นต้น รวมถึงหากมีคุณสมบัติตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปในวันสำคัญใดๆ จะได้รับการพ้นโทษทันที“เสี่ยหนู” บอกยังรักเคารพ “นายเก่า”นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย กล่าวว่ายังคงเคารพนับถือนายทักษิณ เพราะเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามา 20 กว่าปี มีความผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวด้วย เมื่อถามว่ามีโอกาสไปปรึกษาในเรื่องที่นายทักษิณเชี่ยวชาญบ้างหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ไม่มีข้อห้ามใดๆ แต่ให้ท่านออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัว กรุงเทพฯแคบอยู่แค่นี้ เดี๋ยววันใดวันนึงอาจมีโอกาสได้พบกันตามโอกาสต่างๆค่อยว่ากัน ตอนออกมาใหม่ๆยังคงเป็นการพักโทษอยู่ ยังมีข้อจำกัดและคงไม่สะดวกให้คนนอกครอบครัวไปพบ เมื่อถามว่ามีการวิเคราะห์ว่านายทักษิณจะไม่วางมือทางการเมือง อาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ไม่คิดไกลถึงขนาดนั้น ยังไงท่านก็เป็นคนที่ตนให้ความเคารพ“พร้อมพงศ์” ตอกพวกแค้นฝังหุ่นนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พวกที่คัดค้านการพักโทษของนาย ทักษิณ ไม่เข้าใจว่าต้องเป็นอย่างไรกลุ่มคนพวกนี้ถึงจะพอใจ จะเอาแต่สะใจอย่างนั้นใช่หรือไม่ เราควรลดละอภัยมองไปข้างหน้า มากกว่าจมอยู่ในอดีตแห่งความชิงชัง วันที่ 11 พ.ค. จะไปรอต้อนรับนายทักษิณร่วมกับพี่น้องคนเสื้อแดง ส่วนวันข้างหน้าบทบาทนายทักษิณจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ ต้องให้ท่านหรือคนในครอบครัวมาบอกเอง หลายคนยังนึกถึงอดีตผู้นำที่ครั้งหนึ่งทำให้รู้สึกว่านโยบายรัฐไม่ใช่เรื่องไกลตัว ชาวบ้านสัมผัสได้แบบที่ประชาธิปไตยกินได้จริงๆ พวกที่กังวลว่าท่านออกมาแล้วจะเอาคืน ล้างแค้นใครหรือไม่ คนวัย 76 ปี กับหลานอีก 7 คน คงอยากใช้เวลาพักผ่อนกับลูกๆหลานๆมากกว่า คนที่เห็นโลกมามากผ่านอะไรมาเยอะ อย่างที่ท่านเคยบอกเคยเห็นทั้งนรกและสวรรค์มาหมดแล้ว คนที่เคยคิดทำร้ายท่านถึงชีวิตยังให้อภัย อโหสิกรรมให้หมด คงไม่มานั่งคิดเอาคืนอะไรใคร พวกที่ปั่นเรื่องยุแยงควรเลิกระแวงสงสัยได้แล้ว อะไรที่ปล่อยวางกันได้ควรปล่อยวางกันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่