ผมเขียนถึงความหลังบนเส้นทางวิบากของสวนลุมพินี สวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยที่เพิ่งจะจัดงานฉลองครบ 100 ปีไปเมื่อ 26–30 เมษายนที่ผ่านมา...ลงในคอลัมน์ซอกแซกวันอาทิตย์ของผมถึง 2 สัปดาห์ซ้อนๆผลปรากฏว่า 100 ปีแห่งความหลังของสวนลุมฯ มี “ดราม่า” เยอะพอสมควร กว่าจะจบลงได้ต้องย่อแล้วย่ออีก...แต่กระนั้นก็ไม่เหลือเนื้อที่พอสำหรับการเขียนเรื่องส่วนตัวของผมเกี่ยวกับสวนลุมพินีที่อยากจะเล่าไว้ด้วยในโอกาสฉลอง 100 ปีครั้งนี้เพื่อให้เรื่องราวจบลงอย่างสมบูรณ์โดยผมไม่ต้องไปเขียนต่ออีกใน “ซอกแซก” สัปดาห์หน้า ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านใช้เนื้อที่ในคอลัมน์ปกติของผมวันนี้เขียนถึง “สวนลุมพินี” อีกสักวันก็แล้วกันท่านที่ติดตามอ่านมาตลอดคงจะทราบแล้วว่า “สวนลุมพินี” ในยุคต้นๆนั้นต้องประสบกับปัญหาต่างๆมากมาย และเคยตกต่ำถึงขั้นกลายเป็นที่ ทิ้งขยะ ของคนเมืองหลวงมาแล้วด้วยซ้ำแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ดวงของสวนลุมฯก็ค่อยๆ ดีขึ้นและดีมากๆในยุคปี 2490 เศษๆ เมื่อสวนลุมฯได้กลายเป็นที่สำหรับจัดงานใหญ่ๆ เช่น งานฉลองรัฐธรรมนูญ, งานประกวดนางสาวไทย และงานดังอื่นๆอีกหลายงานรวมทั้งมีการสร้างอาคาร “ลุมพินีสถาน” เพื่อเป็นอาคารสำหรับให้ประชาชนชาวไทยได้เข้าไปอาศัยพักผ่อนหย่อนใจ โดยเข้าไปฟังการบรรเลงดนตรีและเข้าไปหาความสุขจากการ “เต้นรำ” หรือ “ลีลาศ” ซึ่งฮิตมากในยุคดังกล่าวเทศบาลนครกรุงเทพฯ ผู้ดูแลสวนลุม ได้จัดให้มี “ดนตรีสำหรับประชาชน” ขึ้นในคืน วันศุกร์ โดยจะมีวงดนตรีต่างๆผลัดเวียนกันมาบรรเลงให้ประชาชนได้ฟังเพลงและได้เต้นรำกันตั้งแต่ 1 ทุ่มถึงเที่ยงคืนจากนั้นรุ่งขึ้นคืนวันเสาร์ก็จะมีการจัด “งานบอลล์” หรืองาน “ราตรีสโมสร” มีการเต้นรำชุดใหญ่ (ชายสวมสูท หญิงแต่งชุดราตรี) อย่างเป็นทางการต่ออีก 1 คืนในสถานที่เดียวกันจนกระทั่งปี 2502 ขณะผมเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เป็นนักเรียนปีที่ 2 หรือ ม.8 ของ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นั่นเอง ก็มีเพื่อน ซึ่งญาติไปประมูลแผนกอาหารและเครื่องดื่มของงานทั้ง 2 คืนที่ว่านี้มาได้ มาชวนผมไปทำงานเป็นบ๋อยกับเขาด้วยได้ค่าแรงวันละ 30 บาท แต่จะได้ค่าทิปเพิ่มขึ้นอีก สุดแต่ว่าแขกที่ไปเที่ยวในแต่ละคืนจะใจดีเพียงใดผมอยากจะหาเงินช่วยพ่อแม่ทางบ้านก็เลยไปสมัครทำงานตามคำชวนของเพื่อน กลายเป็นได้ประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับชีวิตนี้รวมแล้วเดือนหนึ่งๆ (ทำงาน 8 วัน) พวกผม บ๋อยสวนลุมฯจะมีรายได้ (รวมค่าทิป) เดือนละ 600 บาท 700 บาท เหลือกิน เหลือใช้สำหรับ พ.ศ.ที่ว่าที่สำคัญก็คือ เราจะมีโอกาสได้เข้าใกล้ชิดนักร้องดังๆเป็นของแถมอีกด้วย (เพราะก่อนเริ่มงาน เราต้องเอาอาหารไปเสิร์ฟนักร้อง นักดนตรีก่อนตามหน้าที่) วงดนตรีที่ดังที่สุดบรรเลงเพลงเต้นรำได้มันที่สุดช่วงปี 2500 เศษๆจะเป็นวงไหนไปได้ล่ะครับ นอกจาก “วงสุนทราภรณ์”ผมจึงมีโอกาสได้เข้าใกล้ครู เอื้อ สุนทรสนาน, คุณวินัย จุลละบุษปะ, เลิศ ประสมทรัพย์, สมศักดิ์ เทพานนท์, ศรีสุดา รัชตะวรรณ, มาริษา อมาตยกุล, วรนุช อารีย์, บุษยา รังสี (กำลังดังมาก) ชนิดได้กลิ่นนํ้าหอมมาแล้วทุกคนแต่ด้วยภาระการเรียนที่หนักมากและผมต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย จึงต้องยุติการทำงานเพื่อทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่ หลังจากทำได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น กระนั้นประสบการณ์ใน พ.ศ.2502 ยังคงอยู่ในความทรงจำของผมมาจนถึงวันนี้...ขอบคุณเวทีลีลาศสวนลุมพินี ขอบคุณครูเอื้อ สุนทรสนาน ์ไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่ทำให้ผมไม่ต้องขอสตางค์ทางบ้านใช้ เป็นเวลายาวนานถึง 6 เดือนติดต่อกัน (เพราะคืนไหนสุนทราภรณ์มาบรรเลง คืนนั้นค่าทิปรวมแล้วเกิน 100 บาทแน่นอน... รับประกันได้)––คนแน่น! ทิปหนัก! ว่างั้นเถอะ."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม