ประเทศชาติเปรียบเสมือน “บ้านหลังใหญ่” ที่มีคนไทยกว่า 70 ล้านชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกัน บ้านหลังนี้มีเสาหลัก มีหลังคาคุ้มหัว และมีหม้อข้าวหม้อแกงใบเดียวกันที่ทุกคนต้องพึ่งพาอาศัยแต่...ถ้าวันหนึ่ง คนที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเสาบ้าน กลับแอบเลื่อยไม้ทีละนิดเพื่อเอาขี้เลื่อยไปขาย คนที่ถือทัพพีทำหน้าที่ตักข้าว กลับแอบตักก้นหม้อเก็บไว้กินคนเดียว... สุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้น?คำตอบสั้นๆง่ายๆแต่น่ากลัวที่สุด “บ้านทั้งหลังจะพังทลายลงมาทับทุกคนอย่างไร้ทางหนี”ปัญหาการ “ทุจริตคอร์รัปชัน” ในสังคมไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจ หรือข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่คือ “ปลวกมอด” ตัวร้ายที่กัดกินโครงสร้างความมั่นคงของชาติจากข้างใน จนกลวงโบ๋ และพร้อมจะทรุดตัวลงมาได้ทุกเมื่อเมื่อ “การโกง” กลายเป็นมะเร็งร้ายลามปามทุกหย่อมหญ้า ลองจินตนาการถึงถนนหนทางที่เราขับขี่กันอยู่ทุกวัน ถ้ามีการฮั้วประมูล มีการกินเปอร์เซ็นต์วัสดุก่อสร้าง ถนนเส้นนั้นก็จะสร้างด้วยยางมะตอยบางเฉียบ เหล็กเส้นที่ได้มาตรฐานก็ถูกลดสเปกผลลัพธ์คือ ฝนตกไม่กี่ครั้งถนนก็พัง เป็นหลุมเป็นบ่อ เกิดอุบัติเหตุพรากชีวิตผู้คนหรือแม้แต่โครงการสร้างตึกอาคารเรียน โรงพยาบาลหรือระบบระบายน้ำ หากมีการทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนเซ็นสัญญาเงินภาษีของประชาชนนับร้อยนับพันล้านบาทที่ควรจะถูกนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต กลับต้องละลายหายไปเข้ากระเป๋าคนไม่กี่คนนั่นแปลว่า “ทุกบาทที่ถูกโกง คือโอกาสที่ถูกพราก” เด็กไทยต้องขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา ผู้ป่วยต้องนอนรอความตายบนเตียงที่ขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ และเกษตรกรต้องทนทุกข์กับความยากจนซ้ำซาก ทั้งที่ประเทศเรามีทรัพยากรและความพร้อมมากมายปัญหาคอร์รัปชันจึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของ “ศีลธรรม” และ “จิตสำนึก” ที่เสื่อมถอย เมื่อคนเราเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม สังคมก็เริ่มสูญเสียความไว้วางใจซึ่งกันและกัน กลายเป็นสังคมต่างคนต่างอยู่ และไม่มีใครอยากลงทุนหรือพัฒนาอะไรให้ยั่งยืน เพราะรู้ว่า...สุดท้ายก็จะถูกสูบกินโดย “ระบบเหลือขอ”ย้อนกลับไปมองพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง ร.9) ที่พระองค์เคยพระราชทานไว้เพื่อเตือนสติคนไทยมาโดยตลอด พระองค์ทรงมองทะลุปรุโปร่งถึงภัยอันตรายของการทุจริตและความไม่ซื่อสัตย์สุจริตโดยทรงพระราชดำรัสไว้ครั้งหนึ่งความว่า “...ผู้มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้มีความรู้มากแต่ไม่มีความสุจริต ซึ่งอาจนำความรู้ไปใช้ในทางที่ทุจริตและเป็นภัยแก่ส่วนรวม...”และในอีกวาระหนึ่ง พระองค์ยังทรงย้ำเตือนอย่างลึกซึ้งถึงความอยู่รอดของชาติบ้านเมืองว่า“...ประเทศชาติประกอบด้วยชนหลายหมู่เหล่า ผลประโยชน์และความสุขของแต่ละหมู่เหล่านั้นย่อมเกื้อหนุนกัน เกิดเป็นผลประโยชน์และความสุขส่วนรวมของประเทศชาติ ถ้าบุคคลในชาติไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม แต่พยายามที่จะเอารัดเอาเปรียบและหาประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบแล้ว ความหายนะก็จะบังเกิดแก่ประเทศชาติและตนเองในที่สุด...”พระราชดำรัสเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำสอนตามตำรา แต่คือ “สัจธรรม” ที่สะท้อนความเป็นจริงในวันนี้ ประเทศชาติจะล่มสลาย ไม่ใช่เพราะข้าศึกศัตรูยกทัพมาตีจากภายนอก แต่พังทลายลงเพราะ “หนอนบ่อนไส้” ที่กัดกินความซื่อสัตย์สุจริตจากภายในนั่นเองถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่คนไทยทุกคนจะต้องตื่นตัวและลุกขึ้นมาปฏิเสธการทุจริตในทุกรูปแบบ เลิกมองว่าเรื่องสินบน การจ่ายใต้โต๊ะ หรือการกินตามน้ำ เป็นเรื่องธรรมดาที่ “ใครๆเขาก็ทำกัน” เพราะความ “ธรรมดา” ที่ว่านี้แหละ คือสิ่งที่กำลังร่วมมือกันฝังกลบอนาคตของลูกหลานเราเองเราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา สร้างวัฒนธรรมองค์กรและสังคมที่ไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้อง เพื่อให้เกียรติแก่หยาดเหงื่อแรงงานของสุจริตชน และที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตรที่ทรงปรารถนาเห็นคนไทยมีความสุขบนแผ่นดินที่ร่มเย็นเป็นสุขและมีความมั่นคงจำไว้ให้ขึ้นใจว่า...ถ้าปล่อยให้คนโกงมีที่ยืน ประเทศไทยก็ไม่มีวันมีอนาคต และถ้าเมืองไทยพัง...เราทุกคนก็ไม่เหลือที่ให้ยืนเช่นกัน การทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นที่ถูกเปิดโปงสาวไส้ เป็นวิกฤติศรัทธาครั้งใหญ่ของระบบราชการไทย เมื่อพบความผิดปกติทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เกมการจัดซื้อจัดจ้าง ลุกลามไปจนถึงขบวนการวิ่งเต้นเรียกรับสินบนรายหัว เพื่อแลกกับการันตีเส้นทางลัดเข้าสู่อำนาจรัฐสิ่งเหล่านี้ตอกย้ำ...การทุจริตไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่โจรผู้ร้าย แต่ฝังตัวอยู่ในกลไกของคนที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน เมื่อเส้นทางรับราชการถูกขับเคลื่อนด้วย “เงินใต้โต๊ะ” มากกว่า “ความสามารถ” สิ่งที่ตามมาคือ คนเก่งและคนดีถูกตัดตอน... ประเทศได้คนโกงมาทำงานคนที่เริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการ “ทุจริตตั้งแต่วันแรกที่สมัครสอบ” จะเอาสำนึกรักประชาชนมาจากไหน? เขาก็ต้องเข้าไปถอนทุนคืนผ่านการทุจริตในหน้าที่ต่อๆไปกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่จบสิ้น มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่นรอบนี้ ต้องไม่ใช่แค่ข่าวอื้อฉาวที่เงียบหายไปตามกาลเวลา แต่ต้องเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สังคมไทยจะร่วมกันประกาศกร้าวว่า “เราจะไม่ทนอีกต่อไป”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม