“สงครามลับ”...คือประเด็นที่น่าสะพรึงที่สุด? หากให้คู่ขัดแย้งเข้ามาล้างแค้นบนแผ่นดินไทย เหมือนที่เคยเกิดสงครามลักลอบสังหารบุคคลสำคัญในอดีตมาแล้วทั่วโลก หากเกิดเหตุขึ้นจริง “ประเทศไทย” จะถูกลากเข้าสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันทีในอดีต ผู้นำสูงสุด “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้มีประสบการณ์สูงทั้งการรบและการนำทางจิตวิญญาณ เคยใช้ข้อวินิจฉัยทางศาสนาหรือ “ฟัตวา” สั่งห้ามไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์เพราะผิดหลักศาสนาและทำลายล้างมนุษย์ แต่เมื่อสิ้นท่านไป...และหากผู้สืบทอดอำนาจคนใหม่เป็นสาย “ฮาร์ดคอร์”...บริบทอาจเปลี่ยนไปสิ้นเชิง ผู้นำใหม่อาจตีความความจำเป็นในการ “รักษาการปฏิวัติ”เพื่อให้ได้รับอนุญาตให้มีนิวเคลียร์ได้ แม้จะเป็นในลักษณะจำกัดอานุภาพก็ตาม นอกจากนี้ การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดยังกระทบกระเทือนจิตใจคนมุสลิม “นิกายชีอะห์” ทั่วโลกรวมถึงในไทยที่มีทั้งผู้เห็นใจและสนับสนุน การประกาศล้างแค้นอย่างแน่นอนของอิหร่านและการเรียกร้องให้มีการช่วยกันล้างแค้นทั่วโลก จึงเป็น “เชื้อไฟ” ที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ไม่คาดคิดในวงกว้างหรือไม่?แรงกระเพื่อมทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพียงเรื่องทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อ “จิตใจ” ของชาวมุสลิมชีอะห์เกือบจะทั่วโลก ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตะวันออกกลางสะท้อนนัยสำคัญต่อไทยเองก็มีกลุ่มคนที่ศรัทธาสนับสนุน ซึ่งความรู้สึกร่วมนี้อาจเป็นปัจจัยที่นำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ หากมีการปลุกระดม...หากเกิดเหตุร้าย เช่น การลอบสังหารกันบนแผ่นดินไทย ผลที่ตามมาจะไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่คือ “วิกฤติทางการทูต”“การถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้ง...ไทยจะถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งโดยปริยาย และจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างรุนแรง”นี่คือบทสรุปที่ว่า “ประเทศไทย” เราต้องเลือก “วางตัว” และ “ทบทวนนโยบาย” ซึ่ง ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ฝากโจทย์สำคัญให้รัฐบาลไทยต้องทำคือการตั้ง “ทีมไทยแลนด์” มอนิเตอร์สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังจะหนักหนาขึ้นเรื่อยๆเพราะความประมาทเพียงนิดอาจหมายถึงการดึงสงครามของคนอื่นมาไว้ในบ้านเราโดยไม่รู้ตัว!สรุปสั้นๆให้เข้าใจง่ายๆ...“โลกหลังการสูญเสียผู้นำอิหร่านจะเต็มไปด้วยความแค้นที่พร้อมระเบิดทุกที่ ประเทศไทยซึ่งเปิดกว้างและมีกลุ่มเป้าหมาย (ทหารอิสราเอล) เดินทางเข้ามาจำนวนมาก จึงกลายเป็นจุดเสี่ยงที่อาจถูกใช้เป็นสมรภูมิล้างแค้น...ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะกระทบทั้งความมั่นคงและความสัมพันธ์ระดับโลก ดังนั้นไทยต้องหยุดประมาทและเริ่มวางแผนรับมือระยะยาวอย่างเป็นระบบ”“อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” คือตัวแทนของยุคสมัยที่อิหร่านสู้ด้วยความอดทนและยุทธศาสตร์ที่เฉียบคมจากการผ่านศึกมาโชกโชน การหายไปของเขาคือการปิดฉากยุคแห่งการประคองตัวด้วยฟัตวา... “สั่งห้ามไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง โดยวิเคราะห์ว่าการทำลายล้างชีวิตมนุษย์จำนวนมากอย่างไม่เลือกหน้าเป็นสิ่งที่ศาสนาห้าม” ซึ่งเป็นกำแพงจริยธรรมที่กำลังจะหายไปและกำลังเปิดประตูสู่ “ยุคแห่งความไม่แน่นอน” ที่ “ผู้นำรุ่นใหม่” อาจใช้ประสบการณ์ภาคสนามที่เขาทิ้งไว้มาเป็นแรงผลักดันในการตอบโต้ศัตรูอย่างรุนแรงและไร้ขีดจำกัดมากขึ้นด้วยว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพของอิหร่านและฉากทัศน์ความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้น น่าสนใจว่าขุมกำลังที่แข็งแกร่งสะท้อนว่าอิหร่านมีศักยภาพทางทหารที่ไม่อาจมองข้ามได้ ทำให้ “ล้มยาก” ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การปะทะครั้งนี้อาจยืดเยื้อกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์“กองกำลัง IRGC”...อิหร่านมีกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามที่เข้มแข็งมาก มีสมาชิกเกือบสองแสนคน ที่สำคัญคือยังมีความเหนียวแน่น ไม่มีการแปรพักตร์ หรือพยายามแยกตัวเป็นปรปักษ์กับระบอบเดิม ทำให้โครงสร้างอำนาจยังคงปึกแผ่น...และอิหร่านมีการสะสมขีปนาวุธและอาวุธใหม่ๆจำนวนมากซึ่งมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะยันการปะทะกับสหรัฐฯและอิสราเอลได้ต่อเนื่องระยะหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายพันธมิตรไร้พรมแดน และ “ช่องแคบฮอร์มุซ”...ไพ่ตายทางภูมิรัฐศาสตร์ หากสถานการณ์บีบคั้น อิหร่านอาจพิจารณาปิดช่องแคบนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ...พลังงานทั่วโลกทันทีถ้าถามถึงจุดอ่อนวันนี้ดูเหมือนว่าจะมีจุดอ่อนหนึ่งเดียวนั่นก็คือความปั่นป่วนจาก “ภายใน” แม้ภายนอกจะดูแข็งแกร่ง แต่ฉากทัศน์ที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของระบอบอิหร่านได้จริงๆคือ การแย่งชิงอำนาจกันเอง หรือการลุกฮือประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจระบอบเดิม“หากเกิดการแบ่งแยกประเทศหรือมีการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านจากสหรัฐฯจนระบอบอ่อนแอลง นั่นคือโอกาสเดียวที่ระบอบปัจจุบันจะล่มสลายได้ง่ายขึ้น”ย้ำว่าความขัดแย้งครั้งนี้มีแนวโน้มจะยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง...วงจรความรุนแรงในช่วงแรกเราจะเห็นการถล่มโจมตีอย่างหนักหน่วงจากฝ่ายสหรัฐฯ จากนั้นก็จะอาจจะลดระดับความรุนแรง สถานการณ์จะค่อยๆซาลงหรือเบาลงต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าสูญเสียหนักเกินไป จนต้องลดความถี่และเป้าหมายโจมตีลงปัจจัยชี้ขาดไม่ได้อยู่ที่ “สมรภูมิภาคสนาม” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนผ่านอำนาจภายในอิหร่าน หากอิหร่านสามารถจัดทัพใหม่ได้นิ่งและรวดเร็ว สงครามตัวแทนและขีดความสามารถในการตอบโต้จะยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น แต่ถ้าเกิดรอยร้าวภายในประเทศขึ้นก่อน...นั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “สงครามยืดเยื้อ” นี้สิ้นสุดลงด้วยการ “ล่มสลาย” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม