บรรทัดฐานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตภาครัฐและการเมือง กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องมาตรฐานการทำงาน หลังถูกตั้งคำถามถึงการฟอกขาวช่วยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ไม่มีความผิดในคดีซุกหุ้นมีการเปรียบเทียบการเลือกปฏิบัติ ในการพิจารณาคดีที่แตกต่างกัน ระหว่างคดีของพรรคประชาชน กับพรรคภูมิใจไทย ที่ต่างยึดโยงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีผลผูกพันทุกองค์กร แต่ผลลัพธ์ทางคดีกลับออกมาแตกต่างกัน ทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ต้องเจอแรงกระแทก เรื่องความน่าเชื่อถือในการทำงานอย่างหนักภาพลักษณ์ ป.ป.ช.ถูกมองเป็นองค์กรฟอกขาวให้นักการเมืองซีกรัฐบาล ก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อหน่วยงาน นำไปสู่การเคลื่อนไหวการล่าชื่อของ สส.ฝ่ายค้านและ สว.เตรียมยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบการทำงาน ป.ป.ช.ที่ถูกครหาปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใสเป็นเรื่องที่ต้องวัดใจนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา จะใช้ดุลพินิจส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาต่อไปหรือไม่ ตามท่าทีการให้สัมภาษณ์ที่ยังแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ให้คำตอบชัดเจน สร้างข้อกังวลใจให้ฝ่ายค้าน เพราะนายโสภณเป็นคนพรรคภูมิใจไทย อาจเตะถ่วง ยกคำร้องไม่ส่งเรื่องหรือไม่สถานการณ์ขณะนี้นอกจากจะวัดความเชื่อมั่น ป.ป.ช.แล้ว ยังเป็นบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นในตัวประธานรัฐสภา จะกล้าส่งเรื่องที่เป็นโทษต่อคนในพรรคของตัวเองหรือไม่ เพราะในฐานะประมุขฝ่ายนิติ บัญญัติจะต้องทำหน้าที่เป็นกลาง ใช้อำนาจ ตรวจสอบความถูกต้องไปตามข้อเท็จจริง ไม่ปกป้องคนในขั้วอำนาจเดียวกันการใช้ดุลพินิจของนายโสภณจะต้องมีคำตอบ อธิบายให้สังคมเข้าใจได้อย่างชัดเจน ไม่มีความคลุมเครือ หากมีการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ผลกระทบที่ตามมาคงไม่สั่นคลอนเฉพาะ ป.ป.ช. แต่จะลามไปถึง ความเชื่อมั่นของตัวประธานสภาผู้แทน ราษฎร ที่อาจถูกยื่นเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามมาเป็นความท้าทายสำคัญ ที่จะใช้โอกาสกอบกู้ความเชื่อมั่นขององค์กรอิสระว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หรือจะเพิ่มวิกฤติศรัทธาต่อรัฐสภา บทพิสูจน์ศักดิ์ศรีประธานรัฐสภาจะต้องเป็นเสาหลักผดุงความยุติธรรม ความถูกต้องอยู่เหนือผลประโยชน์พรรค ไม่ใช้ตำแหน่งเป็น ตรายางปกป้องคนกันเองให้ระบบตรวจสอบไร้ที่พึ่ง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม