สงครามในตะวันออกกลางส่อกลับ มาปะทุ “ทรัมป์” นัดถกกองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้ 3 แผนถล่มอิหร่านระลอกใหม่บีบให้ยอมจำนน เล็งใช้กำลังทางอากาศโจมตีรุนแรง ส่งกำลังภาคพื้นดินกว่าหมื่นนายเข้ายึดฮอร์มุซ เปิดเส้นทางให้เรือผ่าน หรือส่งหน่วยรบพิเศษเดลต้าฟอร์ซ ซีลทีม เข้ายึดครองแร่ยูเรเนียม แต่ยังหวั่นศึกยืดเยื้อและสุ่มเสี่ยงเกิดความสูญเสียอย่างหนักต่อทหารอเมริกัน ด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยสหรัฐฯเตรียมใช้จรวดใหม่ “ดาร์ก อีเกิล” พิสัยยิงกว่า 2,700 กิโลเมตร ลูกละ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯโจมตีฐานขีปนาวุธอิหร่านที่อยู่นอกพิสัยการยิง ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง น้ำมันดิบเบรนท์แตะที่ระดับ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบ 4 ปีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออก กลางวนเวียนกลับไปสู่จุดตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯส่งสัญญาณรอบใหม่ว่าต้องการกลับไปใช้กำลังทางทหารต่อประเทศอิหร่าน แม้ว่าทางสหรัฐฯจะได้ขยายกรอบเวลาหยุดยิงต่อไปอย่างไม่มีกำหนดก่อนหน้านี้ โดยเมื่อวันที่ 30 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะเสนาธิการกองทัพสหรัฐฯ นำโดย พล.อ.แดน เคน ผู้บัญชาการคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐฯ มีกำหนดจัดประชุมร่วมกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อเสนอแผนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านระลอกใหม่ ให้ผู้นำสหรัฐฯตัดสินใจเลือกว่าจะใช้หนทางใด แบ่งออกเป็น 3 ประการสำหรับแผนปฏิบัติการแรกที่กองทัพสหรัฐฯนำเสนอคือ การใช้กำลังทางอากาศโจมตีอย่างรุนแรงระยะสั้นต่อเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอิหร่าน รวมถึงเป้าหมายทางพลังงานของอิหร่าน เพื่อให้อิหร่านเผชิญกับปัญหาและแรงกดดันอย่างหนักทางเศรษฐกิจ พร้อมบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมจำนนทำตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ ในเรื่องการระงับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ แผนที่สองคือ การส่งกำลังภาคพื้นดินที่กองทัพสหรัฐฯระดมมาเตรียมไว้ในภูมิภาคตะวันออก กลางหลักหมื่นนาย บุกเข้ายึดพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน เพื่อเปิดช่องแคบให้เรือสินค้าเดินเรือผ่านได้ ส่วนแผนที่สามคือ การส่งหน่วยรบพิเศษเดลต้าฟอร์ซ ซีลทีม หรือชุดปฏิบัติการพิเศษนาวิกโยธินและพลร่มเข้าโจมตีฉับพลันเพื่อยึดครองแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของประเทศอิหร่าน ในศูนย์พัฒนานิวเคลียร์ในเมืองฟอร์โดว์ อิสฟาฮาน หรือเมืองอื่นๆสำนักข่าวต่างประเทศระบุด้วยว่า แผนปฏิบัติการอย่างแรกคือ การย้อนกลับไปใช้ความรุนแรงเหมือนกับช่วงเริ่มสงคราม แต่จะมีการยกระดับทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งผลกระทบสภาพเศรษฐกิจของอิหร่าน รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่กำลังอยู่ในสภาพปั่นป่วน แผนที่สองย่อมหมายความว่าทหารสหรัฐฯจะเข้าไปเหยียบแผ่นดินอิหร่านอย่างเป็นทางการ แต่ในทางกลับกันจะทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขั้นสูงสุด ทั้งเป็นสิ่งที่ผู้นำสหรัฐฯพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด เพราะเป็นไปได้ที่จะเป็นการทำศึกยืดเยื้อและสุ่มเสี่ยงเกิดความสูญเสียอย่างหนักต่อทหารอเมริกัน ส่วนแผนที่สามแม้จะตรงตามเป้าหมายของสหรัฐฯและอิสราเอล ที่ต้องการตัดความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่ย่อมหมายถึงการยกระดับความขัดแย้งเช่นกันนอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กยังรายงานว่า กองบัญชาการกองทัพสหรัฐฯประจำภูมิภาคตะวันออก กลางได้ยื่นเรื่องไปยังกระทรวงกลาโหมเพนตากอนสหรัฐฯขอเบิกอาวุธรุ่นใหม่มาใช้งาน เป็นจรวดความเร็วเหนือเสียงที่มีชื่อรหัสว่าดาร์ก อีเกิล-อินทรีทมิฬมีพิสัยการยิงกว่า 2,700 กิโลเมตร ราคาลูกละ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 480 ล้านบาท อาวุธดังกล่าวยังอยู่ในขั้นทดสอบ ไม่พร้อมใช้งานจริง และมีจำนวนจำกัด แต่เป้าประสงค์ของกองทัพสหรัฐฯต้องการอาวุธที่สามารถโจมตีฐานขีปนาวุธของอิหร่านที่อยู่นอกระยะทำการของอาวุธสหรัฐฯที่มีอยู่ในภูมิภาคตะวันออก กลางในตอนนี้ ขณะที่สำนักข่าวการ์เดียนรายงานด้วยว่า กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในพื้นที่สู้รบได้ลดลงเหลือ 2 กอง คือ กองเรือยูเอสเอส อับบราฮัม ลินคอล์น และยูเอสเอส จอร์จ ดับเบิลยู บุช ภายหลังจากยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ถูกสั่งให้เดินทางกลับสหรัฐฯอย่างเป็นทางการ มีกำหนดถึงรัฐเวอร์จิเนียประมาณกลางเดือน พ.ค.วันเดียวกัน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังออกมาเตือนว่า ปฏิบัติการปิดล้อมอิหร่านทางทะเลอาจดำเนินต่อไปเป็นระยะเวลาหลายเดือน การส่งสัญญาณดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันดิบเบรนต์แตะที่ระดับ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นราคาน้ำมันดิบที่สูงสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน สำหรับมาตรการปิดล้อมอิหร่านทางทะเลถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่อิหร่านได้เรียกร้องให้สหรัฐฯยกเลิก หากต้องการเจรจาให้อิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่รัฐบาลอิหร่านระบุด้วยว่าเป็นแผนการของสหรัฐฯที่ใช้ไม่ได้ผล ยังคงมีเรือน้ำมันและเรือสินค้าของอิหร่านเล็ดลอดออกไปได้แล้ว 52 ลำ เป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบ 31 ลำ เรือขนสินค้า 21 ลำค่ำวันเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับเพิ่มอัตราชดเชยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา (บี7) 0.94 บาทต่อลิตร เป็น 3.12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 0.60 บาทต่อลิตร เป็น 40.80 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 ปรับเพิ่มอัตราชดเชย 0.74 บาทต่อลิตร เป็น 9.18 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 0.60 บาทต่อลิตร เป็น 33.80 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซินก็ปรับขึ้น 85 สตางค์ต่อลิตรด้วย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไปสำหรับการปรับขึ้นราคาดังกล่าวเป็นผลมาจากราคาตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกวันที่ 30 เม.ย.น้ำมันดีเซลปิดอยู่ที่ 179 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินปิดที่ 138 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากวันที่ 22 เม.ย.ปิดอยู่ที่ 167 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินปิดที่ 129 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันปัจจุบันมีรายจ่ายวันละ 171.51 ล้านบาท สามารถทำหน้าที่ในการช่วยรองรับวิกฤติราคาพลังงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่