แม้หัวหน้าทีมซอกแซกจะได้เขียน “อำลา อาลัย” ต่อการจากไปของ “ศิลปินแห่งชาติ” วัย 103 ปี มัณฑนา โมรากุล ไปแล้วใน “ไทยรัฐ” ประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา ด้วยความ “รัก” “เคารพ” และ “สุดแสนเสียดาย” อย่างยิ่งยวด แต่ก็ยังรู้สึกไม่จุใจ...ไม่เต็มอิ่ม และไม่สมกับความยิ่งใหญ่ของ “คุณย่า” มัณฑนา โมรากุล วันนี้ขออนุญาตเขียนถึงท่านอีกสักวันนะครับ เพราะยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจของท่าน ที่แม้คน 2 Gen รุ่นเราก็ยังไม่ทราบ...หรือทราบ แต่ไม่ละเอียดนัก อีกหลายๆเรื่องราวที่สมควรแก่การบันทึกไว้เป็นตำนานเช่นชื่อ “มัณฑนา” ของย่านั้น หัวหน้าทีมก็เพิ่งทราบนี่แหละว่าอดีตนายกรัฐมนตรีผู้โด่งดังคนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นคนตั้งให้ท่านเล่าประวัติชีวิตของท่านผ่านรายการซุปเปอร์บันเทิง ASTV ออนไลน์ และต่อมา เมเนเจอร์ออนไลน์ ได้ถอดความมาลงไว้ในระบบออนไลน์ สรุปสาระสำคัญย่อๆได้ดังนี้มัณฑนา โมรากุล เกิดใน วังสวนสุพรรณ อ.ดุสิต ริมคลองสามเสน คุณแม่ของท่านเป็นครูละครประจำวัง แต่งงานกับ นายชัย โมรากุล ซึ่งมีบรรพบุรุษเป็นชาวจีนและพูดภาษาต่างประเทศ ได้ดี เคยรับราชการเป็นล่ามประจำกองทหารไทย ไปร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุโรปกลับมาแล้วได้รับพระราชทานนามสกุล “โมรากุล” จากในหลวงรัชกาลที่ 6 และเลื่อนยศเป็นสิบเอก ก่อนเข้ารับราชการในกรมบัญชีกลางไปประจำตามหัวเมืองใหญ่ต่างๆได้รับบรรดาศักดิ์ล่าสุดเป็น หลวงสิริราชทรัพย์หนึ่งในหัวเมืองใหญ่ที่หลวงสิริราชทรัพย์ เคยไปประจำก็คือ นครศรีธรรมราช และที่นี่เองที่ในประวัติของ มัณฑนา โมรากุล เขียนว่า เธอไปฝึกร้องเพลงครั้งแรกในโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่ง...ทำให้ถึงบางอ้อว่า เพราะเหตุใดท่านเกิดในวังที่อำเภอดุสิตแท้ๆ แต่ต้องไปฝึกร้องเพลงในโบสถ์ฝรั่งถึงเมืองนครต่อมาพ่อกับแม่แยกทางกันเพราะแม่โกรธที่พ่อหันไปฝักใฝ่การเมืองและอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น แม่ชวนลูกๆ รวมทั้งมัณฑนา ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า เจริญ กลับไปอยู่ในวังสวนสุพรรณอีกครั้งในฐานะแม่บ้านคนหนึ่งวันหนึ่งหนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวว่า จอมพล ป. จับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามหลายคนเข้าคุก รวมทั้ง พ่อชัย หรือ หลวงสิริราชทรัพย์ ด้วย...แม่ยังนึกว่าพ่อจะโดนประหารชีวิต แต่เอาเข้าจริงแค่จำคุกที่บางขวาง และติดอยู่ 8 ปีในช่วงเวลานั้นเอง เด็กหญิงเจริญ โมรากุล ก็ต้องออกจาก โรงเรียนเสาวภา หลังจบ ม.2 เพราะแม่ไม่สามารถส่งเสียได้ แต่ก็โชคดีได้ไปเป็นนักร้องของ กรมโฆษณาการ มีเงินเดือน มีรายได้เลี้ยงครอบครัวและส่งเสีย พ่อในคุกได้อีกตอนเป็นนักร้องกรมโฆษณาการใหม่ๆ ท่าน เปลี่ยนชื่อจาก “เจริญ” มาเป็น “จุรี” ใช้ชื่อ จุรี โมรากุล ในการร้องเพลง และหนึ่งในเพลงที่ร้องและฮิตมากคือ เพลง “สวมหมวก” ที่ท่านผู้นำจอมพล ป.ให้กรมโฆษณาการแต่งขึ้นเพื่อชักชวนคนไทยให้ “สวมหมวก” ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ทันสมัยให้แก่ประเทศไทยวันหนึ่ง จอมพล ป. ซึ่งชอบเสียงจุรีก็เขียนบันทึกมาถึงท่านว่า “จุรีแปลว่า พู่สีแดงที่ปลายหอก” ขอให้เปลี่ยนชื่อใหม่ โดยเลือก จากชื่อต่อไปนี้ วชิรา, มัทนา, มัณฑนา และ รุจิรา...ท่านตัดสินใจเลือก “มัณฑนา” และมีการนำไปประกาศทางวิทยุด้วยว่า นักร้องจุรีเปลี่ยนชื่อเป็น “มัณฑนา” แล้ว...และจากนั้นท่านก็โด่งดังในชื่อนี้ เป็นที่รู้จักทั่วประเทศไทยแต่แล้ววันหนึ่งก็มีคนร้องเรียนว่า คุณย่าซึ่งเป็นนักร้องนำในการรณรงค์ให้คนไทยสวมหมวก ทว่าตัวเองกลับไม่สวม จอมพล ป.จึงเรียกเข้าพบขู่จะตัดเงินเดือน 3 เดือน คุณย่าซึ่งตอนนั้นยังเป็นเด็กก็ร้องไห้บรรยายว่าต้องทำงานเลี้ยงแม่ ดูแลพี่ๆน้องๆ และส่งเสียพ่อในคุก ฯลฯ จอมพล ป.ก็บอกว่า เรื่องนี้คงต้องไต่สวนตลอดชีวิต...แล้วคดีเรื่องท่านไม่สวมหมวกก็เงียบไปต่อมาก็เกิดเรื่องใหม่ จอมพล ป.หาว่า ท่าน เจอหน้าแล้วไม่ยกมือไหว้ ขู่จะเล่นงานอย่างหนัก และเรียกท่านเข้าพบ...และข้างล่างนี้คือบทสัมภาษณ์ที่ MGR ONLINE ถอดความมาลงไว้เมื่อ 12 ม.ค.2553 สามารถเข้าไปค้นหาอ่านเพิ่มเติมได้เลยครับ“ตอนหลังท่านถามตรงๆว่าอยากสบายแบบ (นักร้องหญิงคนหนึ่งของกรมโฆษณาการรุ่นใกล้เคียงกับมัณฑนา) ไหม? ดิฉันก็บอกตรงๆว่าไม่อยากสบาย...ท่านถามว่าทำไม... เค้ามีรถยนต์ มีแหวนเพชรนะ...ไม่ค่ะ คุณพ่อดิฉันติดคุกอยู่บางขวาง...ท่านก็อึ้งไป...หลวงอดุลย์เป็นคนจับ...ดิฉันบอกว่า พ่อติดคุกแล้วลูกต้องไปเป็นดอกไม้ของศัตรู พ่อมิช้ำใจตายในคุกหรือ...ท่านตอบว่า ฉันไม่ข่มขืนใจใคร ...ต่อไปนี้จ่ายเด็กคนนี้อีกเดือนละ 500 บาท เพราะเป็นเด็กรู้พระคุณ...ตอนนั้นเงินเดือน 450 บาทเอง เพราะแรงกตัญญูนี่แหละ จึงดันชีวิตได้ 12 ปี (น่าจะหมายถึงได้รับราชการอยู่กับกรมโฆษณาการถึง 12 ปี)”อ่านมาถึงตอนนี้ ก็จะเห็นได้แล้วนะครับว่า ชีวิตของคุณย่านั้น เป็นชีวิตที่ต้องสู้อย่างสาหัสสากรรจ์ และมีเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังของ “มัณฑนา โมรากุล” มากมายใน MGR ONLINE ดังกล่าวยังมีบทสัมภาษณ์อีกตอนครับว่า ถึงชีวิตนักร้องของท่านในกรมโฆษณาการ กับชีวิตรักของท่านกับคุณปู่ บุณยงค์ เกียรติวงศ์ ที่ทำให้ท่านหันหลังให้กับการร้องเพลงโดยสิ้นเชิงภายหลังแต่งงาน เมื่อ พ.ศ.2494ขอฝากค่าย “ซีเนริโอ” ของคุณบอย ถกลเกียรติ หรือไม่ก็ค่ายเวิร์คพอยท์ ของ “เสี่ยตา” ปัญญา นิรันดรกุล เอาไว้ด้วยครับ ลองไปอ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมดนี้ดู และทำวิจัยเพิ่มเติมอีกหน่อย...สามารถหยิบมาเขียนบทใหม่ สร้างเป็นละคร “มิวสิคัล” ได้เรื่องหนึ่งเลยนะครับเนี่ย.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “ซูมซอกแซก” เพิ่มเติม