“อนุทิน” ร่ายยาวแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ลั่นยึด 3 หลักการสำคัญบริหารประเทศแบบบูรณาการ 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ให้คำมั่นทำทุกวิถีทางขับเคลื่อนประเทศฝ่าคลื่นวิกฤติโลก พาคนไทยตั้งตัวได้ “ณัฐพงษ์” ซัดคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ 5 กลุ่มอำนาจแบ่งปันผลประโยชน์ลงตัว ฉะนโยบายไร้ทิศทางไม่มีวาระประเทศ ไม่ปกป้องประชาชน เลือกป้องคนใกล้ชิดรัฐบาลก่อน ลั่นพอได้แล้วอุ้มพวกพ้อง โยน ปชช.แบกรับวิกฤติรอบด้าน “มาร์ค” เฉ่ง 3 ล้มเหลว ทิ้งสัญญา ตอนหาเสียง สว.พันธุ์ใหม่ทวงแก้ รธน.“นันทนา” โวยเทกันกลางแดด ป.ป.ช. ยื่นศาลฎีกาฟัน 44 สส.ก้าวไกล ชงแก้ ม.112 เข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย นำทีม ครม.แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ประกาศขับเคลื่อนประเทศไทยภายใต้ 3 หลักการสำคัญบริหารประเทศ ด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ 5 กลุ่ม ให้คำมั่นจะทำทุกวิถีทาง ทำให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้“อนุทิน” ไหว้ศาลหลักเมืองเอาฤกษ์เอาชัยเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 9 เม.ย. ที่ศาลหลักเมือง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เข้าสักการะศาลหลักเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เอาฤกษ์เอาชัย ก่อนเดินทางเข้ารัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมคณะ จากนั้นนายอนุทินเข้าทำเนียบรัฐบาล ไหว้องค์นรสิงห์บนตึกไทยคู่ฟ้า แล้วทานอาหารเช้าที่โรงอาหารริมคลอง สั่งเมนูข้าวกะเพราเนื้อกับแกงเหลือง พร้อมเครื่องดื่มชาไทย จากนั้นเวลา 08.40 น. เดินทางไปถึงอาคารรัฐสภา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาล โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน มีรองนายกฯและรัฐมนตรีรอต้อนรับลั่นยึด 3 หลักสำคัญบริหารประเทศเวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมรัฐสภา มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมพิจารณาวาระที่ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย นำทีมแถลงว่า ครม.จะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงจากความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง ไม่อาจคาดว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด รัฐบาลพยายามบรรเทาผลกระทบให้คนไทย ภายใต้อำนาจรัฐบาลรักษาการ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์ จะเร่งดำเนินนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน แก้ปัญหาผลกระทบภัยต่างๆให้คนไทย รัฐบาลจะเร่งมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาผลกระทบราคาน้ำมัน พลิกวิกฤติโลกเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ตอกย้ำบทบาทประเทศเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก จะเร่งจัดทำ พ.ร.บ.งบฯปี 70 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบฯปกติ ปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาประเทศต่อยอดคนละครึ่งพลัส–อยู่ดีกินดีนายอนุทินกล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยที่เป็นแรงกดดัน บั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรเป็น มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น จะมุ่งต่อยอดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม นำความกินดีอยู่ดีให้คนไทย กำหนดนโยบายสำคัญแก้ปัญหาเร่งด่วนดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ สร้างโอกาสเติบโตเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนไทย สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน เทคโนโลยีตามความต้องการแต่ละกลุ่ม อาทิ ดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส ทักษะความรู้ดิจิทัล ส่งเสริม SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ การแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริงยึดสันติวิธีแก้ข้อพิพาทไทย–กัมพูชานายอนุทินกล่าวว่า ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ สานต่อการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี และกลไกทวิภาคี เร่งศึกษาแนวทางยกเลิกบันทึกความเข้าใจไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อน (เอ็มโอยู 44) ให้เสร็จโดยเร็ว แก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คาดโทษหนัก จนท.เมินแก้ยาเสพติดนายอนุทินกล่าวว่า จะบูรณาการบังคับใช้กฎหมาย กับผู้กระทำผิด ผู้มีอิทธิพล ปราบการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบเข้มข้น ไม่สนับสนุนการพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจถูกกฎหมาย การพนันแฝงในรูปกีฬาและสันทนาการ จะแก้กฎหมายระเบียบเกี่ยวกับการพนัน ควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นพนันให้มากที่สุด ปราบยาเสพติดจริงจัง เจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นให้มียาเสพติดในพื้นที่ ต้องรับโทษทางวินัยร้ายแรงและอาญา ให้ออกจากราชการไว้ก่อน การปฏิรูปเกณฑ์ทหาร ดำเนินโครงการอาสาสมัครทหารอาสา 1 แสนอัตรา เปิดรับชายไทยเข้ารับราชการทหารรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน เป็นฐานรองรับปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาวยกระดับบริหารน้ำป้องกันภัยพิบัตินายอนุทินกล่าวว่า ด้านสังคม พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ปรับหลักสูตรการศึกษา การจ้างงานให้สอดรับตลาดแรงงานในอนาคต ยกระดับบริการสุขภาพคนไทย ด้านภัยพิบัติสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ เร่งรัดพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ การใช้เอไอวิเคราะห์ข้อมูลบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที ด้านบริหารจัดการภาครัฐและกฎหมาย มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนให้แล้วเสร็จใน 180 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกการประกอบธุรกิจ เร่งเสนอชุดกฎหมายแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยต่อสภาฯให้มีผลบังคับใช้ใน 1 ปีชู 5 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายนายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลกำหนดกลไกบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ 5 กลุ่ม 1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 2.การผลิต การค้าและบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคการเกษตร เกษตรแปรรูป การยกระดับอุตสาหกรรม 3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึง 5.ด้านต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายขั้วให้คำมั่นพาคนไทยตั้งตัวได้นายอนุทินกล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลจะยึดประโยชน์ประเทศ ประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ใช้จ่ายงบฯตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบฯให้มีประสิทธิภาพ ในฐานะนายกฯขอเรียนว่า ความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมเติมเต็ม ทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน นำพาประเทศสู่การพัฒนาเต็มศักยภาพ ให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศระยะยาว จะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย“ณัฐพงษ์” ซัด พท.ขายวิญญาณร่วมรัฐบาลต่อมานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า รัฐบาลชุดนี้แบ่งการบริหารราชการแผ่นดินเป็น 5 กลุ่มอำนาจแบ่งปันผลประโยชน์ลงตัวคือ 1.มุ้งการเมืองต่างๆ ในพรรค ภท. โฉมหน้า ครม.มีแต่กลุ่มการเมืองจังหวัด ต่างๆ 2. พรรคการเมืองอันดับ 2 ในรัฐบาล ขายวิญญาณตัวเอง ไม่สามารถต่อรองพรรค ภท.ได้ หากพรรคลำดับ 2 ถอนตัวจากรัฐบาล พรรค ภท.ก็สลับเอาพรรคฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาล มีเสียง 270 กว่าเสียงได้ 3.พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ 20 กว่าเสียง เป็นดุลอำนาจสำคัญ ทำลายอำนาจต่อรองพรรคอันดับ 2นโยบายไร้ทิศทาง ไม่มีวาระประเทศนายณัฐพงษ์กล่าวว่า 4.สมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและองค์กรอิสระ เป็นไพ่โจ๊กเกอร์ ที่พรรค ภท.หยิบมาใช้ทั้งคุมเกมแก้รัฐธรรมนูญ โจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างคดี 44 สส. หรือใช้ปกป้องพวกพ้องตัวเอง เช่น กกต.รับรองผลเลือกตั้ง สส.เขต 2 จ.สุพรรณบุรี ที่ยังมีข้อครหาผลเลือกตั้ง เป็นไพ่สำคัญที่พรรคอื่นไม่มี 5.กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้อยู่ต่อไป ส่งสัญญาณบอก กลุ่มอื่นๆให้มาอยู่ข้างนี้ ทำอะไรไม่ผิด ถือตั๋วใบที่ 2 ให้สัญญาณพรรค ภท.ในคืนก่อนวันเลือกตั้ง สิ่งที่ประชาชนอยากได้ยินคือนายกฯจะนำประเทศไปทิศใด แต่ไม่เห็นว่าอะไรคือวาระประเทศ เช่น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนในการแสดงออกทางการเมือง ไม่รู้อยู่ไหนในคำแถลงนโยบายบอก รบ.พอได้แล้วอุ้มพวกพ้องนายณัฐพงษ์กล่าวว่า ปัญหาใหญ่สุดของประเทศคือวิกฤติภายใน แม้วิกฤติภายนอกรุมเร้า ถ้ารัฐบาลอยู่ข้างประชาชน พอมีหลักยึดบ้าง เช่น วิกฤติน้ำมัน วิกฤติความมั่นคงขัดแย้งเพื่อนบ้าน วิกฤติฝุ่นข้ามพรมแดน ล้วนเกี่ยวกับคนในประเทศ แต่รัฐบาลไม่เลือกปกป้องประชาชน แต่เลือกปกป้องคนใกล้ชิดรัฐบาลก่อน เช่น วิกฤติน้ำมัน ประชาชนรู้สึกมั่นคงหรือไม่ ดูแลค่ากลั่นน้ำมันให้เหมาะสมไม่ได้เอาเปรียบประชาชนหรือไม่ นายกฯมีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ จะทำอะไรก็สำเร็จขึ้นอยู่ที่ความแน่วแน่ ความกล้าหาญของพวกท่าน สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ รัฐบาลเข้ามาทำสิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งถูก ไม่ใช่สิ่งถูกเป็นสิ่งผิด พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง ไม่ไหวแล้ววิกฤติรอบด้าน ประชาชนต้องแบกรับ หลังนายณัฐพงษ์อภิปรายเสร็จ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ประท้วงให้นายณัฐพงษ์ถอนคำพูดพาดพิงใส่ร้ายพรรค พท.ขายวิญญาณ จนโต้เถียงกันไปมา ในที่สุดนายโสภณ ซารัมย์ ประธานการประชุม ขอให้เปลี่ยนคำพูด นายณัฐพงษ์ยอมเปลี่ยนจากขายวิญญาณเป็นละทิ้งจุดยืนเดิมกธ.จี้ค่าไฟ 3 บาทห้ามลืมคำพูดนายอรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม (กธ.) อภิปรายว่า ขอพูดตรงๆเห็นใจนายกฯที่ซวย ดวงไม่ดี รับตำแหน่งเจอวิกฤติทันทีอีกคนที่เป็นห่วงคือนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ตอนเปิดตัวดังยิ่งกว่าพลุงานวิจิตรเจ้าพระยา แต่ตอนนี้ความเป็นมืออาชีพค่อยๆหายเข้ากลีบเมฆ ขอให้นายกฯมอบหมายภารกิจให้เยอะๆ เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน หวังว่านายกฯจะไม่ลืมท่านศุภจี อีกเรื่องนโยบายคนละครึ่งพลัสที่ต้องใช้งบ 44,000 ล้านบาทลดค่าครองชีพประชาชน ไม่ได้ขัดข้อง หวังว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว อีกเรื่องนโยบายค่าไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย แต่วันที่ 1 เม.ย. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติงวดเดือน พ.ค.ถึง ส.ค. จากเดิม 3.88 บาทต่อหน่วยเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย สวนทางนโยบายที่ประกาศไว้ จะเก็บเล่มนโยบายรัฐบาลไว้ใกล้ตัว คอยทวงถามทุกคำมั่นที่ให้ไว้ต่อรัฐสภา หากนายกฯหลงลืมคำสัญญา สส.พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะคอยเตือนความทรงจำรัฐบาล จนกว่าจะทำตามสิ่งที่ให้ไว้กับประชาชนครบถ้วน“มาร์ค” สับลืม ปชช.ทิ้งสัญญาที่หาเสียงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า สิ่งที่เราคาดหวังนโยบายที่ไปหาเสียง และให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น แต่พบว่านโยบายรัฐบาลที่เคยหาเสียงไว้ มีบางอย่างขาดหายไป ไม่ผูกมัดตัวเองเหมือนช่วงหาเสียง เช่น ค่าไฟ 3 บาท โครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้าน มีโครงการขนาดใหญ่แต่กลับทำลับๆล่อๆ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ตอนหาเสียงไม่ยอมส่งให้ กกต. แต่ใช้หาเสียง วันนี้ไม่ยอมมาแถลงต่อรัฐสภา ถูกตั้งคำถามมาตลอดถึงความคุ้มค่าและผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลายกลุ่มถูกลืม เช่น อสม.ไม่มีในคำแถลงไม่ทราบว่าจะสร้างขวัญกำลังใจหรือยกระดับการทำงานของเขาให้ดีขึ้นอย่างไร หรือปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขียนแค่หลัก เข้าใจ เข้าถึงพัฒนา จะสร้างความสันติสุขทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเครื่องมือสำคัญ สถานการณ์รุนแรง เพื่อน สส.เพิ่งถูกลอบยิง แต่ไม่ปรากฏในนโยบายไร้ความหวัง–ไร้จริยธรรม–3 ล้มเหลวนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พวกเราไม่ได้รู้สึกว่ามีความชัดเจนในทิศทางหรือไม่มีความหวัง มีเหตุผล 4 ข้อ 1.นโยบายเขียนในสิ่งที่คนไม่โต้แย้ง ไม่ว่า 3 หลักการบริหาร 5 กลุ่มยุทธศาสตร์เป้าหมาย อยากได้แต่ไม่มีรูปธรรม เครื่องมือ กรอบเวลาชัดเจน ไม่มีตัวชี้วัดใดๆ 2.วิธีบริหารที่ผ่านมาจากหลายคนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ขณะนี้ 3.ประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการ ไม่มีความรู้สึกและหัวใจของประชาชนอยู่ในนโยบาย และ 4.คุณธรรมและจริยธรรมความซื่อสัตย์สุจริต หัวใจของการจะทำให้นโยบายสำเร็จ กล้าเขียนนโยบายที่เอาอดีตว่าดำเนินการให้เป็นควิกมิกซ์วิน เช่น ปราบสแกมเมอร์ จัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอ แต่สิ่งที่เขาตำหนิความล้มเหลว 3 ส่วน คือ 1.การบริหารจัดการที่ผิดพลาด 2.การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นๆ นอกจากประชาชนรับภาระสิ่งที่เกิดขึ้น และ 3.ความไม่ชอบมาพากลและแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ รัฐบาลผลาญเงิน 4 หมื่นล้านจากประชาชนที่ใช้น้ำมัน ต้องไปซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่เตรียมมาตรการรองรับ ซ้ำปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นราคาสว.ทวงแก้ รธน.โดนเทกลางแดดน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า นโยบาย 23 ข้อของรัฐบาลเหมือนทำอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ประชาชนอยู่ในทุ่งกุลาร้องไห้ สวนทางความเดือดร้อนประชาชน ปัญหาใหญ่ไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบาย เช่น ฝุ่นพิษ จ.เชียงใหม่ เลวร้ายมา 2 สัปดาห์ แต่รัฐบาลไม่มีเจตจำนงยืนยันให้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเป็นกฎหมาย มองชีวิตประชาชนมีค่าน้อยกว่าผลกำไรนายทุน การแก้รัฐธรรมนูญไม่เขียนในนโยบายรัฐบาล ทั้งที่ประชาชน 21 ล้านเสียงลงประชามติเห็นควรทำรัฐธรรมนูญใหม่ รัฐบาลจะเทกลางแดดไม่ได้ ประชาชนกว่า 60% แสดงเจตจำนงชัดเจนต้องแก้รัฐธรรมนูญ ต้องทำตามผลประชามติ ส่วนนิติธรรมไม่มีเขียนไว้ในนโยบาย กังวลคดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดงอาจเป่าหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย“ต้น” เย้ย ภท.ก๊อปทั้งทีก๊อปไปให้หมดนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. อภิปรายเปรียบการเขียนนโยบายรัฐบาลเหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างไว้ พอโลกวุ่นวายเติมความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไว้หนึ่งย่อหน้า หรือนี่เป็นวิธีทำงานตามมาตรฐานครูใหญ่พรรค ภท. รัฐบาลไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดร้อนประชาชน ต้องมีนโยบายเชิงรุก ภารกิจสำคัญใหญ่ที่สุดขณะนี้คือเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย ไหนๆนโยบายเล่มนี้เอาของพรรค ปชน.ไปเยอะแล้ว ขอให้เอาธีมใหญ่ไปด้วย เช่น เรื่องเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน จะก๊อปทั้งทีต้องก๊อปไปให้หมด มั่นคงทางพลังงานแปลว่าต้องมีพลังงานเพียงพอ ต้องต่อเนื่อง ต้องราคาเอื้อมถึง เป็นต้นปิดตาธิปไตยบ้านใหญ่–เทคโนแครตซูเอี๋ยนายวีระยุทธกล่าวว่า รัฐบาลอนุทิน 2 หลอมรวมกันระหว่างบ้านใหญ่กับเทคโนแครต ต่างฝ่ายยอมปิดตาข้างนึงให้กันเพื่ออยู่รวมกันได้ ถ้าเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ น้ำมันแพงจะกล้าสั่งลดราคาภาษีสรรพสามิตไปแล้ว 7 บาท แต่พอปิดตายอมฟังเทคโนแครตท้วงติงกลัวโดนแปะป้ายเป็นรัฐถังแตก เลยไปทำส่วนง่ายๆแทน เช่น ลดราคาหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท เทคโนแครตปิดตายอมให้รัฐทำโครงการน่ากังขาจำนวนมาก เช่น แลนด์บริดจ์ โมโตจีพีเจาะจง แค่บางจังหวัด คิดตามหลักการเทคโนแครตล้วนๆไม่คุ้มแน่นอน ระบอบนี้คือปิดตาธิปไตย ตัวอย่างชัดเจนส่งผลร้ายแรงน้ำมันกักตุนลักลอบทางเรือ 57 ล้านลิตร รถเอาน้ำมันไป 11,000 คัน ไม่ส่งปั๊ม เริ่มตั้งแต่นายกฯดันหลังให้คนมีข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อนมานั่งบัญชาการหัวโต๊ะช่วงตรึงราคาน้ำมัน เทคโนแครตไม่หือไม่อือไม่แย้งอะไรเลย ไม่ต่อสู้เปิดเผยข้อมูลจีพีเอสติดตามรถและเรือขนส่งน้ำมันเรียลไทม์ เกิดความรั่วไหลในระบบวัดหลักนิติธรรมนายกฯคดียิง สส.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ (ปช.) อภิปรายว่า อยากถามนายกฯถึงเหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรค ปช.ที่โหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนเป็นปืน ที่น่าตกใจรถกระบะที่ใช้ก่อเหตุ ผู้ถือกรรมสิทธิ์คือ สำนักนายกฯ กอ.รมน.นครราชสีมา สังคมกำลังคิดว่าเหตุใด กอ.รมน.ปล่อยให้เอารถไปเข่นฆ่านายกมลศักดิ์และพวก ยานพาหนะคันนี้มีระดับนาวาเอกเซ็นอนุมัติ เป็นความแปลกคือการดำเนินการกับคนอื่นใช้กฎอัยการศึก เอาคนมาซักถาม 7 วัน แต่ผู้อนุญาตให้รถไปใช้ กลับไม่เคยมาพบ วันนี้นายกฯต้องแสดงความชัดเจนว่าผู้บงการ ผู้จ้างวาน ไม่ว่าจะเป็นใคร นายกฯต้องทำให้ปรากฏ เป็นการวัดหลักนิติธรรม เป็นปัญหาที่พี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้โหยหามาตลอด“อนุทิน–ธรรมนัส” ทักทายชื่นมื่นผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ชี้แจงนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้วได้เดินลงจากบัลลังก์เดินทักทาย สส.ในห้องประชุม ช่วงหนึ่งนายอนุทินเดินไปยังที่นั่งสส.พรรค กธ.พร้อมนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรค ภท.และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ โดยนายอนุทินยกมือไหว้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ พรรค กธ. ก่อน ร.อ.ธรรมนัส จะรับไหว้ จากนั้นนายอนุทินยื่นมือไปแตะแขน ร.อ.ธรรมนัสแล้วพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทั้ง 2 ฝ่าย เป็นการพบหน้ากันเป็นทางการผ่านสื่อครั้งแรก ภายหลังพรรค ภท.เป็นแกนนำจัดตั้ง รัฐบาล โดยไม่มีพรรค กธ.เข้าร่วมใน ครม.ชุดนี้ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกาฟัน 44 สส.ก้าวไกลเมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำรถตู้ 3 คันขนสำนวน 10 ลัง คดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีผิดจริยธรรมร้ายแรง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่ศาลใช้รถเข็นทยอยขนสำนวนขึ้นไปยังอาคารศาลฎีกา มี ป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ศาลตรวจเช็กใกล้ชิดครึ่งชั่วโมงโดย ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเป็นคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569 ขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง จนกว่าจะมีคำพิพากษา ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน และห้ามมิให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน มีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปี โดยศาลฎีกาจะมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ต่อไป“สมชัย” ยื่นหลักฐานใหม่คดีบาร์โค้ดเมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. พร้อมนายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผอ.ดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี blockchain ร่วมแถลงว่า ได้ยื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ และแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบว่ามีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ เลือกตั้งรั่วไหล อาจทำให้ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 ไม่เป็นความลับ นายธนารัตน์กล่าวว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.69 แต่ตอนนั้นยังไม่มีหลักฐานยืนยันการโจมตีระบบ กระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมาตรวจสอบพบการเจาะระบบกรมการปกครองนำข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52.9 ล้านรายชื่อนำมาขาย พร้อมโค้ดเจาะระบบทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในตลาดมืด ราคา 200 บาท เราได้หลักฐานแน่นหนา รั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครองนานกว่า 3 สัปดาห์ ก่อนกรมการปกครองจะแก้ไขเมื่อวันที่ 14 ก.พ.69อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่