วันนี้ต้องขอแสดงความชื่นชม ศาลฎีกาสูงสุดสหรัฐฯ ที่มี John Roberts เป็นประธานศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษาด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าศุลกากรสหรัฐฯ อำนาจเป็นของสภาคองเกรส เป็นอันว่า ภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ที่ทรัมป์เรียกเก็บจากทุกประเทศทั่วโลก, ภาษีเฟนทานีล ที่ทรัมป์เรียกเก็บกับสินค้าแคนาดา จีน เม็กซิโก, ภาษี free speech ที่ทรัมป์เรียกเก็บกับสินค้าบราซิล, ภาษี secondary tariffs ที่ทรัมป์เรียกเก็บกับสินค้าอินเดีย ถูกยกเลิกหมด แถมยังมีปัญหาเรื่อง การคืนภาษีกว่า 170,000 ล้านดอลลาร์ ที่รัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บจากผู้นำเข้าและบริษัทอเมริกันจะต้องจ่ายคืนอีกด้วยประธานาธิบดีทรัมป์ ด่าศาลฎีกาสหรัฐฯทันทีว่า ไร้สาระ และตอบโต้ด้วยการ ใช้มาตรา 122 ใน Trade Act 1974 สั่งขึ้นภาษีนำเข้า 15% จากสินค้าทั่วโลก มีผลทันทีตั้งแต่ 24 ก.พ.69 แต่กฎหมายนี้อนุญาตให้ใช้ได้เพียง 150 วัน หรือ 5 เดือนเท่านั้น หลัง 5 เดือนทรัมป์ต้องเปลี่ยนมาตรการใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและชาวอเมริกันแน่นอนคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ฉีกหน้า ประธานาธิบดีทรัมป์ เผด็จการผู้อหังการอย่างยับเยิน คนที่ดีใจที่สุดในคำตัดสินนี้ก็คือชาวอเมริกันหลายร้อยล้านคน และผู้ว่าการรัฐต่างๆที่คัดค้านต่อต้านการขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์ ภาษีนำเข้าทรัมป์เก็บจากสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพของชาวอเมริกันที่ยากจนจำนวนมาก เช่น เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า อาหาร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีราคาถูกคนจนซื้อหาได้ผลการศึกษาของ Tax Foundation ที่เผยแพร่เมื่อ 6 ก.พ.ระบุว่า ภาษีทรัมป์ทำให้ครัวเรือนในสหรัฐฯต้องรับภาระเพิ่มขึ้น 1,000 ดอลลาร์ หรือ 340,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และ จะเพิ่มเป็น 1,300 ดอลลาร์ หรือ 442,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 โชคดีที่ถูกยกเลิกเสียก่อนภาษีนำเข้าก้อนโตนี้ เป็นภาษีที่ชาวอเมริกันผู้บริโภคต้องจ่ายร่วมกับผู้นำเข้า ทำให้ชาวอเมริกันระดับกลางถึงล่างเดือดร้อนกันทั้งประเทศ การเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.นี้ ขอให้พรรครีพับลิกันของทรัมป์พ่ายแพ้การเลือกตั้ง โลกจะได้สงบขึ้นคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ยังทำให้เงื่อนไขการค้าและการลงทุนในสหรัฐฯชะงักไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ เริ่มจาก อินเดีย ที่เพิ่งเจรจาตกลงการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ ทันทีที่ศาลสหรัฐฯสั่งยกเลิกคำสั่งทรัมป์ อินเดียก็สั่งทีมเจรจาการค้าเลื่อนการเดินทางไปยังกรุงวอชิงตันทันที เพื่อรอดูท่าทีต่อไป ญี่ปุ่น ที่นายกฯหญิง ซานาเอะ ทาคาอิชิ รับปากกับทรัมป์ จะตั้งกองทุน 550,000 ล้านดอลลาร์ สนับสนุนการลงทุนในสหรัฐฯ ล่าสุด พรรคแอลดีพี ของ นายกฯซานาเอะ ก็เสนอให้มีการ ทบทวนข้อตกลง เพราะความไม่แน่นอนเกิดขึ้นแล้ว ภาษีรถยนต์ที่ทรัมป์รับปากกับญี่ปุ่นไว้ก็ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการตัดสินของศาลฎีกา รัฐมนตรีการค้าออสเตรเลีย ก็ออกมาประกาศจะใช้ทุกแนวทางตอบโต้คำสั่งเก็บภาษี 15% ของทรัมป์เมื่อ อำนาจทรัมป์เริ่มสั่นคลอน ทุกชาติที่ยอมสยบก็เริ่มสงวนท่าที ถ้าทรัมป์พ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม โฉมหน้าการค้าโลกอาจเปลี่ยนไปก็ได้ สหรัฐฯจะเพลี่ยงพล้ำหนัก ชาวอเมริกันจะรับกรรม ผู้ชนะคือจีน อินเดีย และประเทศคู่ค้าทั้งหลายในโลกไทยก็ได้ประโยชน์จากคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐฯได้ลดภาษีนำเข้า 4% จาก 19% เหลือ 15% ที่ผ่านมาไทยโดนภาษีนำเข้า 19% แต่การส่งออกเดือนมกราคมกลับทำสถิติสูงสุดใหม่ 31,573 ล้านดอลลาร์ กว่า 980,744 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.4% ตลาดสหรัฐฯเพิ่มขึ้นถึง 43.1% สูงสุดอันดับ 1 ภาษีทุกดอลลาร์ชาวอเมริกันรับไปเต็มๆ ก็ไม่รู้ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ โง่ งก หรือฉลาด กันแน่ การเปลี่ยนแปลงภาษีครั้งใหม่นี้หรือครั้งต่อไป จะทำให้การค้ากับสหรัฐฯมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นไปอีก แม้ทรัมป์จะขู่ห้ามเบี้ยวดีลที่ตกลงกันแล้ว แต่ทุกดีลก็ชะงักหมด การขึ้นภาษีนำเข้าไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯดีขึ้น จีดีพีไตรมาส 4 กลับโตแค่ 1.4% จากที่คาดว่าจะโต 2.8% การบริโภคก็ลดลงเหลือ 2.4% กลายเป็นมหาอำนาจที่เริ่มป่วยอ่อนแอให้เห็นแล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม