เร่งเบรกอารมณ์หัวฟัดหัวเหวี่ยงประชาชนในภาวะของแพง ผลพวงวิกฤติพลังงานที่คาราคาซังมาพักใหญ่“นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เหยียบคันเร่งโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ยกระดับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลอตใหม่ชื่อใหม่ แต่จ่ายหนักกว่าเดิม เติมเงินให้ประชาชนช็อปปิ้ง รัฐบาลออกให้ 60% ประชาชนจ่ายแค่ 40% ต่อยอดโครงการคนละครึ่งเฟสแรกไฟต์บังคับต้องบริหารอารมณ์หัวร้อนคนไทยจากพิษเศรษฐกิจ ทั้งภาวะข้าวยากหมากแพง ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด ต้องรัดเข็มขัด กัดฟันกลืนเลือดกันทุกคนแม้กระทั่งรัฐบาลก็ยังหัวหมุน หาเงินไม่ทัน ต้องลุยเติมเงินเข้าคลังทุกวิธีเตรียมแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ปี 2569 ไล่หั่นงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆที่เบิกจ่ายไม่ทัน มาตั้งเป็นงบกลาง 60,000 ล้านบาท นำไปเป็นทุนโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เยียวยาปัญหาปากท้องประชาชนที่รอไม่ได้วางแผนเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท มาปั๊มชีพจรเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมเลยเถิดถึงขั้นให้กระทรวงการคลังไปศึกษารายละเอียด การขยายเพดานหนี้สาธารณะ จาก 70% เป็น 75% แบกหนี้มโหฬารไม่รู้จบ ยันชั่วลูกชั่วหลานหาทางหนีทีไล่ เตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า หากวิกฤติเศรษฐกิจทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นสถานะการคลังประเทศส่อน่าเป็นห่วง อย่างที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เอ่ยปากยอมรับระหว่างตอบกระทู้สดในห้องประชุมสภาฯ หากมีความจำเป็น อาจต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินเปิดทางเตรียมกระสุนตุนไว้ล่วงหน้า หากงบประมาณที่โยกมาจากหน่วยงานต่างๆไม่เพียงพอ เพื่อให้มีเม็ดเงินเพียงพอดูแลประชาชนไฟลนก้นต้องอุดสภาพการคลังถังแตก ทั้งล้วง ทั้งควัก ทั้งกู้ ทั้งขยายเพดานหนี้ และสั่งรัดเข็มขัด หลังงบประมาณที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายรัฐบาลเสียทรงหนัก ต้องลุ้นตัวโก่งจะปั๊มชีพจรกู้ชีพเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่และที่ต้องลุ้นใจหายใจคว่ำไม่แพ้กันคือ หัวโจกฝ่ายค้าน พรรคประชาชน ต้องไป วัดดวงสู้คดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรง ภายหลังศาลฎีกามีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแต่ยังพอโล่งอก ไม่สั่ง 10 สส.ตัวจี๊ดพรรคประชาชนหยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างพิจารณาคดี10 สส.ค่ายส้มได้ไปต่อ ทีมตัวตึงได้มีพื้นที่โลดโผนขับเคลื่อนงานในสภาต่อไป แค่โดนปรามไม่ให้กระทำผิดซ้ำ หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีคำสั่งศาลฎีกาแตะเบรกอารมณ์สังคม ประคองสถานการณ์การเมืองไม่ให้ตึงเครียดหนักขึ้น ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้สู้คดีบนบรรทัดฐานแห่งความเป็นธรรมไม่ร่วมราดน้ำมัน ขยายไฟขัดแย้งลุกโชน ลดอุณหภูมิคุกรุ่นสังคม หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่งมีมติฟอกขาว นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ไม่มีความผิดคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน กรณีการซุกหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นตำบลกระสุนตกย้ายมาอยู่ที่ ป.ป.ช.จุดเดียว เผชิญวิกฤติศรัทธา ถูกตั้งคำถามหนักเรื่องบรรทัดฐานทางกฎหมาย ย้อนแย้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญโดนเปรียบเทียบคดีอดีต 44 สส. ยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่คดี “ศักดิ์สยาม” เห็นต่างคำวินิจฉัยวิกฤติความเชื่อมั่นไล่ล่า ป.ป.ช. ตามคิวที่พรรคประชาชน เตรียมรวบรวมรายชื่อ สส.ฝ่ายค้านยื่นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.เช็กบิลกลับในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หนามยอกเอาหนามบ่ง ใช้กระบวนการกฎหมายตอบโต้ ป.ป.ช.ความเชื่อมั่นองค์กรอิสระถูกสั่นคลอนหนัก เรื่องรากฐานความยุติธรรม ภาพลักษณ์ทั้ง ป.ป.ช. กกต. ถูกมองโดนใช้เป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมือง มากกว่ากลไกการตรวจสอบที่เป็นกลางแรงเหวี่ยงกลับมากระแทกใส่รัฐบาล ในฐานะผู้ได้อานิสงส์จากการปัดเป่าคดีขององค์กรอิสระยิ่งเพิ่มแต้มลบในสายตาประชาชน เพิ่มอารมณ์ร่วมจากเดิมที่ขุ่นเคืองเรื่องการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีเรื่องความเชื่อมั่นองค์กรอิสระ มากัดกร่อนความน่าเชื่อถืออีกจากจุดแข็งกลไกนิติสงคราม มีเกราะคุ้มกันพิเศษทางคดี เสี่ยงเป็นจุดตาย เซาะกร่อนความนิยม!!!ทีมข่าวการเมือง รายงานคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม