กนง.หรือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน พยากรณ์ว่า เศรษฐกิจไทย จะขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 1.5-2 ในปี 2570 โดยผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยสำคัญจากเดิมที่การคาดการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ร้อยละ 2.3 หมายความว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและผันผวนอยู่ตลอดเวลา กระทบต่อภาคลงทุน ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และกำลังซื้อของครัวเรือน รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลงจาก 35 ล้านคน เหลือ 33 ล้านคน นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อ ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ ร้อยละ 2.9 และมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นเกินกรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 3 (ประเมินจากราคาน้ำมันดิบที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) เพราะฉะนั้นอัตราเงินเฟ้ออาจจะเกินจากกรอบที่กำหนดไว้ก็ได้เพราะ สงครามในตะวันออกกลาง ทำท่าจะยืดเยื้อ ไม่มีตอนจบ บอบช้ำด้วยกันทั้งสหรัฐฯและอิหร่าน งบประมาณที่สหรัฐฯใช้ทำสงครามกับอิหร่านในช่วงเวลาเกือบสองเดือนอยู่ที่ประมาณ 8 แสนล้านบาท ประเด็นสำคัญอยู่ที่จุดยุทธศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯและอิหร่าน พยายามที่จะเข้าควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ และจะเป็นจุดแตกหักของทั้งสองฝ่าย เมื่อช่องแคบเศรษฐกิจดังกล่าว เป็นจุดรวมการขนส่งทั้งสินค้าและน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมด ในที่สุดแล้วน้ำมันอาจจะมีพอใช้ แต่ราคาจะสูงขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้นแน่นอนธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานโลกสูงขึ้น กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ กนง.ต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายในระดับร้อยละ 1 เพื่อประคองเศรษฐกิจประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดประเทศไทย เป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันเป็นส่วนใหญ่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่คาดว่าจะใช้เงินจำนวน 3 แสนล้านบาท จะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสัดส่วนระหว่างการลงทุนและการบริโภคซึ่งอาจจะช่วยกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.5-0.7% ในปี 2569 นี้สินค้าแพงขึ้น รายได้ลดลง กำลังซื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นสมการทางเศรษฐกิจที่แก้ไขยากมากขึ้น การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าของกระทรวงพลังงานเป็นแบบขั้นบันได เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง (วัดจากการใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย) ทำให้เกิดความสับสนและไม่เท่าเทียมกับผู้บริโภค ซึ่งก็ไม่ต่างจากการนำเงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยให้ราคาน้ำมันดีเซล ไม่เท่าเทียมอย่างไรคงไม่ต้องอธิบายรายละเอียดให้เมื่อยตุ้มยังไม่เท่ากับการ โยนภาระให้ประชาชน ต้องแบกรับกับหนี้สาธารณะ ที่เพิ่มขึ้น คนไทยประมาณ 70 ล้านคนต้องมารับภาระการบริโภคขั้นพื้นฐานของประเทศเท่ากัน แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเท่าเทียมรัฐอาจใช้วิธีแก้ปัญหาแบบง่ายๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ โดยการพึ่งพานโยบายประชานิยมจนชิน ลดแลกแจกแถม มาจบลงที่กู้กับกู้ ประเทศไทยไม่พัฒนาแต่ถดถอยจนรั้งท้ายอาเซียนเพราะคนติดกระดุมคิดได้แค่นี้.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม