ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ช่วงฤดูร้อนปี 2026 ในพื้นที่ภูมิภาคอาเซียน “รังสี UV” มีแนวโน้มอยู่ในระดับ “สูงจัด” ถึง “อันตรายอย่างยิ่ง” เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่รังสีจากดวงอาทิตย์ส่องลงมาตั้งฉากกับพื้นที่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรมากที่สุดย้ำว่าระดับดัชนี UV โดยทั่วไปของประเทศไทย...มีการคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงถึงระดับ 11-12+ ในช่วงเวลาเที่ยงวันในเดือนเมษายน ซึ่งถือเป็นระดับ “Extreme” (สีม่วง) ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกส่วนช่วงเวลาที่รุนแรงที่สุด...Very High หรือระดับ 10 ระหว่างเวลา 11.00–16.00 น. ของเดือนมีนาคมและพฤษภาคมแน่นอนว่า...จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพคือผิวจะแก่ก่อนวัย โดยรังสี UV-A ในระดับสูงจะแทรกซึมลึกเข้าไปในชั้นผิว ทำให้เกิดริ้วรอย จุดด่างดำและผิวสูญเสียความยืดหยุ่น...ผิวหนังไหม้เร็วมาก โดยผิวที่ไม่ได้มีการป้องกันอาจเริ่มไหม้ได้ภายในเวลาน้อยกว่า 5-10 นาทีทั้งยังกดระบบภูมิคุ้มกันโดยรังสี UV ในปริมาณที่สูงเกินไปสามารถลดความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่สำคัญคือมีความเสี่ยง “มะเร็งผิวหนัง” สูงขึ้น...การสัมผัสรังสีระดับนี้อย่างต่อเนื่องจะทำลาย DNA ของเซลล์ผิวหนังโดยตรง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งผิวหนังทุกชนิด รวมถึงชนิดที่รุนแรงที่สุดอย่าง Melanomaมะเร็งชนิดหลังนี้...เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่ร้ายแรงที่สุด เกิดจากการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) มักมีลักษณะเป็นไฝหรือจุดสีดำ...น้ำตาลที่เปลี่ยนไป ขอบไม่เรียบ, สีไม่สม่ำเสมอ, ขนาดมากกว่า 6 มิลลิเมตร แม้พบได้น้อยกว่าชนิดอื่น แต่รุนแรงเพราะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้เร็วสาเหตุหลักมาจาก...“รังสี UV” คำแนะนำเพื่อความปลอดภัย สำคัญคือการป้องกันผิวหนัง...ผิวหนังที่ไม่ได้รับการป้องกันอาจเกิดการไหม้ได้ในเวลาไม่ถึง 15 นาที เมื่อดัชนี UV อยู่ที่ระดับ 11+ แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30+ และ PA+++ ขึ้นไปข้อถัดมา...เครื่องแต่งกาย ต้องสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด ใส่หมวกปีกกว้าง และใช้แว่นตากันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 99-100% นอกจากนี้ห้ามขาดคือการดื่มน้ำ...ในปี 2026 นี้มีคำเตือนเรื่องคลื่นความร้อน (Heatwave) ควบคู่กับค่า UV สูง จึงควรดื่มน้ำสะอาดให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและโรคฮีทสโตรกท่องจำไว้ให้ขึ้นใจอีกว่า หลีกเลี่ยงการออกแดดโดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00–16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีรังสี UV รุนแรงที่สุด อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม เสริมว่า อีกเรื่องที่พึงระวังโดยเฉพาะอันตรายที่มาจากแดด ก็คือ...“การจอดรถตากแดดช่วงนี้เป็นเวลานาน มีโอกาสไฟลุกภายในรถได้...ต้องระวัง!”จากการทดลองในต่างประเทศ พบว่าอุณหภูมิภายนอกที่ร้อนจัดรวมกับระยะเวลาที่จอดรถในอุณหภูมิดังกล่าวจะทำให้อุณหภูมิภายในรถยนต์ที่ปิดกระจกทั้งหมดเพิ่มขึ้นเกือบ 20 องศาเซลเซียสภายใน 10 นาทีจากการทดลองพบว่าหากอุณหภูมิภายนอกสูงถึง 42 องศาและจอดรถโดยปิดกระจกทั้งหมดกลางแจ้งเป็นเวลาประมาณ 60 นาที จะทำให้อุณหภูมิภายในห้องผู้โดยสารสูงถึง 65 องศา หากจอดรถนานเป็นเวลามากกว่า 1 ชม. อุณหภูมิภายในห้องจะสูงมากกว่า 70 องศา “รังสีความร้อนที่ผ่านกระจกและตัวถังรถเข้ามาภายในจะมีรังสีที่มีความยาวคลื่นทั้งคลื่นยาวและคลื่นสั้น คลื่นยาวของรังสีความร้อนเมื่อผ่านเข้าไปในรถยนต์แล้วจะไม่สามารถแพร่ออกมาภายนอกได้เพราะจะถูกวัสดุต่างๆภายใน เช่น เบาะ คอนโซลและวัสดุอื่นๆดูดกลืนรังสีความร้อนไว้”และ...ปล่อยคลื่นความร้อนแพร่กระจายออกมาภายในห้องโดยสารรถยนต์ ทำให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นรวมทั้งปลดปล่อยสารต่างๆที่เบาะ คอนโซล ที่ดูดกลืนไว้ เช่น สารฟอร์มัล ดีไฮด์ เบนซิน เป็นต้น ซึ่งมีจุดวาบไฟประมาณ 64 องศาเซลเซียส ทำให้อาจลุกติดไฟและไหม้วัสดุไวไฟใกล้เคียงได้หากมีวัตถุที่ติดไฟได้อยู่ในรถยนต์หากมีของใช้ทิ้งไว้ในรถยนต์และจอดตากแดดช่วงนี้มากกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไป วัตถุในรถยนต์ที่อาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้พึงระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะวัตถุรวมแสง เช่น ขวดน้ำพลาสติกใสที่มีน้ำอยู่ภายใน หรือแว่นสายตา เมื่อวางไว้บนคอนโซลหน้ารถ แสงแดดที่ส่องผ่านจะเกิดการหักเหและรวมแสงลงที่จุดเดียวจนเกิด “ความร้อนสูง” และ “ลุกไหม้” ได้ ถัดมา... อุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ เช่น พาวเวอร์แบงก์ หรือโทรศัพท์มือถือ“แบตเตอรี่ลิเทียมเมื่อถูกความร้อนจัดจะบวมและเกิดการลัดวงจรจนเกิดระเบิดหรือติดไฟ รวมถึงวัตถุไวไฟที่มีแรงดัน เช่น ไฟแช็ก กระป๋องสเปรย์...น้ำหอม...สเปรย์กันแดดหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ความร้อน...จะทำให้สารภายในขยายตัวจนแรงดันสูงเกินไปและระเบิดออก หากภายในตัวมีน้ำมันเชื้อเพลิงรั่วซึม หรือสายไฟที่เสื่อมสภาพจนลัดวงจร”ฝากทิ้งท้ายให้ระวัง! “อากาศร้อนจัด” ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ จะทำให้เกิดไฟไหม้ได้ง่าย การจอดรถยนต์กลางแดดช่วงนี้ต้องมีที่บังแดดที่กันรังสียูวีกั้นกระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เปิดกระจกด้านข้างไว้บางส่วน พยายามหาที่ร่มจอดรถยนต์ รวมทั้งไม่ทิ้งสิ่งของที่เป็นวัสดุไวไฟไว้ในรถยนต์ด้วยควรแง้มกระจกหน้าต่างลงเล็กน้อยประมาณ 1–2 ซม. เพื่อให้ลมหมุนเวียนและลดการสะสมความร้อนภายใน...ป้องกันไว้ก่อนเสียแต่เนิ่นๆดีกว่าเกิดเหตุร้ายแล้วมาเสียใจทีหลัง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม