เดือนเมษายนที่ผ่านมา ท่ามกลางความร้อนระอุของอากาศ และความร้อนระอุของสงครามและราคาน้ำมัน แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯกลับทำสถิติสูงสุดใหม่ ปิดตลาด 30 เมษายน ดัชนีดาวโจนส์ บวก 790.33 จุด ปิดที่ 49,652.14 จุด ดัชนี S&P 500 บวก 73.06 จุด ปิดที่ 7,209.01 จุด ดัชนี Nasdaq บวก 219.07 จุด ปิดที่ 24,892.31 จุด ส่งผลให้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯเมษายนปรับตัวรายเดือนสูงสุดในรอบ 6 ปี นักลงทุนมองข้ามความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในช่องแคบฮอร์มุซ ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ และกลับมาให้ความสนใจแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตเกินคาดเมษายนเดือนเดียว ดัชนีดาวโจนส์ บวกขึ้นไปกว่า 3,310 จุด เพิ่มขึ้นกว่า 7.1% ดัชนี S&P 500 บวกขึ้นไปกว่า 680 จุด เพิ่มขึ้นกว่า 10.4% เป็นเดือนที่ดีที่สุดของดัชนีเอสแอนด์พีนับตั้งแต่ พ.ย.2563 ดัชนี Nasdaq บวกขึ้นไปกว่า 3,301 จุด เพิ่มขึ้นกว่า 15.3% ปรับตัวขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ เม.ย.2563 สวนทางข่าวสงครามและราคาน้ำมัน ดัชนีหุ้นไทยสิ้นเดือนเมษาหน้าร้อน ก็ไม่น้อยกว่า 30 เม.ย. ดัชนี SET ปิดที่ 1,493.69 จุด บวกขึ้นไป 1.95 จุด ก่อนวันหยุดยาว ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่า 60,940 ล้านบาทนักวิเคราะห์วอลล์สตรีทระบุว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้ฝ่ายที่มีมุมมองตลาดในแง่ลบต้องประหลาดใจ แม้ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ จะพุ่งสูงกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แต่ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้ทำให้การบริโภคของประชาชนลดลงแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน เม็ดเงินใหม่ก็ยังไหลเข้าสู่การสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ (Data Center) เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยที่หนุนให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทะยานขึ้น30 เม.ย. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังได้เปิดเผย GDP สหรัฐฯไตรมาส 1/2569 ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัว 2.0% แม้จะต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.2% แต่ก็สูงกว่าไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัวเพียง 0.5%ถัดมา 1 พ.ค. ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแอตแลนตา ได้เปิดเผย แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุด ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯมีการขยายตัว 3.7% ในไตรมาส 2 หลังจากที่ขยายตัว 2.0% ในไตรมาส 1/2569 “แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow” เป็น แบบจำลองคาดการณ์ GDP สหรัฐฯแบบเรียลไทม์ (Real–time) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สาขาแอตแลนตา โดยคำนวณจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด เพื่อประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสปัจจุบัน ก่อนที่จะประกาศ ตัวเลขอย่างเป็นทางการ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนและนักเศรษฐ ศาสตร์ใช้ติดตามภาวะเศรษฐกิจ ช่วยให้นักลงทุนมองเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจที่รวดเร็ว เครื่องมือแบบนี้ประเทศไทยยังไม่มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯเดือนเมษายนพุ่งทำสถิติใหม่ในรอบ 6 ปี ก็คือ ผลประกอบการของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ไตรมาส 1 ที่เปิดเผยในปลายเดือนเมษาApple รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 มีรายได้กว่า 111,180 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน กำไรต่อหุ้น 2.01 ดอลลาร์ อนุมัติวงเงินซื้อหุ้นคืนอีก 100,000 ล้านดอลลาร์ จ่ายปันผลหุ้นละ 27 เซนต์ เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และคาดว่าไตรมาส 2 ผลประกอบการจะเติบโต 14–17% Alphabet (Google) ไตรมาส 1 มีรายได้กว่า 110,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% สูงกว่าคาดการณ์ 27,000 ล้านดอลลาร์ Microsoft ไตรมาส 1 มีรายได้กว่า 82,890 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% Amazon ไตรมาส 1 มีรายได้กว่า 181,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24% Meta Platform (Facebook) ไตรมาส 1 มีรายได้กว่า 56,310 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 33%ตลาดหลักทรัพย์ไทย SET ไตรมาส 1 ก็ไม่น้อยกว่า มีกำไรสุทธิรวม 236,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% เทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้น 9% เทียบกับไตรมาสก่อน สวนทางจีดีพีต่ำในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส ผมก็เก็บตัวเลขไตรมาส 1 ของหุ้นโลกและหุ้นไทยมาเล่าสู่กันฟัง เพราะการลงทุนเพิ่มรายได้เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ต้องขยันหาข้อมูลความรู้ และลงทุนผ่านมืออาชีพ เพื่อลดความเสี่ยง.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม