ในโลกยุคดิจิทัลอย่างปัจจุบัน “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ “เอไอ” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ช่วยทรงพลัง ยกระดับคุณภาพชีวิตและการทำงานอย่างก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีนี้กลับถูกเครือข่ายมิจฉาชีพข้ามชาตินำมาใช้เป็น “อาวุธ” หลอกลวงผู้คนได้อย่างแนบเนียน รวดเร็ว และตรวจจับได้ยากขึ้นรายงานล่าสุดของ ตำรวจสากล (Interpol) ระบุว่า กลุ่มมิจฉาชีพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังใช้เครื่องมือเอไอราคาถูก เพื่อเปลี่ยนการหลอกลวงให้กลายเป็นธุรกิจที่ทำได้ง่าย มีประสิทธิภาพ และขยายตัวได้รวดเร็ว เทคโนโลยีอย่าง Large Language Models (LLMs) ช่วยสร้างข้อความที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติจนทำลายข้อจำกัดด้านภาษา ทำให้สัญญาณเตือนภัยเดิมๆ อย่างการสะกดผิด หรือสำนวนแปลกๆ แทบจะหายไป ยิ่งเมื่อผสานกับเทคโนโลยี ดีปเฟก (Deepfake) ปลอมแปลงได้ทั้งภาพและเสียงเพื่อสร้างตัวตนปลอมที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นการปลอมเป็นหญิงสาวเพื่อล่อลวงให้รัก หรือหลอกให้ลงทุน กลโกงเหล่านี้จึงทรงพลังและแนบเนียนกว่าที่เคย แม้หลายประเทศจะร่วมมือกันกวาด ล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และจับกุมแกนนำอย่างต่อเนื่อง แต่ตำรวจสากลมองว่าขบวน การเหล่านี้ไม่ได้หายไป เพียงแต่ “วิวัฒนาการ” ด้วยพลังของเอไอ ซึ่งช่วยให้คนร้ายขยายขอบเขตการหลอกลวงได้ในวงกว้างโดยใช้ต้นทุนและทรัพยากรบุคคลลดลง แต่กลับให้ผลตอบแทนมหาศาลจนคุ้มค่าที่จะเสี่ยง ขณะที่ สถาบันเพื่อสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) ประเมินมูลค่าความเสียหายจากเครือข่ายเหล่านี้ไว้สูงถึง 64,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และภัยคุกคามนี้กำลังแพร่กระจายจากเอเชียไปสู่ทวีปอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลางอย่างรวดเร็วเป็นผลจากการเข้าถึงเทคโนโลยีเอไอได้จากทุกมุมโลก ศึกครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันระหว่างมิจฉาชีพที่ใช้เทคโนโลยีเป็นอาวุธ กับผู้พิทักษ์ กฎหมายและประชาชนอย่างเราๆที่ต้องเร่งก้าวให้ทันในโลกที่เอไอกำลังพามนุษย์เข้าสู่ดินแดนที่ยากจะคาดเดา.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม