ศาลฎีกาสั่งจำคุก “ธีระวัฒน์ พรรณะ” ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 1 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกผู้สมัคร สส.รายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีศาลจังหวัดมหาสารคาม อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีพนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคามเป็นโจทก์ฟ้องนายธีระวัฒน์ พรรณะ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 1 จ.มหาสารคาม ฐานข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อวันที่ 18 ก.พ.โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2563 จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในอาการสะลึมสะลือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เนื่องจากฤทธิ์ยาที่จำเลยให้ผู้เสียหายรับประทานจนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัดในจังหวัดนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ต่อมาวันที่ 19 ม.ค.63 ผู้เสียหายนำยาจำนวน 8 เม็ด และยาไม่ทราบชนิดอีก 2 แคปซูลซึ่งเป็นยาที่จำเลยใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดมามอบให้เจ้าพนักงานไว้เป็นของกลาง คดีนี้เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวนตำรวจ สภ.เขวาใหญ่ จ.มหาสารคาม เป็นพนักงานสอบสวนรับผิดชอบขอให้ลงโทษตามกฎหมายนอกจากนี้ ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษา พยาบาลและค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล 50,000 บาท ค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา 2,000 บาท ค่าสูญเสียพรหมจารีย์ 300,000 บาท ค่าขาดรายได้ 27,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 697,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ม.ค.63 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมฎีกาศาลฎีกาพิเคราะห์ตรวจสำนวนพยานหลักฐานมีข้อวินิจฉัยว่า แม้การตรวจร่างกายของโจทก์ร่วมที่โรงพยาบาลมหาสารคามไม่พบหลักฐานการร่วม ประเวณี แต่อาจเป็นไปได้ว่าตรวจหลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง และโจทก์ร่วมไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน เนื่องจากอาการสะลึมสะลืออ่อนเพลียไม่มีแรงไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ โจทก์ร่วมยืนยันว่า โจทก์ร่วมไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งหมดแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้อง ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้นปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล และค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา ขาดรายได้ตามปกติ และมีความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ต้องมีมลทินมัวหมอง เป็นตราบาปติดตัวไปตลอดเป็นการทำร้ายจิตใจ ทำลาย การเรียน ความหวัง และความฝันของโจทก์ร่วม ทำให้ โจทก์ร่วม บิดา มารดาของโจทก์ร่วมได้รับความอับอาย ต้องใช้เวลาบำบัดรักษาร่างกายและฟื้นฟูจิตใจให้เป็นปกติ เห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ตามความร้ายแรงแห่งการทำละเมิด กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมรวมจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันละเมิดพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบยา ของกลาง ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ม.ค.63 จนกว่าจะชำระเสร็จอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่