เมื่อผู้ชายคนหนึ่ง “ทิ้งของ” แล้วได้ชีวิตคืน นี่คือเรื่องเล่าของชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆกลางโตเกียว ห้องแคบๆมีหนังสือกองเต็มพื้น, เสื้อผ้าอัดแน่นตู้และข้าวของจุกจิกวางเกลื่อนโต๊ะ เขาชื่อว่า “ซะซะกิ ฟุมิโอะ” และเขาคือคนที่กล้ายอมรับความจริงว่า ไม่ได้ซื้อของเพราะต้องการมัน แต่ซื้อเพื่อเติมเต็มความไม่มั่นใจศิลปะของการทิ้ง เพื่อทำให้ชีวิตเบาสบายขึ้น ถูกเขียนไว้โดยนักเขียนญี่ปุ่นหลายคน แต่ศิลปะการทิ้งฉบับคนเมืองในยุคบริโภคนิยม ที่เขียนขึ้นจากความพ่ายแพ้จนโดนใจผู้อ่าน ต้องยกความสำเร็จให้ “ซะซะกิ ฟุมิโอะ” เจ้าของหนังสือ “Goodbye, Things” เขาเคยเป็นบรรณาธิการในสำนักพิมพ์เล็กๆที่โตเกียว ใช้ชีวิตแบบมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ทำงานหนักแลกรายได้ที่จำกัด เช่าห้องเล็กๆอยู่ ที่กองไปด้วยหนังสือ, เสื้อผ้า, ซีดี และของสะสมเขายอมรับว่าเป็นคนชอบเปรียบเทียบ มองเพื่อนแล้วรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า มองโลกแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยพอ ข้าวของที่ซื้อมาไม่ได้ช่วยเติมเต็มความรู้สึก มันแค่ช่วยกลบความไม่มั่นใจชั่วคราว กระทั่งวันหนึ่งเขาตั้งคำถามว่า ทำไมชีวิตเรายังหนัก ทั้งๆที่ไม่ได้มีทุกข์อะไรมากมาย คำตอบไม่ได้อยู่ตรงสิ่งที่ต้องหาเพิ่ม แต่อยู่ในสิ่งที่ต้องเอาออกไปจากชีวิต สิ่งที่ทำให้เขาเข้าถึงผู้อ่าน คือการยอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่า สะสมหนังสือเพราะอยากดูฉลาด, ซื้อเสื้อผ้าเพราะอยากดูดี, เก็บของไว้เพราะกลัวขาด และใช้ของเพื่อสร้างภาพลักษณ์ เขาไม่ได้เก็บของเพราะรักมัน แต่เพื่อเติมเต็มตัวตนที่พร่องไปเมื่อเริ่มทดลองทิ้งของทีละชิ้น เขาพบความจริงอย่าง ประหลาดว่า สิ่งที่ยึดติดมาตลอดไม่ใช่ข้าวของที่ซื้อมา แต่คือภาพของตัวเองในอดีต เสื้อที่ใส่ไม่ถึงสามครั้ง, หนังสือที่อ่านไม่จบ และของสะสมที่ไม่เคยแตะ ล้วนแต่เป็นเศษซากของตัวตนเก่าที่เราพยายามเป็นใครบางคน หลังทิ้งของไปจำนวนมาก คราวนี้เขาพบว่า รู้สึกมั่นใจขึ้น, คิดเปรียบเทียบกับคนอื่นน้อยลง, ใช้เงินอย่างมีสติ และห้องเล็กๆที่เคยรู้สึกอึดอัด กลับกลายเป็นพื้นที่แสนสงบ ความลับของการทิ้งทำให้เขาตาสว่างและเริ่มเห็นว่า “การมีน้อย” ไม่ใช่การขาด แต่คือการตัดสิ่งเกินจำเป็นออกจากชีวิตหลังจากทิ้งของไปกว่าครึ่งชีวิต เขาพบสัจธรรมขั้นสุดว่า ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อรักษาภาพลักษณ์, เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น, มีเวลามากขึ้น และตระหนักแล้วว่าอะไรสำคัญกับชีวิตจริงๆ “จงลดสิ่งที่ไม่จำเป็น เพื่อให้สิ่งสำคัญได้มีที่อยู่”เขาคือตัวแทนของคนธรรมดาๆที่กล้าหยุดวงจรการบริโภค กล้าถามตัวเองว่าจริงๆแล้วฉันต้องการอะไร ซึ่งคำตอบของเขาชัดเจนว่า ไม่ได้ต้องการข้าวของใหม่ๆ แต่สิ่งที่ต้องการคือพื้นที่ว่าง ยิ่งห้องว่างลงเท่าไหร่...หัวใจก็ยิ่งเต็มขึ้นเท่านั้นบทเรียนที่ได้จาก “Goodbye, Things” นั้นแสนเรียบง่าย “สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเรา ไม่ได้วัดจากสิ่งที่ได้ครอบครอง แต่คือสิ่งที่เรากล้าตัดออก” เลิกใช้ชีวิตเหมือนกำลังสร้างคลังสินค้า สะสมโน่นนี่นั่น เพื่อที่ว่าวันหนึ่งจะหยิบมาใส่, วันหนึ่งจะหยิบมาอ่าน, วันหนึ่งจะหยิบมาใช้ แต่แล้ววันนั้นก็ไม่มีวันมาถึงการทิ้งของคือการได้ชีวิตดีๆคืนมา จงบอกลาตัวตนเก่าๆ เลิกเป็นเดอะแบกซะที.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม