เลขาธิการ ป.ป.ช.ออกโรงแก้ต่าง กรณี ป.ป.ช.ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” แจงยิบเหตุไม่แสดงบัญชีในตอนแรก เพราะคดียังคาราคาซังในศาลโอนหุ้น 119.5 ล้าน เกิดก่อนวันศาล รธน.วินิจฉัย ฟังไม่ได้ว่าจงใจยื่นบัญชีเท็จ สอบไม่พบเอื้อประโยชน์ “บุรีเจริญ” ได้งานรัฐปีละ 27 สัญญาไม่ผิดปกติ “พริษฐ์” ฉะฟอกขาว จ่อล่าชื่อร้องศาลฎีกาฟันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ “ปกรณ์วุฒิ” ยัน ปชน.กำลังใจเต็มเปี่ยมคดี 44 สส. “ภราดร” เปิดสูตร “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 “ไหม” งงรัฐปากแข็ง ยังไงก็ต้องขยายเพดานหนี้ เตือนกู้มั่วเงินต้น-ดอกเบี้ยทะลุ 6.4 แสน ล. “กรณ์” ห่วงกระทบวินัยการคลัง “เอกนิติ” ย้ำถ้าจำเป็นก็ต้องกู้ “โรม” ขยี้ลากไส้ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน “ขิง” ลั่นจะลากคอเอาเข้าคุกให้ได้ นายกฯถก สมช.ยกเลิก MOU 44 ใช้เวที UNCLOS คุยเขมรแทน แบ่งเก้าอี้ ปธ.กมธ.ลงตัว ภท.ยึด กมธ.ป.ป.ช. ปชน.ได้ กมธ. กฎหมาย-พัฒนาการเมืองนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ออกโรงแก้ต่างกรณี ป.ป.ช.ยกคำร้องคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ถูกกล่าวหาว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สินการถือครองหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แจงยังฟังไม่ได้ว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงเลขาฯ ป.ป.ช.แก้ต่าง “ศักดิ์สยาม”เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 23 เม.ย. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงผ่านเอกสารชี้แจงกรณี ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม กรณีปกปิดบัญชีทรัพย์สินการถือครองหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า นายศักดิ์สยามยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.รวม 6 ครั้ง ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง สส.ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2562 จนถึงพ้นตำแหน่ง สส.เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 ทั้ง 6 ครั้ง ไม่พบรายการเงินลงทุน หจก.บุรีเจริญฯ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามกับนาย ศ. ตกลงกันนำเงินของนายศักดิ์สยามไปทำธุรกรรมต่างๆในนามนาย ศ. ไปซื้อกองทุน TMB-T-ES-DPlus และ TMB-T-ES-IPlus แล้วขายกองทุนเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม จำนวน 119.5 ล้านบาท นายศักดิ์สยามจึงยังเป็นผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ มีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นแทนนายศักดิ์สยาม ที่เป็นรัฐมนตรี อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลงนั้นแจงเหตุไม่แสดงบัญชีตอนแรกนายสุรพงษ์กล่าวว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม กรณีพ้นตำแหน่ง สส.วันที่ 17 ม.ค.2567 นายศักดิ์สยามชี้แจงการไม่แสดงทรัพย์สิน หจก.บุรีเจริญฯ ว่า นาย ศ. โต้แย้งความเป็นเจ้าของหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และคัดค้านไม่ให้นายศักดิ์สยามระบุรายการทรัพย์สินดังกล่าวในบัญชีทรัพย์สิน นายศักดิ์สยามจึงยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ให้ทำตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้นาย ศ. โอนหุ้นจำนวน 119.5 ล้านบาท แก่นายศักดิ์สยาม และให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนจนทั้งคู่มีการทำสัญญาประนีประนอมต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 และนายศักดิ์สยามขายหุ้นให้แก่นาย ศ. เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาท นาย ศ. ตกลงซื้อที่ดินนายศักดิ์สยามเป็นการตอบแทน รวม 19 แปลง 323 ไร่ เป็นเงิน 51,505,267 บาท และทั้งคู่ไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อกัน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาตามยอม ให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดตามสัญญายอมความ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2568 นายศักดิ์สยามจึงยื่นหลักฐานเพิ่มเติมในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ปรับปรุงรายการที่ดินที่ขายให้แก่นาย ศ.ยังฟังไม่ได้ว่าจงใจยื่นบัญชีเท็จนายสุรพงษ์กล่าวว่า การโอนหุ้น 119.5 ล้านบาท ของนายศักดิ์สยาม ดำเนินการก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในวันที่ 17 ม.ค.2567 ประกอบกับหลังมีการซื้อขายหุ้นระหว่างนายศักดิ์สยามกับนาย ศ. วันที่ 6 ก.พ.2561 หลักฐานทางทะเบียนยังปรากฏชื่อนาย ศ. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ และไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าหลังนายศักดิ์สยามโอนเงินลงหุ้นให้นาย ศ.แล้ว นายศักดิ์สยามเข้าไปบริหารกิจการ หจก.บุรีเจริญฯ จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านายศักดิ์สยามเข้าใจว่าได้โอนหุ้นดังกล่าวโดยชอบ จึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวในบัญชีทรัพย์สิน ประกอบกับนายศักดิ์สยามได้ดำเนินการตามคำพิพากษาภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาเมื่อวันที่ 8 ก.ย.2568 แล้วเห็นว่ารายการทรัพย์สินที่แสดงถูกต้อง มีอยู่จริง ไม่ผิดปกติ จึงยังฟังไม่ได้ว่านายศักดิ์สยามจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงโต้คำวินิจฉัยศาล รธน.คนละกรณีนายสุรพงษ์กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยและมีมติไป เป็นคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ป.ป.ช.ได้นำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาแล้ว ดังนั้นมติกรรมการ ป.ป.ช.จึงไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยหลังจากที่นายศักดิ์สยามยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.แล้วสอบไม่พบเอื้อประโยชน์ “บุรีเจริญ”เลขาธิการ ป.ป.ช.ชี้แจงอีกว่า ส่วนการร้องเรียนนายศักดิ์สยาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม ใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ หจก.บุรีเจริญฯ ทำสัญญากับกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท จากการสอบปากคำพยานบุคคล 25 ปาก และข้อเท็จจริงจากกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างเนื่องจากวงเงินอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจรัฐมนตรี ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจ รมว.คมนาคม เอื้อประโยชน์หรือสมยอมเสนอราคาของกลุ่มเอกชนได้งานรัฐปีละ 27 สัญญาไม่ผิดปกตินายสุรพงษ์กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบการเป็นคู่สัญญาระหว่าง หจก.บุรีเจริญฯกับกระทรวงคมนาคม ก่อนที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่ง รมว. คมนาคม และระหว่างดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม พบว่า หจก.บุรีเจริญฯเข้าเป็นคู่สัญญาเฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นผิดปกติ และจากการสอบปากคำพยานบุคคล ได้ความว่าการประกวดราคากับกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ระหว่างปี 2562-2566 เป็นการแข่งขันราคาตามปกติ ไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งนี้จากข้อมูลการเปลี่ยนแปลง หจก.บุรีเจริญฯ พบว่าในปี 2558 มีการจดทะเบียนเพิ่มเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการ ทำให้สินทรัพย์ หจก.บุรีเจริญฯ เพิ่มจาก 77 ล้านบาท เป็น 147 ล้านบาทเศษ เป็นเวลาก่อนที่นายศักดิ์สยามรับตำแหน่ง รมว.คมนาคม ถึง 5 รอบปีบัญชี จึงไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ข้อมูลจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไม่พบข้อร้องเรียน หจก.บุรีเจริญฯ ที่ชนะการเสนอราคา ระหว่างปี 2562-2566 พยานหลักฐานจึงไม่มีมูลให้รับฟังว่าใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซง ฝ่าฝืนกฎหมาย ส่วนคดีไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นฉะฟอกขาวจ่อล่าชื่อร้องศาลฎีกานายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่าสิ่งที่เห็นจากคำแถลงของ ป.ป.ช. กังวลว่าเป็นการแถลงเพื่อฟอกขาวพฤติกรรมนายศักดิ์สยาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ามีเจตนาซุกหุ้น เข้าข่ายเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงจะดำเนินการ 2 ทาง คือ 1.ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ร่วมกันเข้าชื่อ สส.ในสภา 1 ใน 5 หรือจำนวน 140 คน เสนอประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2.ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ยกเลิกการใช้ดุลพินิจของประธานสภาฯว่าจะส่งเรื่องหรือไม่ เพราะเคยเกิดขึ้นแล้วสมัยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาฯ เมื่อถามว่ากังวลว่าประธานสภาฯจะไม่ส่งใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ตอบว่า หวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ จะปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง เหตุและผลเป็นหลักปชน.กำลังใจเต็มเปี่ยมคดี 44 สส.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรค ปชน. ในวันที่ 24-26 เม.ย. ตรงกับวันที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดี 44 สส.ในวันที่ 24 เม.ย.ว่า กำลังใจเต็มเปี่ยมสบายมาก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะเดินหน้า เราทำงานได้อยู่แล้วนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. กล่าวว่าเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค เป็นอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น เราต้องยืนยันว่าสิ่งที่ทั้ง 44 คนดำเนินการ ไม่มีอะไรที่จะนำไปสู่การถูกตีความว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง หรือถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ อยากเชิญชวนประชาชนให้จับตาดูผลลัพธ์ของคำสั่งในคดีดังกล่าว เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับ 44 คน หรือพรรคประชาชน แต่จะส่งผลกระทบต่อมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมในประเทศเรานายกฯถก ก.น.บ.ย้ำงบไม่ซ้ำซ้อนช่วงเช้าที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) ครั้งที่ 1/2569 มีรองนายกฯและรมต.ประจำสำนักนายกฯ รวมถึงนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าร่วม นายอนุทินกล่าวเปิดการประชุมว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะด้านพลังงาน เราต้องปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยเฉพาะการบริหารงบประมาณต้องมุ่งเน้นความจำเป็น ลดความซ้ำซ้อน และใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้คุ้มค่ามากที่สุด ขอให้ปรับลดในส่วนของงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด แต่สามารถชี้เป้าโครงการที่มีความจำเป็นในพื้นที่ เพื่อขอรับการสนับสนุนผ่านแผนงานโครงการที่เกี่ยวข้องได้ โดยขอให้คำนึงถึงความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์เป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างงาน สร้างอาชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากเปิดสูตร “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้านโยบายไทยช่วยไทยพลัส หรือนโยบายคนละครึ่งพลัสว่า เป็นการจ่ายให้ประชาชนในอัตรา 60 : 40 คือรัฐบาลจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% น่าจะเป็นการทยอยจ่าย สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการอยู่ในเกณฑ์เดิม คือต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิ ต้องดูว่ารัฐบาลมีงบประมาณเท่าใด หากต้องจ่าย 20-30 ล้านคนต้องมีเงินเท่าใด ต้องพิจารณาร่วมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ที่มีอยู่ 13.4 ล้านคน ว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ที่จะมาทำนโยบายไทยช่วยไทยพลัส ส่วนจะนำเงินจากส่วนใดมาทำนั้นเป็นไปได้ทั้งหมด แหล่งเงินที่ใช้ได้คืองบกลางปี 2569 และ พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 69 ที่จะเกิดขึ้นในเดือน มิ.ย. มีจำนวนมากอยู่พอสมควรปัดถังแตกยังโยกงบประมาณได้ผู้สื่อข่าวถามว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ยอมรับว่ารัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท จะนำเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เมื่อไหร่ นายภราดรตอบว่า ขอให้ไปถามนายเอกนิติ ไม่มีรายละเอียด เมื่อถามย้ำว่ารัฐบาลยังอยู่ในสภาวะใช้จ่ายได้ปกติ ไม่ถังแตกใช่หรือไม่ นายภราดรตอบว่า ยังมีอยู่ เช่น งบกลาง 2 หมื่นล้านบาท รวมถึงกำลังจะออก พ.ร.บ.โอนงบ“ไหม” งงรัฐปากเเข็งขยายเพดานหนี้ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า แม้คนในรัฐบาลยังพูดกันคนละทิศละทาง แต่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ยอมรับแล้วว่าจะกู้เงินจริง ส่วนการขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 75% ที่รัฐบาลพยายามปฏิเสธว่ายังไม่ขยายนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจริงกลับพบว่ารัฐบาลเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องขยายเพดานหนี้ แม้ปัจจุบันจะอยู่ที่ 66% แต่รัฐบาลยังมีแผนกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งไปที่ 67% หากออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ทันที จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลถึงยังปากแข็งปฏิเสธเรื่องนี้เตือนดอกเบี้ยเงินกู้ทะลุ 6.4 แสน ล.น.ส.ศิริกัญญาระบุว่า ราคาที่ต้องจ่ายของการก่อหนี้ครั้งนี้สูงมาก โดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยที่จะพุ่งสูงขึ้นก้าวกระโดด ปัจจุบันงบชำระดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท คิดเป็น 9% ของรายได้รัฐ มีแนวโน้มจะพุ่งเป็น 12% ในปี 2570 หากต้องกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นและดอกรวมกว่า 5.2 แสนล้านบาท และจะเพิ่มสูงถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573 ยิ่งกัดกินงบประมาณแผ่นดินให้เหลือน้อยลงไป จนอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่น เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริง ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ และโตได้ดีกว่าเดิม เป็นทางเดียวที่จะทำให้ไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน แต่หากล้มเหลวเหมือนช่วงโควิดอีกครั้ง เราอาจต้องอยู่กับภาวะหนี้สูง-โตต่ำไปอีกนาน“กรณ์” ห่วงกู้เงินกระทบวินัยการคลังที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนว่า ต้นตอที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากสุด คือราคาน้ำมันที่รัฐบาลพลาดปล่อยให้เกิดการกักตุนน้ำมัน การให้โรงกลั่นกำหนดราคาขายสูงเกินไป ทำให้ประชาชนแบกรับภาระหนัก วันนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลง แต่ยังไม่เห็นการปรับลดราคาสินค้าทั่วไป ส่วนการเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เป็นห่วงว่าในอนาคตจะรักษาวินัยการคลังได้หรือไม่ ทราบว่าฐานะการคลังปัจจุบันค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับต่างประเทศ แม้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็จริง เพราะมี พ.ร.บ.หนี้สาธารณะที่จำกัดการขาดดุลของทุกรัฐบาล จึงอยากถามว่าสถานการณ์ปัจจุบันเข้าเกณฑ์การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่ให้อำนาจ ครม.ออก พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่“เอกนิติ” บอกถ้าจำเป็นก็ต้องกู้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ชี้แจงว่า เราต้องดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน จึงใช้กองทุนน้ำมันมาช่วยชะลอผลกระทบ แต่ท้ายที่สุดกองทุนน้ำมันก็เป็นภาระของทุกคนเช่นเดียวกับภาษีสรรพ สามิต สิ่งที่เราดูแลคือใช้เครื่องมือให้ตรงจุด ใช้กองทุนน้ำมันดูแลรักษาเสถียรภาพราคา ภาษีสรรพสามิตหารายได้มาดูแลประชาชน ถ้าไม่สามารถรักษาความสมดุล อาจมีประชาชนอีกหลายกลุ่มได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือที่ผิด สิ่งที่น่ากลัวสุดถ้าไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤติครั้งนี้นอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว อาจนำมาสู่วิกฤติอื่น เช่น วิกฤติการคลัง ส่วนการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 เป็นการเตรียมกระสุนไว้ หาเม็ดเงินมาดูแลประชาชน เป็นการยกระดับให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้น วันนี้เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่า ถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172“โรม” ขยี้ลากไส้ไอ้โม่งกักน้ำมันด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดถึงความคืบหน้าการดำเนินการกับเครือข่ายกักตุนน้ำมันช่วงวิกฤติพลังงานว่า ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันคนนี้ชื่อ “เสี่ยตือ” เคยมีธุรกิจกาสิโนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นที่ตั้งแก๊งสแกมเมอร์ มีบุตรชายเกี่ยวข้องคดีติดสินบนรัฐมนตรีคนหนึ่ง จนถึงวันนี้ยังจับกุมใครไม่ได้ เครือข่าย “เสี่ยตือ” ยังมีสถานะเป็นลูกหนี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม มีสถานะเป็นผู้บริจาคเงินเข้าพรรคภูมิใจไทย 1 ล้านบาท เป็นเครือข่ายที่ถูกดำเนินคดีกักตุนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง กว่า 3 แสนลิตร ที่ผ่านมาส่งข้อมูลให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน แต่ยังไม่เห็นความคืบหน้า ทั้งนี้ คาดว่าน้ำมันที่หายไปจากระบบตอนช่วงวิกฤติอยู่ที่วันละ 300-600 ล้านลิตร แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หาเจอแค่ 57 ล้านลิตร อยากให้เอาจริงเพราะเสือหิวเต็มไปหมด ที่บอกจะจัดการไอ้โม่ง วันนี้ไอ้โม่งอยู่ในรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร“ขิง” ลั่นลากคอเอาเข้าคุกให้ได้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า ยืนยันจะตามจับไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลัง กระชากหน้ากากออกมาเป็นผู้ต้องหาให้ได้ กรณีกักตุนน้ำมัน จ.อ่างทอง ขอให้รอดูปฏิบัติการสุดซอยตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.เป็นต้นไป ไม่ใช่แค่ จ.อ่างทอง แต่ที่ไหนเชื่อมโยงจะลุยให้หมด อยากเชิญนายรังสิมันต์ลงพื้นที่ไปตรวจสอบด้วย ไม่ว่าผู้ค้ารายใหญ่แค่ไหนต้องได้รับโทษตามกฎหมาย จำคุก 2 ปี พร้อมเอาผิดผู้ค้ารายใหญ่ ทำผิดต้องโดนทุกเจ้า แม้เชื่อมโยง “เสี่ยตือ” ก็ไม่สน ไม่รู้จัก ถึงรู้จักก็ไม่แคร์ จะจัดการเอาผิดทุกคนและย้อนหลังด้วย หากพบว่าไม่ยอมปล่อยของกักตุนเก็งกำไรจะเรียกคืนทุกหยดทุกบาทแน่นอน ได้รับสัญญาณจากนายกฯเอาผิดหมดไม่กลัวใคร ไม่ชอบพูดมาก แต่พูดแล้วทำ ไม่ต้องห่วงสู้จริงแน่นอน หากลามไปพรรคเราหรือพรรคท่านจับหมด นายกฯถก สมช.ยกเลิก MOU 44เวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย แถลงหลังเป็นประธานประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ที่ประชุมหารือถึงการบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นประธานคณะกรรมการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศเสนอเรื่องยกเลิก MOU 44 ต่อที่ประชุม สมช. จากนั้นเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยจะใช้อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) แทนไม่ต้องแจ้งคู่กรณี ส่วน MOU 43 ยังไม่มีการพูดถึง ทุกอย่างยังเป็นไปตามเดิมดึงมาเลเซียร่วมดับไฟใต้อีกรอบนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. แถลงว่า ที่ประชุมให้ความเห็นชอบ 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการเรื่องการศึกษา ดูแลเรื่องโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสม 2.เห็นชอบการเพิ่มประสิทธิภาพอาสาสมัครของกระทรวงมหาดไทยเตรียมความพร้อมเข้าสู่ระบบปกติในอนาคต 3.เห็นชอบความร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4.เห็นชอบแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯคนใหม่ และ 5.เห็นชอบแต่งตั้ง พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา สมช. เมื่อถามว่าจะนำมติที่ประชุม สมช. เรื่องยกเลิก MOU 2544 เข้า ครม.เมื่อไหร่ นายฉัตรชัยตอบว่า ไม่ได้กำหนดวันเวลาเพียงแต่เห็นชอบกระบวนการยกเลิกเสธ.ทร.แจงใช้ UNCLOS คุยเขมรพล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) กล่าวว่า MOU 44 ใช้มานานแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า ขณะนี้กัมพูชาเข้ามาเป็นสมาชิก UNCLOS แล้ว สามารถพูดคุยกันได้ในวงสมาชิกเพื่อประโยชน์ของไทย สำหรับเครื่องมือดูแลพื้นที่ หลังยกเลิก MOU 44 เราใช้หลักกฎหมายสากลของ UNCLOS ส่วนขั้นตอนในการยกเลิก MOU 44 ขั้นตอนต่อไปทางรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อ กองทัพเรือเป็นผู้ปฏิบัติในการรักษาอธิปไตยทางทะเล ถ้ารัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศมีความชัดเจนแล้ว กองทัพเรือก็พร้อมปฏิบัติทันทีตามนโยบายรัฐบาล หากกัมพูชามีการคัดค้าน ก็ต้องไปพูดคุยกันในเวทีระหว่างประเทศ6 พรรคเคาะลงตัวเก้าอี้ ปธ.กมธ.วันเดียวกัน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกประชุมตัวแทน 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทรวมพลัง หารือตกลงแบ่งโควตาประธานกรรมาธิการ 35 คณะ พรรคภูมิใจไทยได้ 14 คณะ อาทิ กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน กมธ.การปกครอง กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ขณะที่พรรคประชาชนได้ 9 คณะ อาทิ กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน กมธ.คมนาคม กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ กมธ.ทหาร กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน พรรคเพื่อไทยได้ 5 คณะ อาทิ กมธ.เกษตรและสหกรณ์ กมธ.แรงงาน กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลูกหลาน “ชินวัตร” เยี่ยม “ทักษิณ”ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมบุตร-ธิดาของทั้ง 3 ครอบครัว เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ภายใต้กิจกรรมทดแทนสงกรานต์ 2569 “เยี่ยมญาติใกล้ชิด สาดความรักให้กันวันปีใหม่ไทย” ที่ถูกคุมขังมาเป็นเวลา 7 เดือน 14 วัน เหลือเวลาถอยหลังก่อนพักโทษคุมประพฤติอีกเพียง 18 วันเท่านั้น ทุกคนแต่งกายด้วยชุดลำลองสุภาพ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และเดินประคองโอบกอดกันเข้าไปด้านใน พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวนายทักษิณ ทั้งนี้ สมาชิกครอบครัวไม่ได้ให้สัมภาษณ์หรือพูดคุยถึงประเด็นอื่นใดเพิ่มเติมกับสื่อมวลชนก่อนจะพากันขึ้นรถเดินทางออกจากเรือนจำทันที“หนู” เปิดทำเนียบต้อนรับ “หวัง อี้” อีกเรื่อง น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมให้การต้อนรับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ รมว.ต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมไทย-กัมพูชา-เมียนมา การเยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 23-25 เม.ย. นายหวัง อี้ มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมกลไกหารือระหว่าง รมว.ต่างประเทศ ไทย-จีน ครั้งที่ 3 ในวันที่ 24 เม.ย. จากนั้นเข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และหารือภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-จีน ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือมิติต่างๆอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่