แก่ไปไม่จน!! ต้องรู้จักอดออมเงิน หาได้เท่าไหร่ให้เก็บก่อนใช้ จะได้มีเงินใช้หลังเกษียณ นี่คือนิยามเก่าๆของการวางแผนทางการเงิน เราโตมากับคำสอนว่า เก็บไว้ก่อน อย่าใช้เยอะ เดี๋ยวไม่พอ แต่เอาจริงๆแล้วถ้าเราเก็บมากเกินไปจนไม่มีแรงใช้ มันจะมีประโยชน์อะไร“บิล เพอร์กินส์” ลุกขึ้นมาเขียนหนังสือ “DIE WITH ZERO” ตายที่ศูนย์ เพื่อท้าทายความเชื่อของสังคมที่มักบอกว่า เก็บไว้ก่อน เท่ากับปลอดภัยไว้ก่อน!! นักบริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์และนักโป๊กเกอร์มืออาชีพอย่างเขา ท้าทายวัฒนธรรมเก็บก่อนใช้ เพราะเห็นพฤติกรรมซ้ำๆในหมู่นักลงทุนวอลล์สตรีท พวกเขาชนะเกมการเงิน แต่กลับแพ้เกมชีวิตถามว่าถ้าชีวิตคือเกมที่มีเวลาจำกัด การถือชิปไว้จนเกมจบไม่ได้แปลว่าชนะ แล้วทำไมเราถึงวางแผนการเงินเสมือนว่าเราจะอยู่บนโลกนี้ชั่วนิรันดร์ สำหรับเขาแล้ว “เงินไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือเชื้อเพลิงประสบการณ์” เงินจะมีคุณค่า เมื่อมันถูกแปลงเป็น “ประสบการณ์ชีวิต” ไม่ใช่ตอนที่มันนอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคาร เป้าหมายของการตายที่ศูนย์ คือการหา “ปันผลทางความทรงจำ” (Memory Dividend) เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆไปตลอดชีวิต โดยเฉพาะประสบการณ์ประเภทที่ถ้าพลาดไปแล้วไม่มีทางหาซื้อคืนได้ เรามักถูกสอนให้รอๆๆ รอให้พร้อมก่อนค่อยใช้ แต่ชีวิตไม่เคยรอเรา“อายุคือทรัพย์สินที่ด้อยค่าลงทุกวัน” คนวัย 30 มีศักยภาพการผจญภัย มากกว่าคนวัย 70 ไม่ใช่เพราะเงิน แต่เพราะได้เปรียบในเรื่องพละกำลังและสุขภาพ เงินทองหาเพิ่มได้ แต่อายุเพิ่มไม่ได้ การเก็บเงินเพื่อความมั่นคงเป็นเรื่องจำเป็น แต่การผัดผ่อนความสุขไปจนแก่ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อาจเป็นต้นทุนที่แพงที่สุด“การให้ตอนมีชีวิตย่อมดีกว่าการให้หลังตาย” การตายที่ศูนย์ ไม่ใช่ให้ตายแบบไม่มีเงิน หรือถลุงเงินจนหมดก่อนเกษียณ แต่คือการบริหารให้เงินทำงานครบหน้าที่ก่อนชีวิตจะจบสิ้น สำหรับพ่อแม่ควรให้มรดกลูกหลานก่อนตาย เพราะเงิน 1 ล้านบาท ที่ลูกได้รับตอนอายุ 30 จะมีพลังเปลี่ยนชีวิตได้มากกว่า 1 ล้านบาท ตอนเขาอายุ 60“ความกลัวคือศัตรูเงียบของชีวิต” ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่กล้าใช้เงินซื้อประสบการณ์ เพราะกลัวอนาคต, กลัวขาด, กลัวไม่พอ คนจำนวนมากตายไปพร้อมกับเงินเหลือเก็บที่เกินจำเป็น นั่นแปลว่าเราวางแผนเผื่อความเสี่ยงเกินจริง จนลืมความเสี่ยงที่จะใช้เงินเพื่อชีวิตที่มีความหมาย“ไม่ได้ต่อต้านการออม ไม่ได้ยุส่งให้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย แต่สอนวิธีจัดสรรเงินอย่างมีกลยุทธ์” นี่คือหัวใจของการตายที่ศูนย์ เลิกออมเงินแบบไร้จุดหมาย แต่ให้บริหารเงินแบบเดียวกับบริหารพอร์ตลงทุน โดยเปลี่ยน “ผลตอบแทนทางการเงิน” เป็น “ผลตอบแทนทางชีวิต” หลักคิดสำคัญคือ คำนวณว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่จริงๆจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต, กระจายการใช้เงินตามช่วงวัย, ลงทุนในประสบการณ์ที่สร้างความหมายกับชีวิต และลดความเสียดายในอนาคตยุคนี้ต้องเปลี่ยนจากการยกย่อง “คนเก็บเงินเก่ง” มายกย่อง “คนใช้เงินเก่ง” รู้จักหาเงินและใช้เงินเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆตลอดชีวิต คำถามสำคัญไม่ใช่คุณจะมีเงินเหลือเท่าไหร่ตอนตาย แต่คือคุณจะใช้เงินที่หามาได้ เพื่อแปลงเป็นความสุข, ความทรงจำ และสร้างความหมายให้ชีวิตได้มากแค่ไหนเป้าหมายของเงินไม่ใช่การตายพร้อมยอดเงินคงเหลือสูงสุด แต่คือการตายโดยที่เงินได้ทำหน้าที่อย่างครบถ้วน จงใช้เงินอย่างตั้งใจ และใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในทุกวัน ตายไปก็ไม่เสียดาย!!มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม