ยอมทิ้งงานในวงการบันเทิงหน้าตาเฉยแบบไม่เสียดายเงินก้อนโต สำหรับ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ดีเจ-นักแสดง-พิธีกรชื่อดัง ตัดสินใจผันตัวไปเป็นเชฟและเจ้าของร้านเจลาโต้ระดับพรีเมียม PARAMETER ที่สยามพารากอน ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจจนเกิดดราม่า งานนี้เลยชวนหนุ่มกฤษณ์มาเปิดใจที่เจ้าตัวยอมรับทำอะไรต้องทำให้สุดเหมือนได้ชาเลนจ์ตัวเอง ส่วนความรักโสดไม่มีแฟนเพราะไม่มีเวลาให้ใคร ใน “คนดังนั่งคุย”หายไป 5 ปีทำไมถึงหนีไปเมืองนอกล่ะ“ช่วงโควิดเลยครับ ผมทำเอนเตอร์เทนเมนต์ มีบริษัททำรายการทีวี อีเวนต์ เฟสติวัล มีพนักงานเป็นร้อย แล้วอยู่ดีๆมีโควิด หยุดทุกอย่างเลย จัดงานไม่ได้ ทำรายการไม่ได้ อยู่เฉยๆ พอ 3-4 เดือนเริ่มไม่ไหวคุยกับพนักงานเราแยกย้ายกันดีกว่า เลยหยุดทำบันเทิงทั้งหมดและตั้งใจหาอะไรทำสักอย่างเลยไปเรียนทำขนม” ชีวิตตอนนั้นถึงขั้นติดลบเลยมั้ย “ติดลบหมดเลย จากที่เรามีรายได้เข้ามาอยู่ดีๆ ไม่มีเลยใช้เงินเก็บไปเรื่อยๆ ใช้เดือนนึง สองเดือนก็แล้วเราไม่รู้นานเท่าไหร่ ผมเลยคิดว่าหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลา เลยตัดสินใจไปเรียนทำขนมก่อน ค่อยกลับมาทำงานบันเทิง ผมเรียนทำขนมเยอะมากแต่ผมชอบไอศกรีม เข้าใจว่าเรียนง่ายและมีเรียนเจลาโต้ด้วย ผมชอบเลยลงเรียนไปอีก 3 คลาส ที่เมืองไทยก่อน และเรียนกับเชฟฝรั่งเศส 5 สถาบันในเมืองไทย จนเชฟบอกถ้ายูดูบ้าขนาดนี้ควรจะไปเรียนต่อที่อิตาลี ผมเลยตัดสินใจไปเรียนเลยที่เรียกว่าโมเดิร์นเจลาโต้ ผ่านไป 1 ปี กำลังจะกลับมาเมืองไทยเพื่อเปิดร้านแต่ยังกลับไม่ได้เพราะโควิดมันยาวต่อเนื่อง ผมอยู่อิตาลีวันนึงไปเจอร้านที่ใช้อุปกรณ์คลาสสิก อร่อยมากจากนั้นผมไล่กินร้านโมเดิร์นเพื่อสู้กับคลาสสิก หาว่าจะมีร้านไหนที่อร่อยกว่าคลาสสิก ถ้ามีผมจะเปิดโมเดิร์นต่อ ถ้าไม่มีผมจะทิ้งทุกอย่างแต่ปรากฏว่ามันไม่มี ผมเลยทิ้งสิ่งที่เรียนมาแล้วเรียนคลาสสิกต่ออีก 4 ปี อยู่ที่อิตาลีเพื่อนำสิ่งนี้กลับมาเมืองไทยให้ได้เลยตัดสินใจทิ้งวงการบันเทิงไปให้สุด บ้าเปล่าล่ะ (หัวเราะ)”ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกเป็นยังไงบ้าง“อยู่ที่โน่นใช้เงินอย่างประหยัด นั่งรถเมล์ เช่าอพาร์ตเมนต์ เวลาบินก็โลว์คอส ใช้เวลาบิน 18-20 ชม. กินอาหารท้องถิ่น จะไปนั่งภัตตาคารหรูๆไม่ได้ แต่คุณภาพชีวิตเขาดีนะ ไปอยู่ที่โน่นไม่ได้รู้สึกลำบากอะไร การเดินทางสะดวก น้ำสะอาด อากาศเย็น และอยู่ที่โน่นก็ไม่มีคนรู้จักเลย เป็นตี๋ๆคนนึง ชีวิตก็ไม่แย่อะไร” ทิ้งชีวิตความเป็นกฤษณ์ที่ใครๆก็รู้จักไปเลย “ใช่ครับ จริงๆจะกลับมาทำวงการบันเทิงก็ได้นะ แต่ยังไม่กลับ (หัวเราะ) ถ้าผมกลับมาทำรายการเหมือนเดิมก็ทำได้ แต่มันไม่ชาเลนจ์กับผมแล้ว ที่ผ่านมาผมทำวงการบันเทิงมาสุดมากๆ ทำพิธีกร เปิดบริษัทกับเวิร์คพอยท์ ผลิตรายการ มีบริษัทออนไลน์ ทุกอย่างสุดแล้ว ไม่มีอะไรตื่นเต้นกับวงการบันเทิง ผมรู้สึกไม่ชาเลนจ์ เลยอยากลองอะไรใหม่ๆ” ต้องทำงานไปด้วยไหม “ไม่ครับ เรียนอย่างเดียวใช้เงินเก่า” เคยคิดไหมวันนึงจะหันมาเอาดีกับการเป็นเชฟ เปิดร้านอะไรแบบนี้ “ไม่เคยเลย อาหารคาวทำกินง่ายกว่าของหวาน เพราะของหวานทำเพี้ยนนิดนึงคือเพี้ยนไปเลย มันไม่เหมือนขนมไทย สเต็ปมันเยอะ ผมอยากให้คนไทยมาชิมของของผม ผมรู้สึกว่าพิเศษมาก อยากให้ทุกคนได้กิน ผมคิดว่าทุกคนมาลองน่าจะไม่เลว ต้องมีคนอยากมาลองแสนคนก็พอ (หัวเราะ) ให้กลับมากินซ้ำแต่อย่างแรกคือให้เขาลองกินดูก่อน”ร้านเปิดมา 1 เดือนกระแสเป็นยังไง“เกินคาดมากๆ ดราม่าด้วยอะไรด้วย (หัวเราะ) เสียงตอบรับคือดีมากๆ คนเข้าใจว่าเจลาโต้คือไอศกรีม จริงๆมันคนละแบบ แต่การที่คุณกินไอศกรีม 299 บาท แพงกว่าข้าว มันคือแบบแพง ผมเข้าใจนะ แต่สิ่งที่ผมนำมามันไม่เหมือนคนอื่น คนอื่นทำพิสตาชิโอในเวลา 15 นาที แต่ผมใช้เวลา 31 วัน ต่อ 1 รส กว่าจะบ่มถั่ว ทำเทสต์ใช้เวลา มันมีขั้นตอนของมันไม่ง่าย เป็นการทำด้วยมือ ค่อยๆทำ มีความละเมียด” เจอดราม่าราคาแพง กฤษณ์อยากจะบอกอะไรกับลูกค้า “แพงครับ (หัวเราะ) มีคนคอมเมนต์ ไอศกรีมอะไร 299 ด่ากันยับ กินข้าวยังถูกกว่า นี่กรูแดกข้าวได้ทั้งวัน ผมเข้าใจครับ เราก็ขำๆ ไปกดไลค์ให้ด้วย ดราม่าที่เกิดขึ้นไม่ซีเรียสเลย เราเข้าใจเขามากๆ” ตอนนี้กลับมาอยู่เมืองไทย วางแผนชีวิต การทำงานยังไงบ้าง “หลักๆ ตอนนี้ผมเข้าร้าน ทำให้มันอร่อยแค่นั้นเลย”ล่าสุดตัดสินใจรับเล่นหนัง “Morte Cucina (ครัวสาว)”“มันเป็นหนังเกี่ยวกับการทำอาหาร ตลกมาก ผมอยู่เมืองนอก กลับมาเมืองไทยแป๊บนึงอยู่ดีๆพี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับ) ให้คนติดต่อผม มีหนังจะให้เล่นเกี่ยวกับอาหาร ผมก็จริงดิ โชคชะตามาก พระเจ้าส่งหนังเกี่ยวกับอาหาร เขาไม่รู้ด้วยว่าผมกำลังเป็นเชฟ พอผมฟังเกี่ยวกับอาหารตัดสินใจรับเล่นเลย เรื่องเดียว งานเดียว งานอื่นๆยังไม่ได้ทำเลย” เตรียมตัวกับหนังเรื่องนี้ยังไงบ้าง “ฟิตร่างกาย ไปเล่นอยู่เดือนครึ่ง ในบทจะต้องหุ่นดีมากๆ และอ้วนมากๆ ผมเพิ่มน้ำหนัก 10 กก. ภายในเดือนครึ่ง ดึงลงให้หุ่นดี ถ่ายเสร็จเขาเบรกให้ผมเดือนครึ่งเพื่อตัวใหญ่” เหนื่อยไหมการทำน้ำหนักเพิ่มขนาดนั้น “ทำน้ำหนักเพิ่มยากกว่า เหนื่อยกว่าการทำน้ำหนักลง มันคือเราต้องฟิตร่างกาย” ตอนที่อ้วนขั้นสุดรับสภาพตัวเองได้ไหม “ก็ตกใจเหมือนกับผู้กำกับ แต่ต้องทำให้ได้ ไม่เคยลองอะไรแบบนี้ ถือว่าอ้วนที่สุดในชีวิต น้ำหนัก 76 กก. หลังจากถ่ายเสร็จก็กลับมาลดน้ำหนัก ตอนนี้น้ำหนักเหลือ 71 กก. หุ่นก็ปกติแล้ว” มีแว้บๆไหมถ้าเอาน้ำหนักไม่ลงเราจะทำยังไง “มี ก็จะโทร.ไปหาด่าพี่ต้อม (หัวเราะ)” กลับมาเล่นหนังเราต้องเคาะสนิม “นิดหน่อย กับหนังไม่ได้เล่นนานมาก ตั้งแต่บุปผาราตรี ประมาณ 20 ปี แต่พี่ต้อมจะปล่อยให้เราเล่นไปตามธรรมชาติ เป็นหนังอินดี้ ก็สนุกดี มันดี”มีคนติดต่องานบันเทิงแต่เราก็ปฏิเสธ“ครับ มีทั้งทำพิธีกร เล่นหนัง ถ่ายเน็ตฟลิกซ์ตลอดเวลา” ตัดสินใจยังไงบ้าง “ไม่ได้รับเลย ขอขายเจลาโต้ก่อน” ทิ้งเงินล้านไม่เสียดายเหรอ “ใช่ๆ ทิ้งไปเยอะมากๆ กับงานบันเทิงต้องทำทีละชิ้นทีละงาน ทำเยอะๆไม่ไหว เพราะไม่มีเวลา” งานพิธีกรไม่คิดถึงเหรอเพราะเป็นตัวตนของเราเลยนะ “ผมทำตั้งแต่อายุ 16 แล้ว ทำมาทั้งหมด 31 ปีแล้ว ทำได้จนเป็นสายเลือด เราไม่ได้สนุกกับมันแล้ว มันอิ่มตัว เรารู้สึกว่าไม่ชาเลนจ์เราแล้ว ทำจนสุด ได้รางวัลเยอะมากจนมันไม่สนุก แต่ถ้ามีอะไรแปลกๆเข้ามาก็ไม่แน่ ตอนนี้โฟกัสเจลาโต้อย่างเดียวเลย” โหมดความรักบ้างล่ะ มีแววบ้างยัง“ไม่มีเลย นิ่งมาก คนบอกว่าผมหายไปมีแฟน มีครอบครัว ไม่มีเลย อยากมีแฟนมาก (หัวเราะ)” ปกติมีแฟนตลอดไม่ใช่เหรอ ทำไมรอบนี้โสดได้ล่ะ “ใช่ ปกติมีแฟนตลอด แต่ก่อนมีแฟนทุก 2 เดือน (หัวเราะ)” ทำไมจู่ๆถึงโสดสนิทขนาดนี้ได้นะ “ทำเจลาโต้นี่แหละ เป้าหมายมันใหญ่มากๆ แต่อยากมีแฟนนะแต่ไม่ได้ปิดนะ ถ้าเจอใครน่ารักๆก็จีบ ขออายุไม่เกิน 27 นะ (หัวเราะ) แต่เอาจริงๆตอนนี้มันไม่มีเวลาเลย แต่มีสเปกด้วยนะ ผมชอบแนวนักกีฬาเพราะผมชอบออกกำลังกาย เวลาอยู่กับคนที่ออกกำลังกายมันทำให้มีเอเนอร์จี ผมชอบนะ หรือคนทำอาหาร ทำขนมก็ได้ คิดว่าน่าจะเป็นคนนอกวงการแต่ถ้าเป็นคนในวงการก็ได้หมด แต่จะต้องเป็นสายออกกำลังกายด้วยนะ” มีแพลนในใจกับการสร้างครอบครัว “แต่งงานมีลูกผมไม่คิดเลย ไม่มีอยู่ในหัวและไม่อยากมีลูก รู้สึกมันยุ่งมาก เรายังสนุกกับตรงนี้ และไม่มีเวลาแน่นอนด้วย”ความสุขของกฤษณ์ในวันนี้คืออะไร“ผมว่าตอนนี้ผมมีความสุขนะ ไม่รู้ว่าวันหน้าจะขายดีหรือขายไม่ดี ผมไม่รู้ แต่ตอนนี้ผมสนุก อยากทำให้ลูกค้าประทับใจเหมือนการแข่งขัน เหมือนชาเลนจ์กับตัวเอง แค่นี้เลย ฟินแล้ว ตอนนี้ทำทุกแก้วให้มันอร่อยลูกค้าประทับใจและอยากรู้ว่าจริงๆเขากินไปแล้ว ตัวผมมั่นใจแต่มีหลายคนเตือนว่าธุรกิจอาหาร ขนม จะมีช่วงดาวน์นะ ผมก็อยากทำให้มันดีและอยากรู้ช่วงดาวน์เมื่อไหร่ ต้องทำให้มันดีไปเรื่อยๆ อย่างเจ๊ไฝ ยังไม่เห็นดาวน์เลย เราก็อยากเป็นแบบนั้น อยากทำให้ทุกช็อต ทุกแก้ว ให้มันดี เป้าหมายตอนนี้ให้มันอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ”.เรื่อง : วรรณี ห่อวโนทยานอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม