เมื่อวานผมชวนท่านผู้อ่านเปิดดู 10 ภาพวาดจากนิทรรศการ “Em powering Me–นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น” แล้วจินตนาการว่าเบื้องหลังภาพเหล่านั้นมีเรื่องราวชีวิตแบบไหนซ่อนอยู่บ้าง วันนี้ผมขอพาไปรู้จักเจ้าของเรื่องราวในภาพบางคน เพื่อให้เห็นว่าภายใต้ความผิดปกติบนใบหน้า แท้จริงแล้วพวกเขาก็มีความสามารถ ความฝัน และหัวใจที่งดงามไม่ต่างจากใครเลยเริ่มที่ น้องคิว ภาคิน โซ๊ะเลาะ อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนด่านขุนทด จ.นครราชสีมา น้องคิวบอกตัวเองเสมอว่าเวลาต้องเผชิญพลังงานด้านลบที่เข้ามา เช่นการถูกบูลลี่ สิ่งแรกที่ทำคือถามตัวเองว่า “เรื่องนี้สำคัญกับชีวิตแค่ไหน” หากไม่ใช่ก็จะไม่เก็บมาใส่ใจ และเชื่อว่าหลายคนก็ต้องเคยผ่านเรื่องแบบนี้มาเหมือนกันแม้เป็นคนมีเพื่อนไม่มาก ชอบอยู่คนเดียว แต่น้องคิวก็ไม่ได้ปิดกั้นโลกภายนอก จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อได้เข้าร่วมโครงการ ODOS Summer Camp เดินทางไปเรียนรู้เรื่องหุ่นยนต์ที่ประเทศฟินแลนด์เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เด็กที่เคยไม่ค่อยกล้าออกนอกกรอบ เริ่มกล้าก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองน้องคิวรักสัตว์มาก ชอบกอดสุนัขเพราะรู้สึกอบอุ่นและเป็นเพื่อนในวันที่ไม่มีใครเข้าใจ ตอนเด็กเคยอยากเป็นสัตวแพทย์เพราะเชื่อว่าทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน ไม่มีใครควรถูกละเลย เมื่อให้คิดสัญลักษณ์แทนตัวเองน้องคิวเปรียบตัวเองเป็น ต้นไม้ แสดงถึงความแข็งแกร่งไม่ยอมแพ้ เรื่องราวของน้องคิวถูกถ่ายทอดผ่านภาพวาดชื่อ Hue Heart (เป็นภาพธรรมชาติและผืนป่า) สะท้อนตัวตนดั่งต้นไม้ ไม่ว่าจะผ่านร้อนหรือผ่านหนาว สุดท้ายก็ยังยืนหยัดในตัวตน เพื่อวันหนึ่งจะกลายเป็นป่าใหญ่ที่งดงามและแข็งแกร่งอีกเรื่องราวหนึ่งเป็นของ คุณอ๋อมแอ๋ม ณีรนุช สุริเตอร์ อายุ 24 ปี นักวิชาการสาธารณสุข รพ.สต.บ้านโคกไม้แดง จังหวัดบุรีรัมย์ เธอเกิดมาพร้อมปานโอตะบนใบหน้า ซึ่งขยายเด่นชัดขึ้นตามวัย เคยถูกเพื่อนล้อเลียนจนบางครั้งทะเลาะวิวาทกัน เสียใจแอบร้องไห้คนเดียว พออายุ 15 ปี ทราบข่าว ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ออกหน่วยเคลื่อนที่มาที่บุรีรัมย์ จึงขี่รถ จยย.ไปปรึกษา ต่อมาเข้ารับการรักษาด้วยเลเซอร์หลายครั้งวันนี้เธอกลายเป็นบุคลากรสาธารณสุขที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยในชุมชน ทั้งการเย็บแผล ปฐมพยาบาล และออกหน่วยบริการตามสถานที่ต่างๆ รู้สึกภูมิใจที่ได้เห็นผู้ป่วยทุเลาลง หรือหายจากอาการเจ็บป่วย เพราะทำให้รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีความหมายคุณอ๋อมแอ๋มเปรียบตัวเองเป็น ต้นกระบองเพชร มีหนามป้องกันตัว ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวของคุณอ๋อมแอ๋มคือภาพ Grace of Hope (ภาพหญิงสาวถือต้นกระบองเพชรเรืองแสง) สะท้อนตัวตนที่มีความแข็งแกร่ง สามารถฝ่าฟันทุกสถานการณ์ที่เข้ามา และยืนหยัดที่จะอยู่ด้วยตัวเองได้ขณะที่ น้องมายด์ ญาณิศา นาคสิทธิ์ อายุ 21 ปี นศ.ปี 2 สาขาเทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เป็นคนเงียบๆ ค่อนข้างเก็บตัว สมัยเรียน ม.ปลายมีเพื่อนไม่มาก เคยแข่งขันวาดรูปได้ที่ 1 ในหัวข้อเศรษฐกิจพอเพียง ความภูมิใจที่สุดคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ เพราะทำให้ครอบครัวภูมิใจน้องมายด์สะท้อนตัวเองเป็น ดอกทานตะวัน ซึ่งรู้สึกเหมือนสามารถอยู่คนเดียวได้อย่างสบายใจ แม้จะมีเพื่อนอยู่ด้วยก็ตาม ความฝันอยากมีคาเฟ่หรือสวนผลไม้ให้คนได้มาเยี่ยมชม เรื่องราวของน้องมายด์ถูกถ่ายทอดผ่านผลงานชื่อ Light Remains (ภาพดอกทานตะวันทอประกายระยิบระยับ) สะท้อนตัวตนที่งดงาม สดใส ร่าเริง พร้อมจะส่องแสงสว่างและให้ความอบอุ่นแก่คนรอบข้างเรื่องราวของทั้งสามชีวิตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยซึ่งเป็นศูนย์รักษาความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา GULF ได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านค่าใช้จ่ายในการรักษา ค่าเดินทาง และทุนการศึกษา รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท และในโอกาสที่ร่วมเดินทางมากว่า 1 ทศวรรษ GULF จึงได้ใช้ศิลปะมาเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า เพื่อจุดประกายให้สังคมได้ยินเสียงของคนเหล่านี้ที่ถูกมองข้าม และมาร่วมเยียวยาทางจิตใจ โอบกอดพวกเขาด้วยความเข้าใจคุณค่าของมนุษย์ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ คนที่ถูกมองว่าแตกต่างอาจไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการโอกาสให้ได้ใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมแค่นั้นเอง.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม