สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯกลับมาเดือดระอุอีกครั้ง หลังอิหร่านยิงเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีท่าเรือน้ำมันฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กองทัพสหรัฐฯและอิสราเอลอาจตัดสินใจกลับไปใช้กำลังทางทหารส่งฝูงบินรบเข้าโจมตีภายในไม่กี่วันข้างหน้า โดยสหรัฐฯท้าทายด้วยการส่งเรือพิฆาต2ลำทะลุผ่านฮอร์มุซเข้าอ่าวเปอร์เซียได้สำเร็จ แม้ถูกระดมยิงด้วยจรวดและโดรนพิฆาต ขณะที่เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศรุ่น KC-135R ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ส่งสัญญาณฉุกเฉินเหนือน่านฟ้าอ่าวเปอร์เซียก่อนหายไปจากจอเรดาร์ รมว.ต่างประเทศอิหร่าน รุดเข้าหารือจีน มั่นใจอิหร่านรับศึกได้อีกนาน ด้านรัฐบาลอินเดียร่วมประณามถล่มฟูไจราห์ทำชาวอินเดียบาดเจ็บ 3 คนสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีแนวโน้มที่จะกลับไปสู่การใช้กำลังทางทหารและความรุนแรงรอบใหม่ ภายหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศแผนการเสรีภาพช่วยเหลือเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ และเริ่มส่งเรือรบเข้าไปยังพื้นที่ในลักษณะหยั่งเชิงเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา จนมีรายงานต่อมาว่าเรือรบสหรัฐฯถูกยิงเข้าใส่ ด้านรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ออกมายืนยันว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศที่ท่าเรือฟูไจราห์ถูกยิงโจมตีจนได้รับความเสียหายเกิดไฟลุกท่วม ขณะที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเออีได้กลับมาเปิดใช้งาน และประสบความสำเร็จในการยิงสกัดกั้นจรวด 15 ลูก โดรนพิฆาตอีก 4 ลำ ที่ถูกปล่อยมาจากอิหร่านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้า เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นในท่าเรือฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แม้จะยังไม่มีคำยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอิหร่าน แต่สำนักข่าวต่างๆของรัฐบาลอิหร่านได้มีการรายงานอ้างแหล่งข่าวความมั่นคงในอิหร่านว่า กองทัพอิหร่านไม่มีแผนการโจมตียูเออีเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากความพยายามของกองทัพสหรัฐฯในการเปิดเส้นทางการแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กองทัพสหรัฐฯต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ และสหรัฐฯจำเป็นต้องยุติพฤติกรรมการใช้กำลังทางทหารระหว่างกระบวนการเจรจาทางการทูต พร้อมยุติการประกาศศักดาแสดงความยิ่งใหญ่ของกองทัพสหรัฐฯในภูมิภาคซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลกขณะที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯว่า กองทัพสหรัฐฯและอิสราเอลเตรียมการที่จะกลับไปใช้กำลังทางทหาร ส่งฝูงบินรบเข้าโจมตีประเทศอิหร่านอีกครั้งภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นเป็นผลจากการที่อิหร่านตัดสินใจยิงเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ และปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนรัฐบาลอินเดียยังออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีท่าเรือฟูไจราห์ของยูเออีที่ส่งผลให้มีชาวอินเดียได้รับบาดเจ็บ 3 คนวันเดียวกันนี้ สถานีโทรทัศน์ช่องซีบีเอสของสหรัฐฯ ได้รายงานอ้างแหล่งข่าวความมั่นคงในรัฐบาลสหรัฐฯว่า กองทัพสหรัฐฯประสบความสำเร็จในการท้าทายระบบป้องกันช่องแคบฮอร์มุซของกองทัพอิหร่าน โดยเรือพิฆาต 2 ลำ ประกอบด้วย ยูเอสเอส ทรักซ์ตัน DDG-103 และยูเอสเอส เมสัน DDG-87 สามารถแล่นทะลุผ่านช่องแคบฮอร์มุซเข้าไปในอ่าวเปอร์เซียได้สำเร็จ ภายใต้การถูกระดมยิงอย่างหนักจากจรวดและโดรนพิฆาตของกองทัพอิหร่าน การแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซของเรือรบสหรัฐฯนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอุบัติขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. และเรือรบทั้ง 2 ลำ ได้รับการสนับสนุนและคุ้มกันอย่างเข้มข้นจากฝูงบินรบสหรัฐฯ รวมถึงฝูงเฮลิคอปเตอร์ จู่โจมอาปาเช่ ที่ตามประกบติดและใช้ปืนกล 30 มม. ยิงสอยโดรนพิฆาตที่เล็ดลอดระบบต่อต้านจนเข้ามาใกล้เรือรบของสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ กองบัญชาการกองทัพสหรัฐฯประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง (CENT COM) ยืนยันว่าได้เริ่มมีการใช้เฮลิคอปเตอร์จู่โจมอาปาเช่ลาดตระเวนในพื้นที่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซนอกจากนี้ สำนักข่าวต่างประเทศยังรายงานว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากในช่วงปฏิบัติการส่งเรือรบแล่นฝ่าช่องแคบฮอร์มุซนั้น ได้มีเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศรุ่น KC-135R ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ส่งสัญญาณฉุกเฉิน 7700 ที่บริเวณน่านฟ้าอ่าวเปอร์เซีย ไม่ไกลจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสัญญาณดังกล่าวหมายถึงการถูกโจมตีหรือเกิดเหตุขัดข้องขั้นร้ายแรง ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าเครื่องบินดังกล่าวอยู่ระหว่างปฏิบัติการเติมน้ำมันกลางอากาศให้กับฝูงบินรบ และภายหลังจากการแจ้งสัญญาณเตือนดังกล่าว เครื่องบินได้หันหัวมุ่งไปยังประเทศกาตาร์ ก่อนที่สัญญาณระบุตำแหน่งจะสูญหายไปที่บริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันออกของกาตาร์จากนั้นอีกประมาณ 2 ชั่วโมงต่อมา มีเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศรุ่น KC-46A ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ส่งสัญญาณ 7700 เช่นเดียวกันระหว่างบินออกจากพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ แต่สัญญาณไม่ได้หายไปและเครื่องได้บินเข้าสู่น่านฟ้าของซาอุดีอาระเบียทั้งนี้ เว็บไซต์ไฟลต์เรดาร์ยังระบุด้วยว่า ในวันที่ 5 พ.ค. กองทัพอากาศสหรัฐฯได้ส่งเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศรุ่นต่างๆ ออกปฏิบัติการบนน่านฟ้าตั้งแต่ประเทศอิสราเอลไปจนถึงประเทศโอมาน เป็นจำนวนมากกว่า 24 เครื่อง ถือเป็นสัญญาณหรือไม่ว่ากองทัพอากาศสหรัฐฯและอิสราเอล เตรียมที่จะปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศอิหร่านรอบใหม่ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า นายอับบาส อารักชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน อยู่ระหว่างการเดินทางไปกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และมีกำหนดเข้าหารือกับนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีนในประเด็นความสัมพันธ์ทวิภาคีและสถานการณ์การเมืองโลกที่กำลังเป็นไป ส่วนราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความพยายามเปิดช่องแคบฮอร์มุซของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐฯ ไม่ได้สร้างความไว้วางใจให้แก่ตลาดโลก โดย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง 1% อยู่ที่ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดน้ำมันฟิวเจอร์ในสหรัฐฯอยู่ที่ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขณะที่นายโมฮัมหมัด กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา อิหร่าน กล่าวว่า ความมั่นคงในการเดินเรือและการขนส่งพลังงานกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการกระทำของสหรัฐฯและพันธมิตรที่ละเมิดการหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง แต่อิหร่านรู้ดีว่าหากสถานการณ์ยังคงดำเนินไปเช่นนี้ ทางสหรัฐฯเองนั่นแหละที่จะทนไม่ไหว ขณะที่อิหร่านยังสามารถทนได้อีกยาว เกมนี้เพิ่งจะเริ่มขึ้นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่